Time Spent Walking On Memories : #สตอรี่เยนยูล


คนๆนึงจะมีผลกับชีวิตเราได้มากแค่ไหนนะ?



มีหลายคนบอกไว้เสมอว่าอย่าไปจมอยู่กับอดีตให้มันมาก คนเราควรทิ้งสิ่งที่มันผ่านไปแล้วให้มันผ่านไป ไม่ต้องไปรื้อฟื้นให้มันมาทำร้ายชีวิตในปัจจุบันจะดีกว่า

 
ฉันเองก็คิดอย่างนั้นเหมือนกัน เราไม่ควรไปใส่ใจกับเรื่องที่มันผ่านมาแล้วให้เสียเวลา ใช่..มันควรจะเป็นแบบนั้น แต่ขอโทษทีที่มันไม่เป็นเหมือนดั่งในนิยาย นี่คือเรื่องจริง มันคือชีวิตจริงที่ฉันต้องเผชิญอยู่ด้วยทุกวัน มันคอยวนเวียนอยู่ใกล้ๆตลอดเวลาที่ฉันยังอยู่ที่นั่น ซึ่งฉันเองก็ไม่รู้ว่าจะหนีมันไปได้เมื่อไหร่




เราสองคนเรียนอยู่คณะเดียวกัน และก็เรียนสาขาด้วยกันอีก ดูเหมือนโลกจะกลมแต่ก็ไม่ใช่ไปซะทีเดียวหรอก คนที่ทำให้มันวนมาบรรจบกันได้ก็คือตัวฉันเองนี่แหละ



'ฉันแอบชอบเธอตั้งแต่รับน้อง'


มีเวลาทำความรู้จักกันในกิจกรรมนั้นแค่อาทิตย์เดียวก็มีเหตุให้ต้องยกเลิกกิจกรรมทั้งหมดในมหาวิทยาลัย ฉันไม่รู้ว่าต้องทำยังไงเพราะตัวเองก็ไม่ได้มีความมั่นใจขนาดนั้น 

ยิ่งในสังคมที่ไม่คุ้นเคยนี่แหละทำให้ฉันรู้จักเพียงแค่ชื่อของเธอ โจ ยูริ 

เธอเป็นคนน่ารัก ยิ้มง่าย เข้ากับคนอื่นเก่ง เรียกได้ว่านั่นแตกต่างจากฉันโดยสิ้นเชิงที่ติดลบเรื่องการมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นอยู่มากโข 

แต่ในความโชคร้ายนั้นก็ยังมีเรื่องที่โชคดีอยู่ เพราะอย่างน้อยก็ได้เรียนเซคเดียวกันตั้งสามวิชาแหน่ะ โอกาสทำความรู้จักก็ยังพอจะมีอยู่น่านะ



เราสองคนมีโอกาสได้เจอกันในคลาสเรียนบ่อยขึ้นตามตารางที่เรียน มีคุยกันบ้างนิดหน่อยตอนถามงานที่อาจารย์สั่ง ใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งเดือนก็รู้จักกันจนถึงขึ้นที่เรียกว่าสนิทสนมได้ในระดับนึง ฉันจึงตัดสินใจบอกความในใจกับเธอ ทำใจยอมรับเอาไว้แล้วหากเธอปฏิเสธ เพราะว่าเธออาจจะไม่ได้รู้สึกเหมือนกัน

แต่เหมือนโชคจะเข้าข้างฉันเพราะเธอเองก็ดันบอกว่ารู้สึกเหมือนกัน วันนั้นจึงเป็นวันที่ฉันขอเปลี่ยนสถานะจากเพื่อนเป็นแฟนกับเธอ ทุกคนในสาขารับรู้ บ้างก็ยินดีที่ฉันสามารถคว้าใจเธอได้ แต่อีกส่วนนึงกลับบอกให้ฉันเผื่อใจเอาไว้



'เพราะเธอชอบผู้ชายมาโดยตลอด'


เพื่อนสนิทที่ฉันไว้ใจอย่างอัน ยูจิน พูดกับฉันหลังจากที่เราสองคนคบกันได้อาทิตย์นึง ว่าความสัมพันธ์ของฉันกับยูรินั้นดูจะไปได้ไม่สวยนัก ยูจินแค่กลัวว่าฉันจะโดนเธอหลอก ฉันยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจเพราะคิดว่าเพื่อนวิตกจริตเกินเหตุ จึงไม่ได้เก็บมาคิดเพราะชีวิตของฉันกำลังไปได้สวย



หนึ่งเดือนผ่านไปอย่างรวดเร็ว เราสองคนไปเที่ยวที่ต่างจังหวัดด้วยกัน ไม่ใกล้ไม่ไกลเท่าไหร่เพราะไปเที่ยวที่บ้านเกิดของเธอ เธอแนะนำฉันให้ครอบครัวของเธอรู้จัก ครอบครัวเธอดูอบอุ่นถึงแม้ว่าพ่อของเธอจะไม่ได้อยู่ด้วยแล้วก็ตาม
  

ฉันชอบบรรยากาศตอนที่เราสองคนเดินจับมือกันไปตามงานที่จัดในเทศกาลปลายปี อากาศเย็นกำลังเข้าสู่หน้าหนาวทำให้ฉันดึงมือที่กุมอยู่นั้นเข้ามาในกระเป๋าเสื้อ มีบ้างที่เปลี่ยนกันถ่ายรูปกับมุมสวยๆในงาน จะไม่บอกว่าเธอชอบยิ้มให้กล้องหรอกนะ เพราะเธอยิ้มให้ฉันที่อยู่หลังกล้องต่างหาก


จบลงที่คืนนั้นเรามีอะไรกันครั้งแรก มันอ่อนโยน นุ่มนวลราวกับมีผีเสื้อหลายร้อยตัวบินอยู่รอบๆ เสียงของเธอที่เอ่ยเรียกชื่อกันอยู่ไม่ขาดปากนั้นก็ไพเราะมากกว่าเสียงอะไรทั้งหมดในโลก เราบอกรักกันด้วยภาษากายจนค่อนเช้า บอกรักจนกว่าร่างกายจะไม่ไหว และหลับไปพร้อมกันในเช้าวันถัดมา


นับว่าเราสองคนเป็นคู่ที่น่าอิจฉามากๆคู่นึงที่ทุกคนในสาขาและคณะต่างก็สนใจ ด้วยความที่ยูริเป็นคนน่ารักและดูดีในทุกๆอย่าง ทั้งรูปร่างหน้าตา ความสามารถ และการเรียน จึงทำให้มีคนทาบทามให้เธอได้ออกงานอยู่บ่อยๆ 


ต่างจากตัวของฉันที่ไม่มีอะไรโดนเด่นสักอย่าง ยกเว้นแค่เรื่องที่ฉันชอบเต้น แต่หลังจากที่คบกับยูริฉันแทบจะไม่ได้เต้นเลย ไม่เคยแม้แต่จะแวะไปที่ชมรม จนเกือบจะโดนไล่ออกไปครั้งนึงเพราะโดดซ้อมเพื่อที่จะไปเที่ยวกับเธอ


ตอนนั้นฉันไม่เป็นตัวของตัวเองเท่าไหร่ เพราะคิดว่าเธออาจจะไม่ชอบนิสัยในบางเรื่องของฉัน ทั้งเรื่องที่ฉันหงุดหงิดง่ายเวลาขับรถหรือแม้แต่เรื่องที่เป็นประจำเดือนแล้วจะป่วยตลอดทุกเดืิอน ฉันไม่อยากอ่อนแอให้เธอเห็น


เธอไม่เคยพูดว่าไม่ชอบในสิ่งที่ฉันทำ เธอเห็นดีด้วยเกือบทุกอย่างยกเว้นแค่ตอนจะนอน ด้วยความที่ฉันชอบมัดผมทรงโพนี่เทลเป็นประจำ เวลาที่ขี้เกียจหรือซ้อมเต้นจนเหนื่อยมากๆฉันก็จะหลับไปทั้งอย่างนั้น แล้วเธอก็จะดุ

"ปล่อยผมนอนเลยนะเยน เดี๋ยวก็นอนไม่สบายหรอก" มันรู้สึกดีที่มีคนใส่ใจในตัวของเราใช่มั้ย ใช่ มันรู้สึกดีมากๆที่เธอบ่นแล้วชอบทำปากยื่นเลียนแบบฉันแบบนี้ มันไม่ได้น่ากลัวเลยซักนิด เห็นไหมล่ะ ว่าความรักของฉันและเธอน่ะน่าอิจฉาแค่ไหน... จนกระทั่งเข้าเดือนที่สอง



'เธอเริ่มเปลี่ยนไป'


เปลี่ยนไปจนฉันเองยังตกใจ ในระยะเวลาแค่สองเดือนอะไรกันนะที่ทำให้เธอเริ่มโมโหใส่ฉันอย่างไม่มีเหตุผล อะไรบางอย่างบอกให้ฉันเริ่มตระหนักถึงการกระทำของตัวเองว่าทำตัวไม่น่ารักกับเธอรึเปล่า แต่ก็ไม่.. ฉันไม่รู้ว่าฉันทำผิดอะไร ฉันเครียดจนยูจินต้องพาฉันออกไปเปิดโลกทัศน์กับเพื่อนฝูงคนอื่นบ้าง


ฉันเริ่มต้นเล่าเรื่องของเราสองคนให้เพื่อนฟัง ทุกคนเงียบและฟังฉันระบายมันออกมาจนหมด ฉันร้องไห้ที่ฉันไม่รู้ว่าต้องทำยังไงให้ความสัมพันธ์ของฉันและเธอยังคงไม่ขาดสะบั้นลง ยูจินเพียงแค่บอกให้ฉันรอ รอเวลาให้มันผ่านไปเพราะก็ไม่รู้ต้องแก้ไขที่จุดไหน 


เราสองคนเริ่มมีระยะห่างกันมากขึ้น เธอดูติดเพื่อนส่วนฉันก็มีซ้อมแข่งงานของชมรม เวลาของเราแทบจะไม่ตรงกัน ฉันเลิกซ้อมดึกมากส่วนเธอเองก็คงจะหลับไปแล้ว มีเพียงแค่ข้อความที่ทิ้งไว้ให้เท่านั้นว่ายังติดต่อกันอยู่..



เวลาผ่านไปจนปิดเทอม ฉันเดินถือกระเป๋าออกมาจากหอพักเพื่อที่จะกลับบ้านในช่วงวันหยุดยาวนี้ โดยมีเธอช่วยถือถุงรองเท้าตามมา ความสัมพันธ์ของเราในช่วงนี้ถือเป็นช่วงที่เปราะบาง ฉันพยายามไม่กวนใจเธอเพราะฉันรู้ดีว่าไม่มีประโยชน์อะไรถ้ามาผิดใจกันในช่วงเวลาที่ห่างไกลกันแบบนี้ ขนาดอยู่ด้วยกันทุกวันยังสามวันดีสี่วันร้ายเลย


"ไม่ได้เจอกันตั้งเดือนนึงแหน่ะ มากอดหน่อยเร็ว" ฉันพูดก่อนจะอ้าแขนรอให้เธอกอดตอบ ก่อนที่จะรู้สึกหน้าชาและรู้สึกหน่วงที่บริเวณอกด้านซ้ายพร้อมๆกับที่ฉันวางมืิอลงขนาบข้างตัวเหมือนเดิม

"รีบกลับบ้านเถอะก่อนที่รถจะติด กลับดีๆนะ" เธอแค่เพียงพูดตอบกลับมาเท่านั้น คำพูดอาจจะไม่ได้ทิ่มแทงเหมือนดังหอกขนาดกำปั้นมือหรอก แต่น้ำเสียงและสีหน้ามากกว่าที่กำลังบีบรัดความรู้สึกตอนนี้อยู่ 

"อ อื้ม ไว้เจอกันนะ" ไม่่น่าเชื่อว่าประโยคนั้นจะเป็นประโยคสุดท้ายที่ฉันได้พูดกับเธอในฐานะแฟน






ฉันนั่งรอข้อความจากโปรแกรมแชทอย่างใจจดใจจ่อ เธอไม่ตอบข้อความฉันมาจะครบยี่สิบสี่ชั่วโมงแล้ว มันผิดไปจากปกติที่แต่ก่อนตอบกันนาทีต่อนาที ฉันพยามยามปลอบใจตัวเองว่าเธออาจจะไม่ว่าง เธอแค่กำลังทำงาน ฉันรู้แค่ว่าเธอต้องทำงานช่วยที่บ้าน แค่นั้นจริงๆเพราะพักหลังๆมานี้เธอไม่ได้เล่าอะไรให้ฉันฟังเลย ขนาดมีเวลาโทรคุยกันเธอก็แค่นั่งฟังฉันพูดเฉยๆ โดยที่ไม่พูดอะไร


ระหว่างที่ฉันนั่งคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยเธอก็ตอบกลับข้อความ ฉันเผลอยิ้มออกมาที่ได้ยินเสียงแจ้งเตือนที่ตั้งไว้เฉพาะแค่กับเธอก่อนจะค่อยๆหุบยิ้มพร้อมกับน้ำตาที่ไหลลงมาอย่างไม่ทันได้ตั้งตัว



'เลิกกันเถอะ'


ฉันเพียรถามเธอว่าทำไม แต่คำตอบที่ได้ยิ่งตอกย้ำให้ฉันตระหนักว่าฉันหลอกตัวเองมาโดยตลอด 

เธอไม่ได้ชอบผู้หญิงตั้งแต่แรก เธอบอกว่าอยากมีครอบครัว แต่ก่อนหน้านั้นเธอบอกฉันเสมอว่าเธอรับได้ทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นการเดินกุมมือกันหรือโอบไหล่กันบ้างบางครั้งที่เดินไปไหนด้วยกัน
แต่วันนี้เธอพูดมันออกมาแล้วว่าสิ่งที่เธอเคยบอกให้ฉันอย่าไปกังวลกับมันมากนักมันคือเรื่องจริงที่ว่าเราไปกันไม่ได้ เธอบอกว่าเราต่างกันเกินไป

"เราเดินจับมือยูลได้ไหม?"
"ก็จับสิ กลัวอะไรเนี่ย เราเป็นแฟนกันแล้วนะเยน"


"เราชอบสกินชิพขนาดนี้ยูลจะรำคาญเราไหม?"
"เราก็ไม่เคยห้ามเยนนี่คะ"


"ถ้ามีผู้หญิงคนอื่นมาจีบล่ะ ยูลจะหวั่นไหวไหม?"
"เยนจะเป็นผู้หญิงคนแรกและคนสุดท้ายของเรานะ"



แต่วันนี้มันไม่ใช่แล้ว เธอบอกว่าอึดอัดกับการกนะทำเหล่านั้นของฉัน รู้สึกไม่ดีที่ต้องเดินกุมมือกันตลอด รู้สึกอึดอัดที่ต้องโดนฉันโอบไหล่ และรู้สึกไม่ดีที่จะต้องนอนด้วยกัน เธอไม่สามารถทำแบบเดิมได้อีก เธอไม่เหมือนเดิมแล้ว


ฉันนั่งร้องไห้อย่างกับคนสิ้นหวัง นั่งก้มหน้าก้มตาปล่อยให้น้ำตาไหลตามแรงโน้มถ่วงของโลก เสียงรอบข้างอื้ออึงไปหมด ไม่รับรู้แม้กระทั่งข้อความจากยูจินที่ส่งมาหากัน เธอจากไปแล้ว จากไปในโลกของฉันตลอดกาล








ฉันเกลียดเดือนธันวาคม เกลียดเดือนแห่งความสูญเสียสิ่งที่ยึดเหนียวความรู้สึกของฉันทั้งหมดไป ฉันไม่เคยอกหัก ฉันไม่สามารถรับมือกับอาการที่เป็นอยู่ในตอนนี้ได้ ฉันรับรู้แค่ว่าตัวเองยังมีชีวิตอยู่ แต่ก็เหมือนใกล้ตายเข้าไปทุกทีแล้ว แค่เพียงจะหายใจยังรู้สึกลำบากเลย ไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่นหรอก กับแค่จะฝืนกินข้าวที่แม่ทำมาให้ยังทำไม่ได้เลย 

"กินนี่หน่อยนะลูก ลูกไม่กินอะไรตั้งแต่เมื่อวานแล้วนะ"
"เยนไม่หิวจริงๆค่ะแม่"
"ลูกกินแค่นมก็ได้ ถือว่าแม่ขอร้องนะ" ฉันนั่งมองแก้วนมที่แม่วางไว้ให้อย่างบรรยายความรู้สึกไม่ถูก มันหน่วงไปหมด รู้สึกเสียใจที่ทำให้แม่เป็นห่วง แต่ก็รู้สึกขอโทษด้วยเพราะไม่สามารถที่จะฝืนกินอะไรได้จริงๆ


สักพักยูจินก็โทรมาหา ฉันบอกยูจินว่าไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อไปแล้ว มันรู้สึกตันไปหมด ไม่มีกระจิตกระใจจะทำอะไรเลย ดูสิ้นหวังไปเสียทุกอย่าง ยูจินบอกว่าชีวิตฉันยังมีอะไรอีกมากที่ยังไม่มีโอกาสได้ทำ ชีวิตยังต้องเดินต่อไป ยังมีคนที่รักฉันอีกมากมาย พ่อแม่ของฉันที่รอดูความสำเร็จของฉันอยู่ 


พอฟังแบบนั้นฉันก็เริ่มคิดได้ เราคุยกันอีกสักพักยูจินก็บอกจะมาหาเพราะมันกลัวว่าฉันจะคิดสั้นฆ่าตัวตายไปเสียก่อน คุยกันได้ไม่นานฉันก็ขอตัววางสาย ก่อนที่จะมองแก้วนมที่แม่วางไว้ เอื้อมมือไปหยิบแก้วนมที่เริ่มจะเย็นแล้วมาดื่มจนหมดแล้ววางไว้ที่เดิม

"ชีวิตยังมีค่านะเยน จะมาตายเพราะอกหักไม่ได้"








ที่จริงเรื่องมันก็ผ่านมาเป็นปีแล้ว แต่สิ่งนึงที่ฉันทำไม่ได้ก็คือลบเรื่องราวในอดีตออกไปจากความทรงจำนั้น มันยากที่จะบอกว่าลืมเธอได้หมดแล้ว จริงอยู่ที่ตอนนี้มันไม่ได้รู้สึกอะไร แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเรื่องที่ผ่านมาในอดีตทั้งหมดนั้นจะไม่ใช่เรื่องจริง 


ฉันยังคงรับรู้เรื่องราวของเธอแม้เราจะบล็อคช่องทางการติดต่อกันทุกทางอยู่ก็ตาม หลังจากเลิกกันยังไม่ถึงเดือนก็มีข่าวว่าเธอไปคบกับเพื่อนต่างสาขาที่เป็นผู้ชาย เธอดูรักเขามากกว่าตอนที่คบกับฉันซะอีก ใจนึงฉันก็อยากจะสาปแช่งให้เลิกกันเร็วๆ แต่อีกใจนึงฉันก็ดีใจที่เธอมีคนดูแลที่ดีกว่าฉัน เขาดูเป็นคนดี สามารถปกป้องเธอได้มากกว่าฉันซะอีก


ฉันนั่งมองแผ่นหลังของเธอจากหลังห้อง การเรียนการสอนในวันนี้แทบจะไม่เข้าหัวฉันเพราะนั่งเหม่อมาตั้งแต่เห็นเธอเดินเข้ามากับแฟนใหม่แล้ว 

"กระดาษมึงสะอาดขนาดนี้เลยหรอ เอามาให้กูเขียนเลคเชอร์หน่อยไหม" ยูจินพูดก่อนที่จะเรียกสติฉันให้กลับมาเป็นปกติ
"เอาสิ เสร็จแล้วเอาให้กูอ่านด้วย"
"ถุ้ย! มึงฝันหรอ"
"เออ กูฝัน" 
"มึงนั่งมองหลังมันมานานละนะ ผ่านมาจะเป็นปีแล้วยังทำใจไม่ได้หรอ ไหนบอกว่าลืมแล้ว" ยูจินมองตามฉันก่อนที่จะหันมาคุยกับฉันอย่างจริงจัง
"ก็ลืมแล้ว แค่คิดอะไรไปเรื่อยน่ะ" ฉันตอบอย่างไม่ใส่ใจก่อนที่จะยกนาฬิกาขึ้นมาดูเวลา
"เที่ยงนี้กินไรกันดีว้ะ หิวแล้วอ่ะ"




มีคนเคยบอกว่า อดีตจะเป็นบทเรียนให้กับอนาคตเสมอ ฉันก็คิดว่ามันจริงนะเพราะตอนนี้ฉันได้เรียนรู้ที่จะอยู่กับมันโดยที่ไม่ต้องรู้สึกอะไรกับมันแล้ว ถึงแม้ว่าอดีตจะเลวร้ายสักแค่ไหน แต่นั่นก็ถือเป็นประสบการณ์และแรงผลักดันให้เราเข้มแข็งในอนาคต


แต่ถ้าถามว่าคนๆมึงมีผลกับชีวิตเรามากขนาดไหน ก็คงจะตอบได้ว่าจะมีผลมากหรือน้อยนั้นขึ้นอยู่กับตัวเรา แล้วแต่ว่าเราจะจัดการกับชีวิตเราและจะสามารถลืมมันได้มากแค่ไหน... แค่ใช้ชีวิตของเราและเห็นค่าของตัวเองก็พอแล้ว








ขอบคุณค่ะ❤️
#สตอรี่เยนยูล



SHARE

Comments

p__q
8 months ago
ฮืออออ ฉงฉาน
Reply
Tan_chutinan
8 months ago
เหมือนเราเปนเยนเลยอ่ะรักเขาข้างเดียวเเถมโดนหรอกให้เขามาเล่นกับความรุ้สึกเราอีก555เจบจัง.
Reply
Havenothing
8 months ago
......ㅜㅜ
Reply
HHOOOM
8 months ago
โอ้โห้เล่นเอาอ่านละหน่วงยวบบยุบลงไปเลยยย

ชอบการอธิบายนะชอบภาษาอะ
รออ่านต่ออีกนะคะ
Reply
ploveyul
8 months ago
โอ้โห น้ำตาเกือบไหลอะ....ถ้ายาวกว่านี้น่าจะไหลไปแล้ว ฮืออออ สงสารเยน ยูลใจร้ายไปมั๊ย....
Reply