คำสารภาพ
ถึงคุณ
..
อย่างที่บอกไงว่าฉันอ่านหนังสือของคานะเอะไปสามเล่ม คุณก็ทนอ่านเรื่องที่ฉันยังคงพูดถึงหนังสือของเธอไปก่อนแล้วกันช่วงนี้ “คำสารภาพ” เป็นงานเขียนเล่มแรกของเธอเชียวนะ แล้วดูสิเล่มแรกของนักเขียนกลายมาเป็นเล่มสี่ของคนอ่านอย่างฉัน เฮ้อ...ก็ฉันน่ะเพิ่งมารู้จักเธอเอาเมื่อปลายปี๖๐เอง 

คุณต้องไม่เชื่อแน่ถ้าฉันจะบอกว่าฉันดูหนังเรื่องนี้ด้วยนะ ดูก่อนอ่านหนังสือด้วย ไงล่ะฉันเปลี่ยนไปใช่มั้ย ไม่มีอะไรมากหรอกแค่ฉันลองเปลี่ยนมุมมองบ้างเท่านั้นเอง มันดีมากด้วยไม่อยากจะเชื่อ!!! ไม่สิถ้าคุณเป็นหนึ่งในตัวละครหนังสือเยาวชนตะวันตกคุณต้องพูดว่า เชื่อเขาเลย แล้วกรอกตาหนึ่งตลบ ให้ฉันแน่นอน

คุณดูรึยังถ้ายังลองหามาดูสิ ขนาดว่าฉันเป็นพวกไม่ชอบดูหนังที่ดัดแปลงมาจากหนังสือยังอดทึ่งไม่ได้ คิดดูล่ะกัน ภาพของหนังสวยมากกกกไก่ล้านตัว (แล้วก็เลิกทำหน้าสุดเซ็งกับคำว่ากไก่ล้านตัวด้วยใครๆ เขาก็พูดกัน) สื่อชัดเจนได้อารมณ์และความรู้สึกครบถ้วนไร้ที่ติ 

ในหนังฉันชอบตรงนาฬิกาที่เดินถอยหลังนั่นมากทีเดียว ร้องไห้ด้วยนะ ร้องไห้กับเอและบี 

อ้าว...ฉันร้องไห้ให้กับฆาตกรรึนี่!!! เชื่อเหอะมันคือความจริง ยิ่งอ่านหนังสือด้วยแล้วคุณจะไม่แปลกใจตัวเองหรอกหากคุณเข้าอกเข้าใจหรือรู้สึกเห็นใจเด็กสองคนนั่น 

เด็กที่น่าสงสาร เด็กที่น่าสงสาร เอ๋...นี่ฉันพร่ำพูดประโยคนี้ชักเหมือนแม่บีเข้าไปทุกทีสิน่า แต่ใช่ว่าฉันจะไม่เห็นใจหรือเข้าอกเข้าใจครูผู้สูญเสียลูกสาวตัวน้อย ด้วยน้ำมือของลูกศิษย์ตัวเองหรอกนะ สิ่งที่เธอทำกับเด็กสองคนนั่นก็สมควรอยู่ ความจริงเธอไม่ได้หวังจะฆ่าเด็กที่เป็นลูกศิษย์สักหน่อย

สิ่งที่เธอต้องการก็แค่ให้เด็กสองคนนั่นมองเห็นคุณค่าของการมีชีวิต ทั้งของตัวเองและคนอื่น ให้สำนึกผิดด้วยใจจริง และมีชีวิตต่อไปในทางที่ดี เธอค่อนข้างมั่นใจด้วยซ้ำว่าเอที่เป็นเด็กฉลาดจะสามารถผ่านมันไปได้ แต่การตั้งรับของแต่ละคนไม่เท่ากันถูกมั้ย เอและบีก็เช่นกัน ทั้งสองคนตั้งรับในแบบที่แตกต่างกัน

ต่อให้สมมุติว่าครอบครัวสภาพแวดล้อม หรือการพูดด้วยประโยคเดียวกันทุกสิ่งทุกอย่างเหมือนกันไม่มีผิด แต่ละคนยังคงรับรู้ถึงความหมายหรือความเป็นไปไม่เท่ากันอยู่ดี คนบางคนไม่ได้รู้สึกอะไรกับประโยคนั้นไม่สนใจ ขณะที่อีกคนกลับรู้สึกกับประโยคนั้นมาก แบบว่าคิดเยอะคิดไปในทางที่ลบกับตัวเอง เช่นว่าเพราะตัวเองใช่มั้ยถึงเป็นแบบนี้อะไรประมาณนี้ คุณเข้าใจที่ฉันพยามอธิบายรึเปล่า

เอเป็นเด็กฉลาด หมกมุ่นแต่เรื่องของตัวเอง ในชีวิตของเขามีคนสำคัญเพียงคนเดียวคือแม่เท่านั้น ส่วนบีถูกเลี้ยงดูมาด้วยคำชมที่แม่ป้อนให้มาแต่เด็ก มารู้ตัวอีกอ้าว...เขาไม่ได้เก่งอะไรเลย หลังจากนั้นแม่เปลี่ยนคำชมใหม่ให้เรากลายเป็น เด็กจิตใจดีอ่อนโยน เกิดคำถามว่ามันคืออะไรเหรอ แม่พยามปกปิดความอ่อนด้อยของเขาด้วยคำนี้ใช่มั้ย เขาเป็นเด็กไม่เอาไหนไม่ได้เรื่องได้ราวใช่หรือเปล่า ไม่ได้อย่างที่แม่คาดหวังอย่างน้อยชายที่แม่เลี้ยงดูมา ความสัมพันธ์กับผู้คนของเขาก็ไม่ราบรื่น

ไหนจะพ่อผู้ฝากเรื่องในบ้านไว้กับภรรยาทั้งหมด ตัวเองไม่รู้ด้วยซ้ำทั้งที่อยู่บ้านเดียวกันกลับไม่เคยรู้ว่าลูกไม่ไปโรงเรียนมากี่เดือนแล้ว ลอยตัวเหนือปัญหาทั้งปวงด้วยข้ออ้างที่ว่าเป็นคนหาเงิน เกิดอะไรขึ้นกับสังคมพื้นฐานที่เรียกว่าครอบครัวกันแน่

การเติบโตของแต่ละชีวิตเป็นเรื่องยากจังเลยคุณว่ามั้ย ทั้งหมดล้วนขึ้นอยู่กับพื้นฐานจิตใจว่าเราเข้มแข็งพอรึเปล่า ความสัมพันธ์กันในครอบครัวเป็นเรื่องสำคัญมากที่จะช่วยประคับประคอง เรื่องของจิตใจเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ไม่ควรมองข้าม ขนาดว่าฉันเองเติบโตมาจากนิทานของแม่ แต่การจะผ่านช่วงของชีวิตก็เป็นเรื่องยากอยู่ดีฉันว่า

คานะเอะสะท้อนภาพชีวิตครอบครัวอีกแล้ว ว้า...ไม่ใช่สิฉันไม่ควรใช้คำว่าอีกแล้ว เพราะเล่มนี้คือเล่มแรกของเธอ ก็นะเล่มต่อมาเธอมักพูดถึงเรื่องนี้นี่นา แม่ทำร้ายลูกทางร่างกาย หรือทางจิตใจด้วยความคาดหวังฝากความหวังและความฝันของตัวเองไว้กับลูก หรือในกรณีของเอที่แม่ทำให้รู้สึกว่าเป็นตัวถ่วงของแม่จากคำว่า 

“ไม่มีแกสักคนคงดี”
แต่พอตัวเองจะไปกลับเกิดโรครักลูกฉับพลันขึ้นมาซะอีก มันก็แบบเดียวกับโรคกตัญญูฉับพลันแหละ แต่กรณีหลังเป็นลูกที่ก่อนหน้านี้ไม่เอาใจใส่พ่อแม่

แล้วยังไงสุดท้ายแม่กลับไปมีครอบครัวใหม่มีลูกคนใหม่ คือมันหมายว่าว่าไงเหรอ สรุปคือเอเข้าใจผิดลูกไม่ได้เป็นตัวถ่วง แต่ระบุอย่างชัดเจนว่าเอเป็นตัวถ่วงใช่มั้ยเล่า เป็นฉันก็ต้องคิดอย่าว่าแต่เด็กเอนั่นเลย(อินจัด)

พ่อแม่แยกทาง ต่างมีครอบครัวใหม่ เด็กโหยหาความเอาใจใส่คาดหวังความรักความสนใจ ความชื่นชม 

นำมาซึ่งการเรียกร้องความสนใจที่ผิดพลาด ไหนจะสื่อที่มักประโคมข่าวด้านลบได้ครึกโครมต่อเนื่องมากกว่าข่าวด้านดีอีกล่ะ บางครั้งบางหนอาชญากรกลับเป็นฮีโร่เสียได้ก็เคยมี

“แล้วถ้าฉันเป็นอาชญากรล่ะ แม่จะรีบบึ่งมาหาฉันไหม” น.๒๑๐ มันช่วยไม่ได้ที่เด็กจะคิดแบบนี้ ถึงจะจัดว่าเด็กคนนี้เป็นพวกประเภทหมกมุ่นกับตัวเองก็เถอะ 

หรือเราคนเสพข่าวย่อมต้องมีส่วนในความรับผิดชอบร่วมกันใช่รึเปล่า

“คนเกือบทุกคนบนโลกนี้ต่างอยากได้รับคำชมจากคนอื่นกันทั้งนั้น แต่การทำความดีหรือทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่มันเป็นเรื่องยาก เลยต้องคิดต่อไปว่า แล้ววิธีที่ง่ายที่สุดคืออะไร นั่นคือการตำหนิคนที่ทำไม่ดีไง

แต่การเป็นคนแรกที่เริ่มตำหนิจำเป็นต้องใช้ความกล้าหาญมากทีเดียว เพราะในที่สุดคนที่กล้าลุกขึ้นมาพูดอาจจะมีแค่ตัวเองคนเดียวก็ได้

เมื่อเทียบกันแล้ว การว่ากล่าวคนที่คนอื่นเริ่มวิพากษ์วิจารณ์ไปแล้วตามกระแสนั้นง่ายกว่ามาก เพราะคนทำไม่จำเป็นต้องมีอุดมการณ์ของตัวเอง แค่พูดว่า ฉันเห็นด้วย ฉันเห็นด้วย ตามน้ำไปก็พอ

ทีนี้พอคนประเภทนี้ได้ลิ้มรสชาติความสุขสะใจเช่นนั้นไปครั้งหนึ่งแล้ว เมื่อกระบวนการพิพากษาลงโทษเรื่องหนึ่งจบลง ก็คงต้องเริ่มหาเหยื่อรายใหม่สำหรับวิพากษ์วิจารณ์ต่อไปอีก

คนธรรมดาผู้โง่เขลากำลังหลงลืมสิ่งหนึ่งที่สำคัญที่สุด พวกเขาลืมไปว่าตัวเองไม่มีสิทธิ์พิพากษาลงทัณฑ์คนอื่น”
 (น.๖๓)

จากคำพูดนี้ของตัวละครเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นภายในห้องเรียนของพวกเขาซึ่งครูวางกับดักไว้ก่อนปิดภาคเรียน แต่คุณเห็นใช่มั้ยว่าเรื่องแบบนี้มีอยู่ในเราเห็นได้เต็มไปหมดในวงกว้างไม่ได้ต่างจากสถานการณ์ให้ห้องเรียนของเด็กพวกนั้นสักนิด ข่าวการเมือง ข่าวบันเทิง คดีนั่นนี่ บางคนเสพติดความเป็นฮีโร่อย่างเห็นได้ชัดด้วยซ้ำไป และบางคนก็เสพติดการตำหนิผู้อื่นอย่างแรงกล้า สะใจอย่างเหลือร้ายกับการกล่าวโทษคนอื่น
 
ไหนจะกฏหมายว่าด้วยการปกป้องคุ้มครองสิทธ์ของเยาวชนอีกล่ะ เด็กใช่ใจใสซื่อบริสุทธ์จริงหรือ การคุ้มครองเด็กที่เป็นอาชญากรถูกต้องเสมอไปหรือเปล่า

หนังสือเล่มนี้ทำให้เราคิดได้เยอะแยะจริง เชื่อเขาเลย

พูดถึงเรื่องกฏหมายคุ้มครองเด็กทำให้ฉันคิดถึงประโยคหนึ่งในเรื่อง “เด็กสาว” ขึ้นมาได้ แต่ไว้ฉันค่อยเล่าให้ฟังแล้วกัน ฉันว่าทางที่ดีนะคุณต้องหาหนังสือเล่มนี้มาอ่านเองดีที่สุด เพราะมันมีอะไรที่ลึกซึ้งเยอะแยะมากมายที่ฉันยังไม่ได้เล่าให้คุณฟังอีกเต็มไปหมด

แต่มีสิ่งหนึ่งคืออย่าลืมมองให้เห็นถึงคุณค่าของการชีวิตด้วยล่ะ

ฉันคงต้องอ่านหนังสือเล่มนี้อีกหลายๆ รอบเลยแหละ.

..
#คำสารภาพ
#นวนิยายแปลญี่ปุ่น
#มินะโตะคะนะเอะ
#แพรวสำนักพิมพ์

SHARE
Written in this book
เล่มนี้ที่ฉันอ่าน
บันทึกเป็นเรื่องราวบอกเล่าผ่านหนังสือ
Writer
Takaing_Doa
Reader and Writer
เพราะอ่านฉันจึงเขียน

Comments