Merry Xmas :)

24.12.18

Oslo, Norway

กับอุณหภูมิ -7 องศาเซลเซียส..
แบ่งความหนาวไปให้เมืองไทยได้บ้างรึเปล่า
หนาวจนแข็งไปทั้งตัวแล้ว 555555


ผมบินมาที่นี่ทันทีหลังจากสอบไฟนอลเสร็จ
โดยที่ผมไม่ได้บอกให้ใครรู้
นอกจากแม่ ยัยน้องสาวตัวแสบที่คะยั้นคะยอให้ผมมาหา
และเพื่อนสนิทอีกหนึ่งคน

ก็..
หมดแล้วนะ
เงินที่เก็บมาทั้งชีวิต 5555

ที่จริงจะรอมาพร้อมครอบครัวก็ได้แหล่ะ
แต่ผมไม่อยากไง
เพราะอะไรก็น่าจะรู้กันแล้ว เนอะ :)

ผมมาอยู่ที่นี่น่าจะ 10 วันได้แล้วมั้ง 
ไม่ได้นับ 5555

ถ้าถามว่าพักที่ไหน?..
มาหาน้องก็นอนบ้านน้องนี่แหล่ะ
ไม่มีเงินแล้ว 55555


เป็นครั้งแรกเลยที่บินไกลคนเดียวแบบนี้
ไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นแบบนี้มานานแล้ว

แต่ก็นั่นแหล่ะ
คนเราถ้าไม่กล้าทำครั้งแล้วมันจะมีครั้งต่อไปได้ยังล่ะ
จริงมั๊ยครับ?

ขอบคุณตัวเองที่ตอนมัธยมปลายกระเสือกกระสน
สอบทุนไปแลกเปลี่ยนระยะสั้นได้ถึงสองครั้ง

ครั้งแรกตอน ม.4 หนึ่งเดือนที่ออสเตรเลีย
และครั้งที่สอง ตอน ม.5 หนึ่งเดือนที่แคนาดา

ดังนั้นเรื่องภาษาอังกฤษกับผมจึงไม่ค่อยมีปัญหากันเท่าไหร่นัก

ความพยายามในตอนนั้นส่งผลมาถึงปัจจุบัน
ทำให้ผมผ่าน ตม.มาได้อย่างฉลุย

แต่ปัญหาคือ..
ที่นี่ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาทางการ 

แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่เพราะคนที่นี่ก็พอพูดอังกฤษได้
และผมมีน้องสาวที่คล่องภาษานอร์เวย์ยิ่งกว่าภาษาบ้านเกิดตัวเอง 55555
เพราะยัยตัวแสบย้ายตามมาอยู่กับแม่เค้าตั้งแต่ 7 ขวบ
จนตอนนี้ได้สัญชาตินอร์เวย์ไปเรียบร้อยแล้ว..


วีซ่าให้ผมอยู่ได้ถึง 3 เดือน
แต่..
ผมมีเวลาแค่เดือนเดียว

แอบเสียดายอยู่เหมือนกันนะ
แต่ทำไงได้ล่ะครับ ต้องไปเรียนนี่นา..


อ่ะ.. กลับมาปัจจุบัน


ในสตอรี่นี้ผมจะพยายามไม่พูดถึงเรื่องเศร้าๆละกันเนอะ
ไหนๆก็หนีมาไกลถึงอีกซีกโลกแล้ว
ผมก็จะมาหอบความสุขกลับไปให้มากที่สุด

เรื่องที่มันเศร้า เรื่องที่มันไม่โอเค 
ก็ทิ้งมันไว้ในที่ที่มันควรอยู่ไปก่อน..

แน่นอนว่าผมจะต้องกลับไปสู้กับมันใหม่
และผม.. จะพยายามไม่แพ้มันอีกแล้ว :)


ปกติแล้วยัยตัวแสบจะเป็นคนพาผมเที่ยว
แต่ในวันที่น้องสาวผมต้องออกไปเรียน
ผมก็อยู่กับน้าสาวซึ่งเป็นน้องอีกคนของแม่ผม
ช่วยเธอทำนู่นทำนี่บ้างเท่าที่ทำได้
บางวันเธอก็พาผมไปเที่ยวบ้าง
บางวันผมก็ออกไปเดินเตร็ดเตร่คนเดียวบ้าง

ถึงจะเหงาบ้างนิดหน่อย
แต่ผมว่า..

ผมมีความสุขนะ :)

น่าแปลกที่ถึงแม้ผมกับน้าจะไม่ได้เจอกันนาน
แต่เธอยังเข้าใจผมมากว่าคนในครอบครัวที่เจอกันบ่อยๆซะอีก

แรกๆผมก็เกรงใจนะ กลัวว่าตัวเองจะแย่อีกด้วย
แต่..

' ตามสบายนะลูก ไม่สบายใจอะไรบอกน้าได้นะ น้าก็เหมือนแม่ของหนูอีกคนนั่นแหล่ะ :) '

ประโยคแรกที่น้าพูดกับผมหลังจากที่ผมก้าวเท้าเข้ามาในบ้าน
ทำให้ผมต้องกลายร่างเป็นเด็กที่ร้องไห้จนขี้มูกโป่ง..
และผมก็ได้มารู้ทีหลังว่าน้องสาวตัวแสบและแม่ของผม
ได้เล่าเรื่องราวของผมให้เธอฟังหมดแล้ว 555

แต่ก็นั่นแหล่ะ ไม่ได้คิดจะปิดบังอะไรอยู่แล้ว

ผมค้นพบความจริงว่า
การไปพบจิตแพทย์ของคนที่นี่เป็นเรื่องปกติ

แต่กับเมืองไทยนั้น.. ละไว้ในฐานที่เข้าใจละกัน..


ผมว่าผมชอบที่นี่นะ

ผมชอบสีขาวของหิมะที่ปกคลุมไปทุกพื้นที่
แม้มันจะหนาวมากก็เถอะ
แต่ก็ยังดีกว่าอากาศร้อนแบบเมืองไทยที่ผมไม่ชอบมันเอาซะเลยล่ะนะ

ผมชอบแสงไฟหลากสีในยามค่ำคืนของที่นี่
ยิ่งช่วงนี้เป็นช่วงคริสต์มาสก็ยิ่งดีไปใหญ่

ผมว่าผมหลงรักที่นี่แล้วแหล่ะ

หรือบางทีผมอาจจะไม่ได้หลงรักแค่ประเทศนี้
ผมอาจจะหลงรักเทศกาลคริสต์มาส
ผมอาจจะหลงรักหิมะสีขาวๆในฤดูหนาว

หรือผมอาจจะหลงรักความสบายใจ
เพราะผมไม่ต้องพบเจอกับอะไรที่ผมไม่อยากเจอ

แต่จะเป็นเพราะอะไรก็แล้วแต่

แค่มันทำให้ผมมีความสุข
ผมก็พอใจแล้ว :)



และวันนี้
24 ธันวาคม
จะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจาก..

' Christmas Eve '


ผมตัดสินใจออกมาเดินเล่นในเมืองคนเดียวตั้งแต่เช้า
แน่นอนว่าคงไม่มีใครบ้าจี้จะออกมาเดินเล่นในเมือง
ที่สภาพอากาศที่ติดลบเกือบสิบองศาในวันหยุดแบบนี้หรอกครับ..

เดินไปเรื่อยๆ กับกล้องโปรที่คล้องคออยู่หนึ่งตัว
โดยไม่รู้ว่าจะไปโผล่ตรงไหนด้วยซ้ำ

แต่ผมว่านะ
' การหลงทางคือเสน่ห์อย่างหนึ่งของการเดินทาง '

ผมว่ามันสนุกกว่าการที่เราต้องฟิคนู่นนี่นั่นไปซะทุกเรื่องนะ
ถ้าคุณไม่เคย ผมขอแนะนำให้ลองดูนะ 5555
บางทีคุณอาจจะหลงรักมันเหมือนผมก็ได้

แน่นอนว่าเดินนานๆมันก็เหนื่อย แม้เหงื่อจะไม่ออกก็เถอะ
ผมหยุดพักที่ร้านกาแฟที่น้องสาวเคยแนะนำตอนเดินผ่านครั้งแรก

ถามว่าทำไมน้องสาวผมไม่มาด้วยน่ะเหรอ?
' โหยย เช้าไปอ่ะพี่ ขี้เกียจตื่น '
นั่นคือประโยคที่ผมได้รับหลังจากเอ่ยปากชวนยัยตัวแสบ..

แล้วจะคะยั้นคะยอให้มาหาทำไมวะเนี่ย 555555
ช่างเถอะ คงอยากพักแหล่ะ วันหยุดทั้งทีนี่นะ

เป็นร้านที่ไม่ถึงกับใหญ่แต่ก็ไม่เล็กเหมือนกัน
ร้านออกแนวน่ารักๆ สีโทนน้ำตาลๆ
ตามแบบที่น้องสาวตัวแสบของผมชอบ

ซึ่งต่างกับผมที่ชอบดาร์กโทนซะเป็นส่วนใหญ่

เรื่องเสื้อผ้านี่ก็คงอารมณ์ประมาณว่า
ถ้าคุณไล่ให้ผมไปใส่สีอื่นนอกจากสีดำ
ผมก็จะใส่สีเทาหรือไม่ก็สีขาวนั่นแหล่ะครับ 5555

ก็ทั้งตู้มีอยู่แค่สามสี ถ้าไม่รวมเสื้อของคณะกับมหาลัยอ่ะนะ


ผมเลือกนั่งตรงเก้าอี้บาร์ที่อยู่ติดกับกระจกซึ่งมองออกไปนอกร้านได้
พร้อมกับอเมริกาโน่ร้อนๆที่ผมโปรดปราน

อืมม.. กลิ่นหอมๆของกาแฟนี่มันดีจริงๆนะ

ไม่นานนักก็มีคนมาสะกิดไหล่ผมที่กำลังนั่งดูรูปจากกล้องคู่ใจ
เป็นชายตัวสูงราวๆ180น่าจะได้
ผิวขาวมากถึงมากที่สุด กับแก้มแดงๆ ที่คงจะแดงเพราะอากาศที่หนาวจัด
ผมสีน้ำตาลเข้ม และนัยตาสีฟ้า
พร้อมกับแก้วกาแฟที่ดูแล้วน่าจะเป็นอเมริกาโน่เหมือนกับผม

อ่าา.. ตาสวยชะมัด..

เขาพูดภาษาอังกฤษกับผมซึ่งฟังจากสำเนียงแล้วน่าจะเป็นนักท่องเที่ยวแน่ๆ
ทำนองว่าขอนั่งด้วยได้หรือเปล่า
ซึ่งผมก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร

บทสนทนากับคนแปลกหน้าจึงได้เริ่มต้นขึ้น

ผมได้รู้ว่าเขามาจากเยอรมัน
แถมเป็นลูกครึ่งเยอรมัน-ฝรั่งเศสอีกต่างหาก
และกำลังจะกลับเยอรมันในอีก 2 วันนี้

เขาถามผม
: ทำไมถึงมาเที่ยวที่นี่ล่ะ
ผมยกกาแฟขึ้นจิบแล้วตอบกลับไป
; ไม่รู้สิ คงเหตุผลเดียวกับคุณล่ะมั้ง :)

ก็ผมไม่มีความจำเป็นที่ต้องบอกนี่นา

บทสนทนายังคงดำเนินต่อไปโดยที่เขาเป็นฝ่ายถามซะมากกว่า
ก็แน่สิ ผมพูดไม่เก่งนี่ครับ 55555

ผมเลิกแขนเสื้อเพื่อดูนาฬิกาและพบว่าควรจะไปที่อื่นได้แล้ว

: จะไปแล้วเหรอ?
อีกฝ่ายถามขึิ้น

; อืม ผมว่าจะเดินเล่นไปเรื่อยๆน่ะ
: ผมไปด้วยสิ 
; ฮะ?

ผมได้ยินผิดหรือเปล่า คือเพิ่งรู้จักกันเมื่อกี้เว้ยย 5555

: ผมไม่รู้จะไปไหนเหมือนกัน 555
เขาพูดย้ำอีกครั้ง

อ่ะจ้า แล้วแต่จ้า

; ตามใจคุณละกัน

ผมตอบไปแบบนั้น
คงไม่มีอะไรหรอก มีเพื่อนเที่ยวก็คงจะดีเหมือนกันแหล่่ะ มั้ง..

เราเดินถ่ายรูปกันไปเรื่อยๆ
แวะร้านนั้นที ร้านนู้นที
กินนู่นกินนี่
ถ่ายรูปให้กันบ้าง
จนเหมืิอนกับว่าสนิทกันมานานมากแล้ว 55555

จนถึงเวลาที่ผมต้องกลับ..

อาา.. เวลามีความสุขนี่ผ่านไปเร็วจริงๆนะ

: ว้าาา ต้องแยกกันซะแล้ว
เขาพูดขึ้น

; ไม่เป็นไรหรอกน่า ไว้เจอกันใหม่
: จะเจอกันจริงๆใช่มั๊ย?
; จริงสิ สัญญาเลย
: โอเค

เราแยกกันหลังจากที่แลก contact กันเรียบร้อยแล้ว

ผมไม่ได้พูดออกไปพล่อยๆนะ 
ผมพูดเพราะผมรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ


การมีคนแปลกหน้าร่วมเดินทางด้วยมันก็ไม่แย่นะ
คุณว่ามั๊ย? :)


ผมกลับมาที่บ้านของน้าก็ราวๆสองทุ่มแล้ว

โผล่หน้าเข้าไปในบ้านปุ๊บยัยตัวแสบก็กระโดดใส่ผมปั๊บ
บางทีผมก็คิดนะว่าเธอ 20 แล้วจริงๆหรืเปล่า ยังกะเด็ก 10 ขวบ 5555

: มาอยู่ไม่กี่วันเที่ยวเก่งเลยนะเราอ่ะ 5555
ยัยตัวแสบพูดขึ้น
 
; แน่นอนดิ ใครจะไปขี้แงเหมือนเราอ่ะ 5555

ผมตอบกลับเธอ
แล้วเอามือผลักหัวเธอเบาๆ

: อย่าล้อดิพี่ เรื่องมันก็นานมาแล้ว ปล่อยมันไปเถอะ 5555
  ไปๆ แม่ทำขนมรอเต็มโต๊ะแล้ว
 
เธอพูดแล้วดันหลังผมไปโต๊ะอาหาร

ผมถึงกับเบิกตากว้างทันทีที่เห็นของบนโต๊ะ
เยอะ.. จนไม่คิดว่าจะกินกันหมด

บ้านนี้มีกันทั้งหมด 4 คน
มีน้าสาวผม สามีเธอ น้องสาวผม และน้องชายลูกครึ่งนอร์เวย์อายุ 8 ขวบ ของเธออีกคนนึง
ซึ่งตอนนี้บวกผมเพิ่มไปอีกคนนึงก็เป็น 5 คน

แต่ดูจากของที่อยู่บนโต๊ะแล้ว ดูยังไงผมก็คิดว่ามันเกินไปสำหรับ 5 คนอยู่ดี...

และเนื่องจากเป็นเทศกาลคริสต์มาส
อาหารที่อยู่บนโต๊ะส่วนใหญ่จึงประกอบไปด้วยของหวานซะเป็นส่วนใหญ่
ผมไม่รู้ว่าบ้านอื่นเป็นกันแบบนี้มั๊ยนะ
หรืออาจจะเป็นเพราะบ้านนี้ชอบกินของหวานด้วยรึเปล่า
หรืออาจะเป็นเพราะหน้าผมชอบทำขนมด้วยล่ะมั้ง

ซึ่งของหวานกับผมนั้นไม่ค่อยถูกกันสักเท่าไหร่

สิ่งที่ผมโปรดปรานที่สุดบนโต๊ะคงจะเป็นไก่งวงอบ
และแก้วไวน์แดงที่ถืออยู่ในมือนี่แหล่ะมั้ง

บรรยากาศบนโต๊ะอาหารดีมากถึงมากที่สุดเท่าที่ผมเคยพบเจอมาตลอดชีวิต
รอยยิ้มบนใบหน้าที่ดูจริงใจ ไม่เสแสร้งเหมือนที่ผมเคยเจอ

บทสนทนาธรรมดาๆ มอบความสุขให้ผมได้มากอย่างน่าประหลาดใจ


ให้ตายสิ
วันนี้คงเป็นวันที่ผมมีความสุขมากที่สุดในรอบปีเลยก็ว่าได้

ผมไม่อยากให้ช่วงเวลาแบบนี้หายไปเลย
แต่น่าเสียดายที่ผมเหลือเวลาอีกประมาณ 2 สัปดาห์เท่านั้น
น่าจะมีเวลาอยู่ที่นี่ได้นานกว่านี้อีกหน่อยเนอะ..


และผมคงจะเหม่อนานไปหน่อย
จนน้าสาวผมถามขึ้น
: เป็นอะไรหรือเปล่าลูก?

ผมส่ายหัวกลับไปให้
; เปล่าครับ 
  แค่คิดว่ายังไม่อยากกลับไทยเฉยๆ

: ไว้มาใหม่ก็ได้ น้าพร้อมรับเสมอแหล่ะ

; 5555 โอเคครับ

ทุกคนมองผมยิ้มๆ ผมจึงยิ้มกลับ


น้า : Merry Christmas นะลูก :)
น้องสาว : Merry Christmas นะพี่
น้องชาย : Merry Christmas bro.
สามีของน้า : Merry Christmas beb.

ทุกคนบอกผม..
เป็นวินาทีที่ผมอยากจะปล่อยโฮตรงนั้นจริงๆ 5555

ผมมีความสุขมากจนรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังหลับฝันดี
และผมยังไม่อยากตื่นจากฝันดีนี้เลย..

แต่ไม่ว่ายังไง
ผมก็ต้องตื่น

ผมต้องกลับไปสู้กับความจริงที่รอผมอยู่..

; Merry Christmas ครับทุกคน :)

ผมตอบกลับยิ้มๆ
เป็นรอยยิ้มทีออกมาจากใจผมจริงๆ
เป็นรอยยิ้มที่ผมไม่ได้ปั้นแต่งใดๆ เหมือนที่เคยทำ




: อื้ม พี่รู้ยัง อาทิตย์หน้าแม่กับป๊าจะพาไปเยอรมันนะ

อยู่ๆน้องสาวผมก็พูดขึ้นแบบนั้น

: ใช่สิ น้าลืมบอกไปเลย

; อ่า.. ครับ

ผมตอบกลับไปแค่นั้น 
แต่ใจกลับรู้สึกดีใจจนแทบจะกระโดดโลดเต้น


เห็นมั๊ยครับ
ว่าผมมีความรู้สึกว่าจะได้เจอกันอีกจริงๆ

หวังว่าคุณจะไม่หายไปไหนซะก่อนนะ
คุณคนแปลกหน้า


ผมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา
เพื่อจะส่งข้อความหาคนแปลกหน้าที่เพิ่งแลก contact กันมาเมื่อตอนกลางวัน
ว่าผมจะไปเยอรมันในอีกไม่กี่วันข้างหน้า


แต่ผมก็ต้องยิ้มเมื่อเห็นแจ้งเตือนข้อความที่แสดงอยู่ที่หน้าจอ

ซัน : MerryXmas นะมึง 
       
       รีบกลับ กูคิดถึงแย่แล้วสัส
       
       กูเหงาาาาา


แม่ : มีความสุขมากๆนะลูก


และอีกหนึ่งข้อความจากคนแปลกหน้าซึ่งกลายมาเป็นเพื่อนใหม่..


Martin : Merry Xmas :)



อาา..
วันนี้ผมจะสำลักความสุขตายหรือเปล่านะ 55555







Merry Christmas นะครับทุกคน
ผมขอให้ทุกคนมีความสุขเหมือนกับที่ผมมีนะ :)




ขอให้ปีใหม่นี้มีแต่สิ่งดีๆเข้ามานะ
เข้มแข็งและสู้ไปด้วยกันนะครับ


สวัสดีปีใหม่ครับ :)







SHARE

Comments

palapaploy
6 months ago
หยุดยิ้มไม่ได้เลย ให้ตายสิ555555

Reply
hopepipi
6 months ago
ดีใจกับคุณด้วย เราอ่านไปยิ้มไม่หยุดเลย :)
Reply
Taekwondoman
6 months ago
merry Christmas and happy New year คับ:)
Reply