DAYBREAK ; FULL MOON (Binkyeong) [2]


     ช่วงเย็นในหมู่บ้านซามี มีโรงแรมเล็กๆ เป็นบ้านพักอยู่ประมาณสี่ถึงห้าหลัง ตัวบ้านนั้นทำจากไม้เพื่อภายในจะได้สามารถให้ความอบอุ่นมากกว่าอากาศหนาวเย็นด้านนอกได้ บ้านขนาดเล็กถัดจากประตูทางเข้าคือที่พักสำหรับโรอาในค่ำคืนนี้ เพียงแต่เธอพาร่างของสาวที่เจอข้างถนนมาอาศัยกับเธอด้วย

     อากาศเริ่มเย็นลงในช่วงห้าโมงและนั้นทำให้เธอจำเป็นต้องรีบอุ้มเด็กสาวร่างเล็กเข้าไปในบ้านให้เร็วที่สุดแม้ว่าจะได้โค้ทจากเธอสวมทับไว้แต่ก็กลัวว่าเขาจะหนาวไปมากกว่านี้



     เพราะโซฟาห้องนั่งเล่นเต็มไปด้วยเอกสารต่างๆนานาวางเอาไว้อย่างไม่เป็นระเบียบทำให้ต้องพาอีกคนไปที่ห้องนอน ด้วยสองแขนที่โอบอุ้มร่างที่หลับสนิทอยู่ทำให้การเปิดประตูห้องนอนดูจะยากลำบากไปสักหน่อย ถึงอย่างนั้นสุดท้ายก็สามารถพามานอนอยู่บนเตียงได้สำเร็จ จัดการท่าทางการนอนจนดีแล้วจึงเลื่อนผ้าห่มผืนหนาคุมไปจนถึงบริเวณคอ

    “หลับปุ๋ยเลยนะ” นั่งลงข้างๆให้ร่างกายได้พักหลังจากอุ้มเธอมาตั้งแต่ด้านนอก

     มองอยู่นานเธอก็ลุกเดินไปหยิบเสื้อผ้าสำรองของเธอมาวางไว้ที่ปลายเตียงใหญ่ เขียนโน้ตเล็กๆเป็นภาษารัฐเซียไว้ว่า ‘ตื่นแล้วก็สวมชุดนี้ด้วยนะคะ’ จากนั้นตัวเธอเลยเดินออกจากห้องไป



     พระอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปแล้ว บ่งบอกว่ากลางดึกได้เข้ามาแทนที่ ดวงตาเล็กๆค่อยๆลืมขึ้นมา กระพริบถี่เพื่อปรับภาพจากการมองเห็นให้ชัดกว่าเดิม แต่ว่า

     “เฮ้ย!” เรนาดันตัวเองขึ้นมานั่งทันทีที่คิดได้ว่าเธอไม่ได้อยู่ในที่ที่เป็นความทรงจำสุดท้ายก่อนภาพจะตัดไป ก็หมายความว่า มีคนเจอเธอ 

     “เดี๋ยวสิ ที่ไหนเนี่ย” มองไปรอบๆตัวห้องนอนที่มีตั้งแต่โต๊ะนั่งเล่นตัวยาวข้างๆหน้าต่าง ไปจนถึงโต๊ะไม้ที่มีดินสอวางอยู่หนึ่งแท่ง แล้วก็บนเตียงที่เธอนั่งนอนมีเสื้อผ้าและกระดาษใบเล็กๆเขียนอะไรเอาไว้ มือเล็กเอื้อมไปหยิบมาอ่าน ภาษารัสเซียคงเป็นคนแถวนี้ เรนาลุกขึ้นทั้งๆกับที่ยังคงมีผ้าห่มตัวเอาไว้ สวมเสื้อผ้าจนครบก็พบว่า

     แขนเสื้อก็ยาว ปลายกางเกงก็ลากกับพื้นอีก แต่ดูจากทรงแล้วน่าจะเป็นผู้หญิง

     “ตัวใหญ่จนไม่คิดว่าจะเป็นของผู้หญิงเลย” ว่าแล้วก็ยกขาสบัดไปมา ยิ่งตรงปลายแขนเสื้อนิยิ่งเล่นใหญ่ 




     ถึงแม้ว่าเธอจะถูกช่วยเหลือและให้ที่พักอาศัยก็ตาม แต่สิ่งที่เธออยากรู้มากกว่าว่าผู้หญิงคนที่ช่วยเหลือเธอเอาไว้เป็นใคร

     ร่างเล็กเดินมาเปิดประตูห้องอย่างเบามือก่อนจะค่อยๆชะโงกหน้าออกไปสำรวจ เมื่อแน่ใจแล้วว่าด้านนอกไม่มีใครเธอเลยเดินเข้ามายังห้องนั่งเล่นแต่ก็ต้องแปลกใจ ยืนนิ่งมองกล่องสี่เหลี่ยมที่มีคนอยู่ในนั้นเต็มไปหมด คนตัวเล็กๆกำลังขยับอยู่ในกล่อง คน นั้นมันคนหนิ

     “ทะ ทำไมคนถึงไปอยู่ในกล่องนี้ล่ะ” มือซนเอื้อมไปแตะๆที่ด้านหน้าหวังจะจับมือกับคนที่อยู่ด้านในแต่ก็ต้องเจอกับของแข็งที่ไม่สามารถใช้มือทะลุไปได้เหมือนหน้าต่างที่ปิดไว้

     “อ่าว ทำไมจับไม่ได้ล่ะ คุณ คุณได้ยินเราไหมคะ” เธอจับไปทั่วกล่องแบนๆนี่ เคาะก็แล้วไม่เห็นเขาจะคุยกับเธอเลยด้วยซ้ำ

     “ไม่คุยก็ไม่ต้องคุย”

     หันหลังให้กับกล่องสี่เหลื่ยมใหญ่ๆนั้นแล้วจึงนั่งลงไปกับพื้นเย็นๆใกล้ๆกันแทน 

     นี่มันเรื่องจริงหรือแค่ฝันไปก็ไม่อาจรู้ ตื่นขึ้นมาในครั้งแรกร่างกายเปลือยเปล่าไม่มีเสื้อผ้าแม้แต่ชิ้นเดียว กับฤดูหนาวยะเยือกหากเป็นคนปกติคงตายไปแล้ว ใต้ต้นไม้ใหญ่ที่มีหิมะปกคลุมอยู่ทั่วต้นกับรู้สึกไม่มีความทรงจำของสถานที่นั้นหลงเหลืออยู่เลย ไปอยู่ตรงนั้นได้อย่างไร แล้วไปทำอะไร ฉันก็ไม่รู้ แต่เวลาพาดวงอาทิตย์เอียงเอนไปฝั่งตะวันตก ภาพต่างๆก็ค่อยๆย้อนกลับมา ภาพของพวกพ้อง ภาพของพ่อแม่ ภาพของสถานที่ที่เรียกว่าบ้าน หากแต่นั้นได้กลายเป็นเพียงอดีตและมันไม่สามารถกลับไปแก้ไข้สิ่งใดได้ เดินอย่างไร้จุดหมาย สุดท้ายก็ล้มตัวลงกับพื้นหญ้าเนื่องจากเรี่ยวแรงที่ค่อยๆหายไป จนรู้ตัวอีกที

     ก็มาอยู่ในบ้านของใครเข้าแล้วก็ไม่รู้



     “ตื่นแล้วหรอคะ”

     สัญชาตญาณสั่งให้เธอวิ่งไปหลบอยู่ข้างๆโต๊ะวางทีวี ชะโงกหน้ามาดูว่าเสียงนั้นเป็นใคร ร่างสูงเพียวอุ้มลูกหมาพันธุ์ไซบีเรียน ฮัสกี้ตัวสีดำขาวกำลังยืนมองเธออยู่

     “คุณ คุณเป็นใครคะ” ตะโกนออกมาแต่ตัวก็ยังคงนั่งหลบอยู่อย่างนั้นถือแม้ว่ามันจะปิดไม่มิดก็ตาม

     “คุณนั้นแหละ เป็นใคร ฉันช่วยคุณมานะคะ น่าจะขอบคุณกันหน่อยก็ดี” หล่อนว่าก่อนจะเดินไปวางเจ้าตัวเล็กไว้ที่คอกมุมห้อง

     “ขอบ...คุณค่ะ”

     “ให้เดาคุณน่าจะไม่ใช่คนแถวนี้หรอก จริงไหม” เว้นระยะห่างไว้เพื่อที่จะไม่ทำให้อีกคนกลัวจนเกินไป

     “เราหลงทางน่ะค่ะ”

     “หลงทาง” โรอาทวนคำตอบของอีกฝ่ายเพราะแปลกใจที่จะมีใครหลงในที่แห่งนี้  
 
     “ใช่ เราหลง ข้ามน้ำข้ามทะเลข้ามภูเขาข้ามจนงงไปหมดแล้ว จริงๆนะ” รอยยิ้มหวานจากโรอากับท่าทางสบายๆนั้นทำให้เรนาดูคลายความกังวลได้มากขึ้น อย่างน้อยตอนนี้ก็รู้ว่าเขาไม่ใช่คนไม่ดี หล่อนเดินไปนั่งลงที่เกาอี้นุ่มๆกลางห้องก่อนจะพรึมพรัมอะไรบางอย่าง แม้จะได้ยินไม่ถนัดแต่ก็ยังพอที่จะจับใจความได้

     “This is so freaking funny

     “ไม่ตลกนะ” ยัยตัวเล็กข้างโต๊ะทีวีกำมือแน่น คิ้วขมวดจนเกือบจะเป็นปม เบะปากไม่พอใจในคำพูดของหญิงสาวร่างสูงตรงหน้าเธอ และถึงจะเป็นผู้มีพระคุณก็เถอะ มันไม่ตลกนะ!
  
     “ฟังภาษาอังกฤษออกด้วยหรอ” เหมือนโรอาจะดูอึ้งๆเพราะหล่อนไม่คิดว่าเจ้าตัวจะฟังออก

     ยัยตัวเล็กในชุดขนาดใหญ่เกินกว่าตัวหันหน้าหนีเจ้าของบ้านจนเป็นเธอขอโทษขอโพยที่พูดจาไม่ดีแบบนั้นใส่ โรอากวักมือเรียกให้คนที่อยู่บนพื้นเย็นๆขึ้นมานั่งด้วยกันกับเธอ แต่ก็โดนปฏิเสธแถมยังเอาแต่นั่งกอดเข่าอยู่แบบนั้นท่าเดียว 
 
      “นี่” แม้ว่าจะพยายามเรียกสักเท่าไหร่เจ้าตัวก็ไม่สนใจก้มหน้าก้มตา ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ต่อไป

     “ไม่รับรู้แล้ว เราไม่ชอบคุณ”

     “ก็ไม่ได้บอกให้ชอบหนิ ฉันเป็นคนพาคุณมาที่นี่ ถ้าตอนนั้นฉันใจดำไม่ไปช่วยคุณ คุณเองก็คงตายไปตรงนั้นแล้วเข้าใจไหม เพราะฉะนั้นมานั่งตรงนี้ อย่าดื้อ” อันนี้เรียกว่าบ่นได้รึป่าว ถือจะขัดใจอยู่หน่อยๆแต่เรนาก็ยอมลุกขึ้นไปนั่งข้างๆโรอา ใช่ เพราะเป็นผู้มีพระคุณหรอกนะ มือเล็กแตะไปที่ผ้านุ่มๆที่วางทับโซฟาไว้ด้านบนอีกที ลูบไปมาอย่างตื่นเต้น สีหน้าจากที่ดูกังวลก็เหมือนจะหายไปอย่างปริทิ้ง

     “ตรงนี้อุ่นจัง นี่ก็นุ่มจังเลย นุ่มมากๆเลยล่ะ” แม้ว่าอายุอานามจะมากกว่าโรอาเป็นร้อยๆปี แต่อากัปกิริยาที่แสดงออกเหมือนเด็กวัยกำลังโตอย่างรู้อย่างเห็นไปทั่วอย่างไรอย่างนั้น

     “ไม่เคยนั่งหรอ โซฟาน่ะ”

     “เอ่อ” มือเล็กๆนั้นหยุดทันทีที่เธอเผลอหลุดการกระทำแปลกๆจนคนตรงหน้าเธอสงสัยเข้าจนได้ เจ้าตัวเหมือนจะหลบหน้ากันไปแล้วโรอาเลยถามอะไรต่อเธอเลือกที่จะปล่อยผ่านไปในเมื่ออีกคนไม่อยากตอบ

     “เรายังไม่รู้จักกันเลยนะคะ คุณชื่ออะไรหรอ” โรอาวางนิตยาสารลงก่อนจะหันมาคุยกัน


     กลิ่น


     แบบนี้มัน


     จมูกของสุนัขขึ้นชื่อว่าดีกว่าคนหรือสัตว์อื่นเป็นไหนๆแน่นอนว่าหากเป็นกลิ่นของพวกเดียวกันย่อมสัมผัสได้ แต่ก็แค่แปบเดียว ที่กลิ่นมันลอยไปแตะจมูกของคนตัวเล็ก เจ้าตัวพยายามดมอีกรอบแต่ก็เหมือนจะไม่ได้กลิ่นอะไรแล้ว มีก็แต่กลิ่นหอมๆเหมือนคนพึ่งอาบน้ำใหม่มาก็เท่านั้น

     “มีอะไรรึป่าวคะ” โรอายิ้มบางๆก่อนจะขยับตัวให้เข้าไปใกล้กว่าเดิม แต่ก็เป็นเรนาที่ถีบตัวออกมาทันที แย่แล้ว ทำอะไรไม่คิดอีกแล้วสิเรา

     “กลิ่นตัว...หอมดีนะคะ” ใบหน้าก้มลงต่ำพยายามไม่ให้อีกคนเห็นวงแก้มแดงระเรื่อ

     “ขะ ขอโทษที่เสียมารยาทนะคะ เราไม่ได้ตั้งใจจะ-”

     “กลิ่นพีชน่ะ ว่าแต่ฉันถามตั้งนานแล้วนะว่าคุณชื่ออะไร ฉันชื่อคิม โรอา เป็นคนเกาหลี แค่มาเที่ยวที่นี่น่ะ” คงคิดไปเองหรือไม่ก็เป็นเพราะเขาอุ้มเจ้าลูกหมาตัวเมื่อกี้นี้ก็ได้มั้ง

     “เราชื่อเรนา ขอบคุณอีกครั้งนะคะที่ช่วยเราไว้”

     “ไม่เป็นไรค่ะ คุณหิวรึป่าวเดี๋ยวฉันไปหาอะไรให้กินดีกว่านะ” ว่าแล้วหล่อนก็ลุกขึ้นเตรียมจะเดินแต่ก็ถูกมือเล็กรั้งชายเสื้อยืดแขนยาวเอาไว้ก่อน

     “มีอะไรรึป่าวคะ” เรนาเพียงแค่มองหน้าของโรอาอยู่พักหนึ่งแต่ก็ไม่ยอมพูด กระพริบตาถี่ก่อนจะปล่อยมือจากเขา ส่ายหน้าเป็นเชิงปฏิเสธนั้นจึงทำให้อีกคนขอตัวไปด้านในครัวก่อน



     เธอเห็น เห็นลอยแผลเป็นเล็กๅที่คอด้านขวามือของเขา เป็นลอยที่ไม่ได้เกิดจากของมีคมเช่นมีดหรือแก้วบาด แต่เธอมั่นใจว่านั้นคือลอยของกรงเล็บหมา แต่พอจ้องเธอในตอนนั้นในหัวกับคิดว่านั้นอาจจะเป็นแค่แผลที่เกิดจากเล็บของเจ้าหมาน้อยที่มองเธออยู่ตั้งแต่เข้ามาในบ้านเมื่อกี้แล้วก็ได้

     เรนาละความสนใจจากข้อสงสัย สลัดมันทิ้งไปก่อนที่จะลุกขึ้นเดินไปหาเจ้าหมาที่อยู่ในคอกนั้นบ้าง มันไม่เห่าและไม่มีท่าทีหวาดกลัว หากแต่มันกับร่าเริงผิดปกติด้วยซ้ำ หางกระดิกไปมา วิ่งเป็นวงกลมแถมยังทำท่าจะกระโดดออกมาให้ได้อีกด้วย

     แม้ว่าเรนาจะเป็นมนุษย์หมาป่าก็ตาม แต่กับหมาพวกนี้ เธอไม่สามารถพูดคุยกับมันเหมือนกับสายพันธุ์ของเธอ แต่ที่ทำได้ก็แค่รู้ว่าการกระทำกริยาอาการของหมาทั่วไปแปลว่าอะไรก็เท่านั้น
 
     “คุณ” เรนาที่กำลังนั่งลูบหัวเจ้าหมาน้อยลุกขึ้นทันทีก่อนจะหันไปตามเสียงเรียกจากอีกคน

     “พอดีว่าเหลือแต่พวกผัก เนื้อสัตว์ก็ไม่มีเลย ฉันว่าเราออกไปหาอะไรกินในเมืองกันน่าดีกว่านะคะ” เรนาพยักหน้ารับแต่ก่อนจะได้เดินไปไหน โรอาก็ขอให้เธอไปรออยู่ที่โซฟา เพราะเสื้อผ้าของเธออาจจะทนต่อสภาพอากาศด้านนอกนั้นไม่ไหว



     เสื้อสเวตเตอร์ไหมพรมสีเทาเข้มและสีแดงตัวใหญ่ถูกหยิบออกมาจากตู้เสื้อผ้า ร่างสูงสวมเสื้อตัวสีแดงทับไปกับเสื้อตัวเดิมของเธอและอีกตัวพาดไว้ที่แขนก่อนจะเดินตรงมาที่โซฟากลางห้อง

     “นี่ค่ะ” แม้ว่ามันจะใหญ่กว่าตัวเรนาก็ตามแต่เธอก็ชอบกลิ่นของโรอาที่ติดมากับเสื้อตัวนี้ กลิ่นของพีชที่โรอาบอก มือเล็กค่อยๆดึงผมของตัวเองออกจากคอเสื้อ โรอาขอให้เรนาหันหลังเพื่อที่เธอจะได้หวีผมให้ได้อย่างสะดวก ผมเรนาดำสนิท ตรงโดยธรรมชาติและยาวไปจนเกือบถึงกลางหลัง

     “ผมนุ่มจังเลยค่ะ ใช้ครีมบำรุงผมยี่ห้อไหนหรอ”

     ครีมบำรุงผม ครีมทำอาหารใช้บำรุงผมได้ด้วยหรอ

     “ไม่ได้ใช้หรอกค่ะ” ตอบแบบนี้น่าจะดีที่สุดแล้วล่ะมั้ง

     “หืม น้อยคนนะคะ เอาล่ะเสร็จแล้ว งั้นเราไปกันเถอะค่ะ”



     คนตัวสูงเดินนำออกไปทางประตูหน้าของบ้านพัก ดีหน่อยที่ช่วงนี้ไม่มีพายุหิมะ และถึงแม้ท้องฟ้าจะไร้ซึ่งดวงอาทิตย์แต่ก็ยังคงสว่างพอให้เห็นบ้านเรือนและบริเวณโดยรอบ ดูเหมือนทุกอย่างมันจะดูลาบเลื่อนก็เถอะ สุดท้ายโลกในปัจจุบันก็ไม่เอื้อในการใช้ชีวิตของเรนาเอาซะเลย

     “ไปขึ้นรถเถอะค่ะ” เอ่อคือ แย่ล่ะสิ ทำยังไงดี ไอ้แบบนี้เราเองก็ไม่เคยเห็นมาก่อนด้วย

     “ไปนั่งฝั่งตรงข้ามฉันดีกว่านะคะ”

     “คุณขึ้นก่อนเลยค่ะ เราว่ารองเท้าเรามีหินอยู่ด้านในน่ะ” เป็นไปตามที่เรนาหวังเอาไว้ อย่างน้อยเธอก็เห็นว่าโรอาขึ้นรถยังไง เอาล่ะ

     เรนาเดินไปฝั่งตรงข้ามตามที่โรอาบอก แน่นอนว่าอีกฝั่งก็มีของคล้ายๆกัน อย่างเช่นที่โรอาใช้มือจับมันเมื่อกี้ จับไว้ จากนั้นก็ดึง!

     “โอ้ย” เป็นเพราะว่าเธอดึงมันแรงเกินไป จึงทำให้ตัวเจ้าเซล้มลงไปนั่งกับพื้น ดีหน่อยที่ยังมีหิมะนุ่มๆรองรับเธอเอาไว้อยู่ ถึงจะนุ่มแต่มันก็เย็นจนผิวเนียนที่มือขึ้นสีแดงอ่อนๆ เจ้าตัวลุกขึ้นถูกมือไปมา

     “เป็นอะไรรึป่าว”

     “ไม่ค่ะ เราแค่มึนๆน่ะ”



     เฮ้อ ทำไมถึงเหนื่อยแบบนี้นะ 


     สุดท้ายที่เขาเรียกว่าการขึ้นรถเนี่ย ก็สำเร็จไปได้ด้วยดี แต่ก็ไม่เห็นว่าคุณเขาจะขยับไปไหนเลยนิหน่า

     “คาดเข็มขัดซะสิคะ” อะไรอีกล่ะเนี่ย เจ้าของรถเห็นคนที่นั่งข้างๆเธอทำท่าเลิ่กลั่กก็อดไม่ได้ที่จะยื้นมือเข้าไปช่วย แขนยาวเอื้อมมือมาดึงสายเข็มขัดที่อยู่ข้างๆประตูเพื่อที่จะล็อคมันเข้ากับตัวล็อค เรนาได้แต่มองตามการกระทำนั้นก่อนจะเอ่ยขอโทษขอโพยและตบท้ายด้วยคำขอบคุณ โรอาเพียงแค่ยิ้มตอบ เธอไม่ได้พูดอะไรต่อหลังจากนั้น





     ชานเมืองในตอนกลางดึกดูน่ากลัวสำหรับมนุษย์ทั่วไปที่ไม่เคยย่างกรายเข้ามาในป่าในเขาแบบนี้ ผิดกับร่างเล็กๆที่กำลังสนใจภาพด้านนอกของตัวรถ ภาพที่เธอคุ้นเคย ป่าใหญ่กลางหุบเขาเป็นที่วิ่งเล่นยามที่เธอยังเด็กและอยู่กับคาเรน มันไม่ได้เปลี่ยนไปมาก เธอจำได้ว่าเคยผ่านมาแถวนี้ 

     เรนาเข้าสู้โลกส่วนตัวของเธอจนไม่ได้สนใจเสียงที่ดังขึ้นมาจากโรอาเลยแม้แต่น้อย เพราะดวงตาสีดำสนิทสามารถมองเห็นในที่มืดได้ดี ขณะที่รถเคลื่อนขนานกับลำธารใหญ่ เงาดำๆจากฝั่งตรงข้ามทำให้เสียงเล็กตะโกนขึ้นมา

     “หมาป่า!” โรอาหยุดรถทันทีที่เรนาพยายามดันประตูออก เจ้าตัวเอาแต่ร้องเรียกเงาที่อยู่ในป่าฝั่งตรงข้ามลำธาร แต่ดูเหมือนมันจะไม่ได้ผล โรอาพยายามคว้ามือที่กำลังจะทุบกระจกรถของเธอเอาไว้ก่อนที่มันจะได้แตกจริงๆ

     “เรนา!” คนตัวเล็กกว่าหันกลับมาชะงักให้กับเสียงที่ตะโคกใส่เธอ มือไม้ถูกรวบเอาไว้ด้วยมือเรียวของอีกคน สีหน้าของโรอาไม่สบอารมณ์นัก จนเรนาเริ่มพาสติตัวเองกลับมาได้ แต่ก็ทำได้เพียงหลบสายตาที่จ้องกันอยู่นาน โรอาคลายแรงที่กำข้อมือของอีกคนแน่นออกเมื่อเห็นว่าเขาดูเหมือนจะกลัวเธอ

     “ขอโทษค่ะ พอดีฉันเห็น...หมาป่า” โรอาพยายามเอียงหัวมองออกไปยังภายนอกกระจกรถ แต่อีกฝั่งของลำธารก็เห็นจะมีแค่ต้นสนสูงเรียงกันเป็นแนวยาว เธอส่ายหัวแล้วพยายามหลับตาตั้งสติของตัวเองไม่ให้เผลออารมณ์ขึ้นใส่อีกคน

     โรอาเลือกที่จะไม่พูดอะไร ทำเพียงขยับเข็ดขัดเล็กน้อยก่อนจะขับรถไปต่อ



     ตลอดระยะทางยาวกว่าสิบกิโลเมตร ทำให้คนที่พึ่งตื่นจากเตียงอย่างเรนาเริ่มง่วงและหลับไปอีกครั้ง จนรถขับมาหยุดหน้าร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดที่เปิดยี่สิบสี่ชั่วโมง และตอนนี้เวลาสองทุ่มกว่ายังคงมีผู้คนเดินไปมาบ้างเล็กน้อยผิดกับช่วงฤดูอื่น อาจเป็นเพราะอากาศที่เริ่มต่ำลงตั้งแต่หกโมงเย็นแล้วก็ได้

     “คุณ” จัดการปลดเข็ดขัดของตัวเองเสร็จแล้วก็หันกลับมาปลุกคนที่หลับไปหลังจากเธอตะคอกเมื่อชั่วโมงที่แล้ว เธออยากขอโทษที่ทำแบบนั้น แต่ส่วนหนึ่งมันก็มาจากตัวเขาเองที่ทำให้เธอต้องขึ้นเสียงใส่



     เรนากระพริบตาถี่ ร่างกายเริ่มขยับมากขึ้น โรอาเลยชี้ไปทางหน้าร้านเป็นเชิงว่าพวกเรามาถึงกันแล้วนั้นแหละ พอพูดถึงเรื่องอาหาร เสียงท้องของคนตัวเล็กกว่าก็ร้องขึ้นมาทันที โรอาอมยิ้มกับท่าทางตื่นเต้นที่เอาแต่เกาะกระจกรถเธอเลยปลดเข็มขัดให้และดับเครื่อง แปลกใจที่อีกคนมองการกระทำทุกอย่างจนกระทั้งเธอลงจากรถ เขาถึงตามลงมา



     ด้านนอกหนาวกว่าเกาหลีตอนช่วงฤดูหนาวเป็นสี่ห้าเท่า แต่ก็ยังดีที่มีโค้ดอุ่นๆช่วยต้านแรงลมและอุณหภูมิติดลบเอาไว้ได้ โรอาเดินนำหน้าเรนาเข้าไปในร้าน เลือกดูโต๊ะที่ยังพอเห็นว่างอยู่ไม่กี่ที่ สุดท้ายก็เดินมายังโต๊ะด้านในสุดติดกับกระจกบานใหญ่ของร้าน โรอาเดินไปสั่งออเดอร์กับพนักงานหน้าเคาเตอร์ส่วนเรนาก็นั่งรอที่โต๊ะ เธอไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรดีเมื่อโรอากลับมานั่งเกาอี้ฝั่งตรงข้ามกับเธอแล้ว กลัวว่าหากพูดอะไรไปอาจจะทำให้เขาตะคอกใส่เธออีก แต่ตอนนั้นก็น่าให้โดนอยู่หรอก เธอผิดเองที่ควบคุมสติของตัวเองไม่ได้ ร่างของหมาป่าตัวใหญ่ริมฝั่งลำธารนั้นเธอมั่นใจว่าต้องเป็นมนุษย์หมาป่าแน่นอน แต่แค่นั้นมันไม่มากพอที่จะรู้ว่าอีกฝ่ายเป็นพันธุ์ไหน

     ขณะที่กำลังนั่งคิดอะไรเลื่อนเปื่อย อีกคนก็เดินกลับมาพร้อมอาหารจานใหญ่ในมือทั้งสองข้าง วางลงบนโต๊ะก่อนที่เจ้าตัวจะยื้นแก้วน้ำไปให้อีกคนที่นั่งรออยู่ โรอาผายมือให้รู้ว่าเธอสามารถทานของตรงหน้าได้เลย

     “ฉันขอถามคุณอย่างหนึ่งได้ไหม” แม้ว่าอีกคนจะเดาได้ว่าเขาจะถามเธอว่าอะไร แต่จะปฏิเสธก็คงดูน่าสงสัยเพิ่มขึ้น สุดท้ายก็ทำได้เพียงพยักหน้าตอบกลับไป

     “ทำไมคุณถึงบอกว่าตรงนั้นมีหมาป่าล่ะ แล้วไกลขนาดนั้นเห็นได้ยังไง” มาแล้ว คำถามที่คิดไว้แล้วว่าเขาต้องถามขึ้นมา เรนาดูดน้ำจนหมดแก้ว วางมันลงแต่ก็พยายามจะเลี่ยงที่จะตอบคำถามนั้นไป
 
     “ถ้าไม่สะดวกก็ไม่เป็นไรนะคะ” รอยยิ้มบางเผยให้คนตัวเล็กกว่าได้คลายความตึงเครียดกับอีกคนลงได้บ้าง โรอาลุกขึ้นบอกว่าเธอจะไปเติมน้ำมาให้ก่อนจะหยิบแก้วพลาสติกสีแดงติดมือเขาไปด้วย



     ถึงแม้ว่าเรนาจะหิวมากเพียงใดแต่ในเวลาแบบนี้ เธอกับรู้สึกทานอะไรไม่ลงแม้แต่น้อย ตอนนี้คำถามตีกันอยู่ในหัวจนพยายามที่จะหาคำตอบสักอย่างก็ทำไม่ได้ ไม่ว่าสิ่งแวดล้อมต่างๆ บ้านเมือง ดูแปลกตาไปมาก เธอหวังจะเห็นสถานที่ที่เธอเคยอยู่ แต่ในความเป็นจริงทุกอย่างที่เธอมีได้จางหายไป สิ่งที่อยู่คู่กับเธอเหลือไว้เพียงเศษซากความทรงจำเท่านั้น

     “รู้แบบนี้ ไม่ตื่นขึ้นมาคงจะดีกว่า”

     เธอรู้เพียงว่าเธอตื่นขึ้นมาใต้ต้นไม้ศักสิทธิ์กลางป่า กับคำพูดของดไวฟ์ แต่มันกับเลืองหายจางลงจนเธอแทบจำอะไรไม่ได้เลยในเวลาเสี้ยววินาทีนั้น 




     สายตาทอดยาวไปนอกกระจกใส สิ่งที่โรอาเรียกว่ารถยังคงเคลื่อนที่ผ่านไปมาบนถนน แม้ว่าในร้านเสียงจากผู้คนจะดังมากเท่าไหร่ แต่เธอกับรู้สึกว่าทุกอย่างมันว่างเปล่า จะเดินไปทางไหนก็ดูจะยากไปซะทั้งหมด แม้แต่ร้านอาหารแบบนี้ด้วยเช่นกัน เธอถูกสอนมาว่าเมื่อใดเปลี่ยนที่ เธอต้องเผชิญกับสิ่งที่อยู่ด้านหน้าและปรับตัวเข้ามามันให้เร็วที่สุด เธอต้องไม่กลัว แต่ว่า


     ตอนนี้เธอน่ะ เหลือตัวคนเดียวนะ 




     “อิ่มแล้วหรอคะ” เสียงของโรอาดังขึ้นทำให้ความคิดของเรนากระจัดกระจายหายไป ก่อนที่เธอจะรู้ตัวว่าถูกเขาจ้องตาไม่กระพริบ คนถูกถามพยักหน้าอีกสองสามครั้ง มือรีบยกแก้วน้ำขึ้นมาดูดจนหมด โรอาก็พอจะจับสังเกตได้บ้าง เธอแอบอมยิ้มให้กับการกระทำของคนตรงหน้าที่นั่งจ้องตาเธอไม่ละ และรวมถึงที่ผ่านๆมาในวันนี้ด้วย แม้จะบางครั้งทำให้ไม่พอใจ แต่ก็ช่างมันเถอะ
 
    “ฉันขอโทษที่ตะหวาดใส่คุณไปแบบนั้นนะคะ” คิ้วของหมาป่าลู่ขึ้นทันที เธอรีบยกไม้ยกมือขึ้นมาโบกไปมาพร้อมกับบอกว่าตัวเองที่เป็นคนผิด และไม่ควรทำแบบนั้นกับคนที่พึ่งจะเคยเจอกัน ครั้งแรก 

     หลังจากนั้นทั้งสองก็ไม่ได้ต่อบทสนทนาอะไรนั้นจึงทำให้โรอาเลือกที่จะชวนอีกคนกลับไปพักผ่อนที่บ้านของเธอ ความคิดของหมาป่าในร่างคนอย่างเธอที่พึ่งจะลืมตาตื่นจากการหลับไหลอันยาวนานคงต้องใช้เวลาฟื้นฟูร่างกายและพละกำลังเพื่อพอสำหรับการกลับร่างให้ได้เสียก่อน



     ส่วนจะทำอะไรต่อไป คงต้องปล่อยให้สมองคิดในวันพรุ่งนี้เหมือนที่โรอาพูด



     คนตัวเล็กยืนรอให้อีกคนจ่ายเงินอยู่หน้าประตูร้าน ถึงแม้ว่าโรอาจะบอกให้รอด้านในก็ตาม แต่ ตอนนี้เธอก็แอบขัดคำสั่งของเขาออกมาก่อนแล้ว เธอชอบฤดูหนาว เพราะมันทำให้นึกถึงเวลาที่ได้เล่นสนุกกับเพื่อนของเธอ คาเรน ไอรีน หรือแม้ว่าบางครั้งดไวฟ์จะมาเล่นเป็นเพื่อนเธอด้วยก็ตาม เธอยังมองว่าเขาไม่ได้มาเล่นแต่มาสอนวิธีล่ากับการเอาตัวรอดซะมากกว่า



     ละอองสีขาวดูเหมือนจะตกลงมาอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย ในขณะที่สายตาเหม่อมองไปยังหิมะเกร็ดเล็กๆสัญชาตญาณทำให้เธอได้กลิ่นของพวกเดียวกันใกล้ๆนี้ แต่กลิ่นที่ไม่เหมือนกับของเธอ รวมถึงอีกสองสายพันธุ์ที่เคยเจอมาด้วยแล้ว นอกจากนั้นก็ไม่รู้เลยว่าเป็นกลิ่นของใคร และถ้าเธอรู้สึกไม่ผิด ผู้หญิงที่สวนเธอเข้าไปเมื่อกี้อาจจะเป็นเขาคนนั้น ร่างเล็กๆรีบวิ่งเข้าไปด้านในแต่ก็ถูกดักทางเอาไว้จากร่างที่สูงกว่าของโรอา เธอเงยหน้าขึ้นกระพริบตาไม่เป็นจังหวะจนเผลอสบตากับอีกคนเข้า นั้นเลยทำให้เธอรีบหลบตาเขาทันที

     “มีอะไรรึปาวคะ ” เธอส่ายหน้าแล้วหาข้ออ้างว่าเธออยากเดินไปดูโรอาจ่ายเงิน จะบอกได้ยังไงว่าได้กลิ่นหมาป่า และถึงจะอ้างว่าลืมของ เธอก็ไม่มีอะไรติดตัวมาเลย 

     สุดท้ายแล้วก็ยอมกลับออกมาพร้อมกันโดยที่ยังไม่รู้ว่าเขาคนนั้นคือใคร 




กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ คริสศักราช 2018 เวลา สามทุ่มสี่สิบห้านาที 


     เมืองที่เต็มไปด้วยแสงสียามค่ำคืน แม้ว่าฤดูหนาวได้เข้ามาแทนที่แล้วก็ตาม ยังคงเห็นเหล่าวัยรุ่น พนักงาน คนทำงาน ออกมาเดินเล่นตามถนน ในมือก็ถืออาหารร้อนๆทานแก้หนาว ดูเหมือนอุด้ง ต๊อกบกกี และสาเกเกาหลีขวดสีเขียวใสจะขายดีเป็นพิเศษ แต่ก็มีใครหลายๆคนเก็บตัวอยู่ในบ้าน รวมถึง คริสตัล จอง ดาราสาวที่ตอนนี้พักอยู่ในคอนโดชั้นสิบห้ากลางตัวเมืองกับผู้จัดการอีกคนของเธอ

     “รัสเซียหรอ เมืองคิรอฟสค์ อืม ขอบใจเธอมาก” หลังจบบทสนทนากับคนทางปลายสายแล้ว โทรศัพท์สีดำรุ่นใหม่ก็ถูกวางลงบนโต๊ะแก้วใสด้านหน้าของหล่อน ทีวีจอขนาดใหญ่ถูกเจ้าตัวปิดมันลง ยกยิ้มมุมปากให้กับข่าวดีของตัวเองเมื่อกี้ก่อนจะจับที่ก้านของแก้วไวน์แล้วยกขึ้นมาส่องดูกับแสงไฟสรวงในห้องระดับสิบล้าน

     “แดงสดหรอ อายุน้อยเหมือนกันนะ หรือจะเหมือนไดฟ์ตัวสุดท้ายดีล่ะ กลิ่นที่ไม่เหมือนใคร นัยตาสีดำอมเทา ร่างกายเหมือนวัยรุ่นอายุสิบแปดแต่สันนิษฐานว่าสูญพันธุ์ไปแล้วราวสี่ร้อยปี มันยังไงกันแน่” นัยตาสีน้ำตาลเข้มค่อยๆเปลี่ยนกลายเป็นสีฟ้าสะท้อนกับแสงไฟด้านบน จ้องมองไปยังไวน์สีแดงสดอย่างไม่ละสายตา

     “ยกเลิกตารางงานของสามวันข้างหน้าหมดแล้วนะคะ” ยกแก้วไวน์ขึ้นมาดมกลิ่นก่อนจะแกว่งมันช้าๆ
 
     “ขอบคุณนะ ไอรีน” หลับตาและบรรจงดมกลิ่นอันซับซ่อนที่ซุกซ่อนอยู่ภายในตัวไวน์แดงคาร์บออร์เน่ โซวิญอง 
 
     “ค่ะ คริส” 

     ส่วนไวน์สีแดงเลือดแก้วนี้ เก็บไว้ดื่มพร้อมเธอดีไหมนะ ไดฟ์





     เทศกาลล่าหมาป่าตัวสุดท้าย




    ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว



     ยามเมื่อรุ่งสางมาถึง หมาป่านักล่าผู้ทรงพลังอาจเหลือไว้เพียงในความทรงจำของใครบ้างคน













tbc.
จบไปแล้วในตอนที่ 2 นะคะ มีตัวละครเพิ่มเข้ามาเรื่อยๆเลย ส่วนคุณหมอโรอาเป็นใครกันแน่เรื่องนี้ก็ยังบอกไม่ได้ ขออุ๊ปเอาไว้ก่อนนะคะ แล้วคริสตัลก็กำลังจะมาพร้อมกับผู้จัดการสาวสวย ไอรีน? อีกตั้งหาก แล้วหนูตื่นมาก่อนแบบนี้จะเป็นยังไงล่ะเนี่ย ฝากให้กำลังใจเจ้าลูกหมาป่าเรนาของเราด้วยนะคะ ขอบคุณที่ติดตามกันมาจนถึงตอนนี้ จะพัฒนาตัวเองต่อไปเรื่อยๆเลยค่ะ แล้วเจอกันใหม่

 #เดย์เบรคฟูลมูน
pillowsleep.





     


SHARE
Written in this book
BINKYOENG

Comments

chaeim
3 months ago
ยังไม่ได้อ่าน แต่ขอเม้นก่อนเราอยากให้กำลังใจไรท์ที่ทำให้ชีวิตเราไม่เหงาเพราะคิดถึงบิ้นกยองมากไป มาต่อนะคะ จะรอตอนต่อไป
Reply
Pillowsleep
2 months ago
ขอบคุณนะคะ คิดถึงบิ้นกยองมากๆเหมือนกัน
mmkk
2 months ago
โอ้ คุณไรท์กลับมาแล้ววว
ขอบคุณที่กลับมานะคะ ช่วงปีที่ผ่านมาต้องเหนื่อยมากแน่ๆเลย ขอบคุณจริงๆค่ะ
ไว้เราขอกลับไปอ่านตอนแรกใหม่อีกรอบก่อนนะคะ แล้วเดี๋ยวมาอ่านตอนที่2นี้ต่อ เป็นกำลังใจให้ค่ะ<3
Reply
Pillowsleep
2 months ago
ขอบคุณที่รอและกำลังใจนะคะ คุณมีความสุขเราก็มีความสุขไปด้วยค่ะ^^