เสียงประหลาด

เรื่องเล่าลี้ลับในโรงเรียนของฉันต่างมีให้เล่าขานกันอย่างมากมาย แต่ไม่คิดว่าวันหนึ่งฉันจะได้มาเป็นคนเล่าซะเอง...

ระหว่างพักเที่ยง ฉันกับเพื่อนๆ ในห้องเรียนกำลังนั่งเล่นเพื่อรออาจารย์เข้ามาสอน เหมือนว่าพวกเราจะเป็นเด็กขยันตั้งหน้าตั้งตาเรียน แต่ความจริงมันเป็นเพราะห้องนี้ชอบเปิดแอร์ทิ้งไว้ตอนพักเที่ยงต่างหาก เลยทำให้ใครๆ ต่างก็อยากมาขลุกตัวกันอยู่ที่ห้องนี้ ฉันก็เป็นคนหนึ่งที่กินข้าวเสร็จแล้วรีบมานั่งอยู่ในห้องเรียน

บนโต๊ะเรียนที่ฉันนั่งอยู่ มีพานและเครื่องไหว้วางไว้อย่างระเกะระกะ ซึ่งฉันเห็นมันวางอยู่นานตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว ก็เลยคิดไปว่าน่าจะเป็นของนักเรียนที่เอามาใช้ประกอบการแสดงแล้วลืมทิ้งเอาไว้ และเพื่อนๆ ฉันก็เอามาเล่นสวมบทบาทเป็นตัวละครกันอย่างสนุกสนาน ฉันมองดูและหัวเราะไปด้วย

เมื่อหมดเวลาพักเที่ยง อาจารย์ก็เข้ามาสอน ซึ่งตอนนั้นเป็นคาบเรียนของวิชาฟิสิกส์ อาจารย์เห็นนักเรียนเอาพานอันนั้นมาเล่นกันก็เลยบอกว่า นั่นเป็นของที่คนเอามาไหว้เจ้าที่ในห้องนี้ ทุกคนต่างพากันอึ้งไปตามๆ กัน เพราะความจริงแล้วโรงเรียนฉันก็มีประวัติเคยเป็นโรงพยาบาลทหารเรือเก่ามาก่อน และห้องที่นั่งอยู่ตอนนี้ก็คือห้องดับจิตซึ่งเอาไว้เก็บศพนั่นเอง

พอรู้ความจริงแล้ว เพื่อนๆ ต่างก็ไหว้ขอขมากันยกใหญ่ และนำพานนั้นไปเก็บไว้ในชั้นของตู้กระจกในห้องที่ยังว่างอยู่ แต่ทว่าตู้ใบนั้นอยู่ตรงข้ามกันกับหน้าฉันพอดี ซึ่งปกติจะมีเพื่อนมานั่งคั่นกลาง แต่วันนี้เพื่อนกลับไม่มา ที่นั่งตรงนั้นก็เลยว่างเปล่า เหลือแค่ฉันกับพานในตู้ใบนั้นอยู่ท้ายห้องเรียน

ที่ฉันนั่งหันหน้าเข้าหาตู้ แทนที่จะเป็นกระดานดำของห้องเรียน ก็เพราะว่าห้องฟิสิกส์บางครั้งนักเรียนต้องทำการทดลอง โต๊ะทดลองจึงกลายเป็นโต๊ะเรียนไปโดยปริยาย โต๊ะตัวหนึ่งเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่ค่อนข้างใหญ่ เรานั่งแยกกันเป็นกลุ่มๆ โดยทุกคนในกลุ่มจะนั่งหันหน้าเข้าหากัน แต่เวลาจดหนังสือจากกระดานก็จะลำบากหน่อย ต้องเอียงคอไปข้างหน้า ซึ่งทุกคนก็ต่างพากันชินไปซะแล้ว

ฉันนั่งเรียนไปสักพักใหญ่ ก็มีเสียงแหลมสูงดังขึ้น ตอนแรกฉันคิดว่าเป็นเสียงหมาหอน เพราะโรงเรียนฉันติดกับวัด ซึ่งชื่อโรงเรียนก็คือชื่อวัดนั่นเอง แต่พอเสียงเริ่มลากยาวต่อไป ฉันก็รู้ว่านั่นไม่ใช่เสียงหมาหอนซะแล้ว แต่เป็นเสียงผู้หญิงกรีดร้องอย่างโหยหวนแทน ซึ่งดังก้องอยู่ในหูทั้งสองข้างของฉัน ฉันสังเกตดูคนอื่นๆ ก็นั่งเรียนกันอย่างปกติ ฉันจึงรู้แล้วว่ามีเพียงฉันเท่านั้นที่ได้ยินเสียงนี้

ฉันนั่งตัวแข็งทื่อ ขนลุกซู่ สติหายไปชั่วขณะ จนกระทั่งเสียงนั้นเงียบลงไปสักพัก ฉันก็นั่งเรียนต่อไปจนหมดคาบ และเริ่มสงสัยว่าเสียงนี้มีต้นตอมาจากที่ไหนกันแน่ มาจากวัดที่อยู่ติดกันข้างๆ หรือในห้องฟิสิกส์ที่เคยเป็นห้องดับจิตห้องนี้ หรือจะเป็นพานอันนั้นที่เพื่อนเอามาเล่นกัน

พอหมดคาบเรียนนี้ ฉันจึงไปถามเพื่อนๆ ให้แน่ใจอีกทีว่ามีใครได้ยินเสียงนี้ไหม แต่สุดท้ายก็ไม่มีใครได้ยิน บางคนก็ดูเหมือนไม่เชื่อและเห็นเป็นเรื่องตลก จนฉันเริ่มสงสัยตัวเองว่าฉันหูฟาดไปหรือเปล่า แต่เสียงมันดังก้องแบบเซอร์ราวด์มาก ประหนึ่งว่าอยู่ในโรงหนัง

พอสัปดาห์ถัดมาฉันมานั่งเรียนที่ห้องนั้นอีก และพานอันนั้นก็ยังคงวางอยู่ที่เดิม โดยที่ไม่มีใครไปแตะต้องแต่อย่างใด แล้วเพื่อนฉันก็กลับมานั่งคั่นตรงกลางระหว่างตู้เหมือนเดิม ทำให้ฉันรู้สึกอุ่นใจขึ้นมาบ้าง จากนั้นฉันก็ไม่ได้ยินเสียงประหลาดนั้นอีกเลย...

SHARE

Comments