02: ใจเอย
“ซากุระ นาโกะ รีบไปไหนมั้ย? ” ซาชิฮาระตะโกนเรียกชื่อลูกศิษย์ทั้งสองคนของเธอที่กำลังจะเดินออกจากห้องเพราะคลาสเลิกพอดี “ถ้าไม่รีบ ช่วยขนอุปกรณ์พวกนี้ไปไว้ที่ห้องชมรมศิลปะหน่อยสิ” เธอชี้ไปยังกล่องพลาสติกใสที่ภายในในเต็มไปด้วยพู่กันและสีมากมายบรรจุอยู่ด้านใน

“ได้ค่ะคุณน้า” ซากุระหันไปพูดตอบรับซาชิฮาระ

“บอกแล้วไง ว่าเวลาอยู่ที่มหาลัยให้เรียกอาจารย์” ซาชิฮาระยกมือขึ้นกอดอกแล้วขมวดคิ้วใส่เด็กอีกสองคนที่หัวเราะกันคิกคัก

“ไม่เห็นเป็นไรเลยค่ะ ตอนนี้ไม่มีใครอยู่ในห้องแล้วสักหน่อย” คราวนี้เป็นนาโกะที่พูดขึ้นมาพร้อมส่งยิ้มให้เธอ

“เออๆ เอาเถอะ แล้วแต่พวกเธอละกัน เตือนไปก็ไม่ฟังอยู่ดี” ซาชิฮาระก้มลงหยิบกล่องขึ้นมาถือไว้ในมือแล้วส่งให้นาโกะและซากุระถือคนละกล่อง แล้วตัวเธอเองก็หันไปแบกกองเอกสารเดินตามเด็กทั้งสองออกมาจากห้องเรียน

“คุณน้าคะ ไม่ใช่ว่าอ.มาเอดะลาคลอด เราเลยไม่มีอ.ที่ปรึกษาประจำชมรมชั่วคราวหรอคะ? ” ซากุระถามด้วยความสงสัยหลังเห็นกระดาษที่แปะอยู่บนกล่องเขียนว่า เบิกอุปกรณ์แล้ว

“ก็นั่นแหละ เพราะลาคลอด ตอนนี้ก็เลยมีอ.คนอื่นมาแทน เพราะกว่าอัตจังจะกลับมาก็คงเป็นปีแหละ มหาลัยเค้าอยากจะให้แม่ได้ใช้เวลากับลูกอ่อนให้เต็มที่น่ะ” ซาชิฮาระเงียบไปพักหนึ่งแล้วจึงพูดต่ออีกรอบ “ทีนี้อ.ประจำชมรมศิลปะน่ะหายาก เพราะพวกอ.ติสๆ ทั้งหลายเค้าขี้เกียจจะมาอยู่โยงดูแลเด็กกัน เราก็เลยต้องซื้อใจด้วยอุปกรณ์ใหม่ๆ น่ะ” ซาชิฮาระพูดจบก็หัวเราะ พลอยทำใหเด็กอีกสองคนหัวเราตามเธอไปด้วย

เมื่อทั้งสามเดินเข้ามาถึงห้องชมรม ซากุระก็เห็นผู้หญิงคนหนึ่งกำลังนั่งเขียนรูปอยู่หน้าเฟรมผ้าใบข้างหน้าต่าง จะพูดว่าเธอรู้สึกเหมือนถูกสะกดจากภาพที่เห็นตรงหน้าก็ว่าได้ เคยได้ยินคนพูดมานักต่อนัก กับคำว่า สวยงามเหมือนภาพวาด แต่คนตรงหน้า ทั้งๆ ที่กำลังวาดภาพอยู่ แต่กลับสวยงามราวกับภาพวาดซะเอง ทั้งเรือนผมตรงยาวสีน้ำตาลเข้ม จมูกโด่งราวกับปูนปั้น หรือแม้แต่ปากทรงกระจับสีขมพูอ่อนนั่น ราวกับจะล่อลวงทุกคนที่เห็นให้ตกอยู่ในภวังค์ทันทีที่ได้พบ

“เอ้า ซากุระ เดินเข้าไปสิ” เสียงเรียกจากซาชิฮาระปลุกให้เธอตื่นจากอาการกึ่งฝัน ส่วนคนที่กำลังวาดรูปอยู่ก็คงได้ยินเช่นกันจึงหยุดวาดแล้วหันมามอง

“อ้าว เจ๊” คนๆ นั้นโบกมือทักทายซาชิฮาระอย่างสนิทสนมคุ้นเคย

“เจ๊บ้านแกสิ ทักกันดีๆ สักวันจะเป็นอะไรไหมวะ? ”

“อ้าว มาถึงก็ด่าน้องเลยหรอ” คนตรงหน้ายื่นมือมารับกล่องพลาสติกที่ซากุระถืออยู่ในมือไปถือเอง “ขอบคุณมากนะคะที่เอามาให้” เขาส่งยิ้มให้เธอ รอยยิ้มที่เทียบได้กับแสงของดวงตะวันที่พร้อมจะละลายน้ำแข็งในขั้วโลกเหนือได้ในพริบตา

“แหม สันดานไม่เปลี่ยน ฉันก็ถือของมา รับไปด้วยสิโว๊ย” ซาชิฮาระบ่นอีกคนด้วยน้ำเสียงเบื่อหน่าย “ระวังให้ดีนะ ซากุระ นาโกะ ไอ้นี่น่ะ ตัวอันตราย”

“อะไรกัน ไม่ว่าน้องแบบนี้สิ” เขาหันกลับมาเพื่อแนะนำตัวกับเธอ “ฉันมัตสึอิ จูรินะ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป จะมาเป็นอ.ที่ปรึกษาของชมรมศิลปะค่ะ” พูดจบก็หันไปหาซาชิฮาระอีกรอบ “ว่าแต่ ชมรมนี้ไม่มีสมาชิกเลยหรอเจ๊ มานานแล้วไม่เห็นเจอใครสักคน? ”

“จริงๆ มีอยู่สองสามคน แต่พออัตจังลาคลอด พวกนั้นเลยไม่ได้เข้ามาทำกิจกรรมน่ะ เดี๋ยวยังไงพรุ่งนี้จะตามกลับมาให้แล้วกัน อ้อ แล้วก็ ซากุระคนนี้ก็อยู่ชมรมนี้เหมือนกันนะ” ซาชิฮาระชี้ไปที่ซากุระที่ยืนงงๆ อยู่ข้างตัวเธอก่อนที่จะเอาของทั้งหมดที่ขนมาวางไว้บนโต๊ะตัวหนึ่งที่ตั้งอยู่ในห้อง “งั้นฉันไปก่อน พอดีต้องพานาโกะกับซากุระกลับบ้าน ไว้พรุ่งนี้ค่อยคุยกันนะจูรินะ”

“โอเคเจ๊” เขาโบกมือลาทั้งสามคน ก่อนที่จะเดินออกจากห้อง ซากุระหันกลับไปมองเขาอีกรอบ เขาจึงขยับปากซึ่งอ่านได้ว่า แล้วพบกันอีกนะ ก่อนจะโบกมือลาเธออีกหน ซากุระหันหน้ากลับมาและรู้ตัวว่า หัวใจของเธอไม่ได้เต้นด้วยจังหวะช้าเท่ากับก่อนที่เธอจะเดินเข้ามาในห้องอีกแล้ว

.

.

.

“คุณน้ารู้จักอ.คนใหม่หรอคะ? ” นาโกะถามขึ้นขณะที่ทั้งสามกำลังนั่งกินข้าวด้วยกันอยู่ที่บ้านขอซาชิฮาระ คนถูกถามหันไปมองหลานสาวของเธอก่อนตอบกลับไป

“จะว่ารู้จัก...ก็ได้แหละมั้ง คือสมัยเรียนน่ะ อยู่คณะเดียวกัน แต่คนละสาขา” ซาชิฮาระทำท่าครุ่นคิด “ใครๆ ก็รู้จัก เพราะจูรินะน่ะเป็นคนเก่งประจำสาขา fine arts เลยล่ะ ส่วนฉันน่ะ อยู่สาขา visual ก็มีคุยกันบ้าง รู้จักกันในระดับนึงน่ะ ทำไม สนใจหรอ? ”

“อ.เค้าดูเป็นมิตร น่ารักดีนะคะ”

“ห้ามเชียวนะนาโกะ จูรินะน่ะ มีแฟนอยู่แล้ว คบกันมาตั้งแต่สมัยเรียนแล้วด้วย” เธอขมวดคิ้วก่อนพูดต่อ “แล้วก็ได้ข่าวมาว่าช่วงหลังๆ นี่มีข่าวไม่ดีเรื่องผู้หญิงพอสมควรแหละ”

“เอ๋ อย่างงั้นหรอคะ” นาโกะพยักหน้า “ว่าแต่ซากุระจัง เป็นอะไรไป ทำไมเงียบจัง”

“เอ้อ...คือว่า คิดอะไรอนู่นิดหน่อยน่ะ” จริงๆ แล้ว ซากุระนั้นยังคงลบรอยยิ้มที่แสนจะสดใสของคนๆ นั้นออกไปจากสมองไม่ได้เลย งั้นหรอ...มีแฟนอยู่แล้วสินะ... “หนูอิ่มแล้วค่ะ ขอตัวก่อนนะคะ” ซากุระหยิบจานบนโต๊ะแล้วเดินออกไปทางครัวทันทีหลังจากพูดจบ

“เออ วันนี้แปลกจริง สงสัยเป็นไข้หรือเปล่านะ” ซาชิฮาระพูดขึ้นมาก่อนจะตัดสินใจกินอาหารต่อให้เสร็จ เพราะเธอเองก็ไม่ได้คาดคิดว่า หลังจากนี้จะมีเรื่องปวดหัวเกิดขึ้นกับหลานของเธอ

.

.

.

วันถัดมา เมื่อซากุระรู้แล้วว่ามีอ.ที่ปรึกษาของชมรมคนใหม่มา เธอจึงกลับเข้ามาร่วมกิจกรรมชมรมตามปกติ แต่วันนี้ตอนที่เธอเดินเข้ามาในห้องเธอกลับไม่เจอเขาคนนั้นนั่งวาดรูปอยู่เหมือนเมื่อวาน

“อาจจะไม่มาหละมั้ง...” ซากุระกางขาตั้งออกเตรียมตั้งเฟรมผ้าใบเพื่อวาดรูป แต่ก็ต้องตกใจเมื่อได้ยินเสียงอีกคนกระซิบเบาๆ ขึ้นมาที่ข้างหู

“ใครไม่มาหรอคะ? ” ซากุระยกมือขึ้นมาปิดหูตัวเองอัตโนมัติเพราะลมหายใจเบาๆ ที่กระทบใบหูนั้นทำให้เธอรู้สึกจั๊กจี้และหน้าร้อนผ่าวโดยไม่ได้ตั้งใจ เขาเห็นแบบนั้นก็เลยหัวเราะออกมา “อ้าว จุดอ่อนอยู่ที่หูหรอคะ ขอโทษนะ ซากุระจังใช่ไหมคะ? ”

“คะ...ค่ะ”

“ไม่ต้องเกร็งขนาดนั้นก็ได้ค่ะ ฉันจะไม่แกล้งแบบนั้นอีกแล้วกัน ขอโทษทีนะซากุระจัง” จูรินะหันมองไปมารอบๆ ห้อง “อ้าว นาโกะจังไม่มาด้วยหรอคะ? ”

“น่าโกะอยู่ชมรมประสานเสียงน่ะค่ะ เราเลยไม่ได้มาด้วยกัน” ซากุระยังคงเอามือปิดหูอยู่อย่างนั้น ส่งผลให้คนตรงหน้าขำออกมาเบาๆ ก่อนที่เขาจะเอามือทั้งสองข้างของตัวเองวางลงมาเบาๆ ที่หลังมือของซากุระแล้วค่อยๆ ประสานมือเข้าไปที่ระหว่างนิ้วอีกคนช้าๆ ก่อนจะดึงมือของเธอออกจากหู

“อย่าทำเหมือนไม่อยากฟังเสียงของฉันขนาดนั้นสิคะ” เขาส่งยิ้มให้ซากุระอีกหน ซึ่งนั่นส่งผลให้หัวใจของเธอเต้นเร็วกว่าเดิม ทั้งความร้อนจากฝ่ามืออีกคนที่สัมผัสอยู่ ความเงียบที่ทำให้ได้ยินเสียงหายใจของคนตรงหน้า หรือแม้แต่รอยยิ้มนั่น มันส่งผลต่อหัวใจของเธอไปซะหมด

“มาแล้วจ้า” โอคาดะ นานะ ประธานชมรมศิลปะเดินเข้ามาในห้องพร้อมกับ โคจิมะ มาโกะ เพื่อนสนิทของเธอ ทั้งคู่เป็นรุ่นพี่ของซากุระที่อยู่ในชมรมศิลปะมาได้สามปีแล้ว

เสียงของนานะและมาโกะทำให้จูรินะปล่อยมือออกจากมือของอีกคน แต่ความร้อนของฝ่ามือนั้นยังคงฝังตัวอยู่ที่หลังมือของเด็กสาว ซากุระยังคงขยับไปไหนไม่ไหว เพราะเรี่ยวแรงของเธอเหมือนจะถูกฝ่ามือของอีกคนดูดไปซะหมด

“อ.คือ อ.จูรินะที่อ.ซัชชี่พูดถึงใช่ไหมคะ ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ ฉันโอคาดะ นานะ จะเรียกว่านาจังก็ได้ ส่วนนี่” เธอผายมือไปทางอีกคนที่ยืนอยู่ข้างๆ “โคจิมะ มาโกะ เรียกว่าไอ้บ้าก็ได้”

“เฮ้ย ไม่ได้สิวะ” มาโกะทุบหลังเพื่อนเธอไปหนึ่งที “เรียกมาโกะดีกว่าค่ะ”

“ยินดีที่ได้รู้จักนะ มาโกะ นาจัง” จูรินะส่งยิ้มให้ทั้งคู่ “ฉันจะมาเป็นอ.ที่ปรึกษาชมรมชั่วคราวก่อนอัตจังจะกลับมาแหละ มีอะไรก็ถามได้เลยนะ”

“ได้ข้าวว่าอ.จูวาดรูปเก่งมาก ซัชชี่น่ะเอารูปสมัยอ.เรียนมาให้ดู เยี่ยมไปเลยค่ะ” มาโกะพูดขึ้นด้วยสีหน้าตื่นเต้น

“ขอบคุณมากนะ แต่ว่า...” จูรินะทำหน้าเศร้าเล็กน้อย “ฉันวาดแบบนั้นไม่ได้อีกแล้วล่ะ”

“เอ๋ ทำไมล่ะค่ะ? ”

“ก็...อะไรหลายๆ อย่างแหละนะ แต่ว่า ยังให้คำปรึกษาได้เหมือนเดิมนะ ไม่ต้องห่วง”

“โอเคเลยค่ะ งั้นเรามาเริ่มกิจกรรมชมรมกันเลยดีกว่าเนอะ ซาจัง”

“เอ้อ ค่ะ” นานะเรียกซากุระขึ้นมาซึ่งส่งผลให้เด็กสาวถูกปลุกจากความฝันเมื่อครู่ ก่อนที่ทั้งสามคนจะเริ่มกางขาตั้งและวางผ้าใบเพื่อวาดรูปกัน

.

.

.

“ยังไม่กลับหรอคะ ซากุระจัง? ” จูรินะถามขึ้นหลังจากที่นานะและมาโกะขอตัวกลับไปได้สักพัก แต่เด็กตรงหน้ายังคงวาดภาพบนกระดานอยู่อย่างนั้น

“ยังค่ะ หนูรอนาโกะจังเลิกชมรมก่อน แล้วค่อยกลับพร้อมกัน”

“ซากุระจัง ชอบวาดท้องฟ้าอย่างนั้นหรอคะ? ” คนพูดเดินเข้ามายืนมองภาพที่เด็กสาววาดจากด้านหลัง

“ก็ไม่เชิงหรอกค่ะ แค่ท้องฟ้าแต่ละวันมันไม่เหมือนกันเลย เวลาที่วาดท้องฟ้าจากมุมเดิมๆ แต่บรรยากาศเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ก็น่าสนใจดีไม่ใช่หรอคะ? ”

“หืม น่าสนใจจังเลยค่ะ แต่ว่านะคะ” จูรินะยกมือซ้ายขึ้นวางลงไปเบาๆ บนกระดานแล้วลูบลงช้าๆ “ท้องฟ้ามันไม่จำเป็นต้องเป็นสีฟ้าตามที่ตาเห็นหรอกนะคะ แต่จะเป็นสีอื่นที่ใจเราเห็นบ้างก็ได้ แบบนั้น เราจะได้ภาพที่น่าสนใจกว่าท้องฟ้าที่เรามองเห็นทุกวันนะคะ”

“หมายความว่ายังไงคะ? ” ซากุระหันกลับมามองคนพูด แต่เพราะจูรินะยังคงวางมือข้างหนึ่งไว้บนกระดาน ทำให้หน้าของซากุระและจูรินะที่ควรจะห่างกันมากกว่านี้กลับใกล้เกินกว่าที่ควรจะเป็น ห่างกันแค่เพียงระยะของลมหายใจที่กันเอาไว้เท่านั้น

“ก็หมายความว่า” จูรินะไม่ได้มีท่าทางที่จะขยับหน้าของตัวเองออกห่างจากเด็กสาวตรงหน้าเลยแม้สักนิด “ซากุระจัง...จะได้ภาพท้องฟ้าที่ซากุระจังรู้สึกในแต่ละวันแทนยังไงล่ะคะ” จูรินะเลื่อนหน้าของเขาเข้าไปใกล้หน้าของเธอมากขึ้นอีก ซากุระรู้สึกได้ถึงลมหายใจของอีกคนที่ตกลงกระทบริมฝีปากของเธอ ก่อนที่จะ...

“จูรินะซัง” คนถูกเรียกผละออกจากเด็กสาวตรงหน้าก่อนหันไปมองทางต้นเสียง

“พารุจัง มารับฉันหรอคะ? ”

ซากุระหันมองตามไปก็เห็นว่าคนที่ยืนอยู่หน้าห้องชมรมคือผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งหน้าตาสะสวย แต่เธอกลับมองอารมณ์ไม่ออกเลยว่าคิดอะไรอยู่ ใบหน้าและสายตาของคนตรงหน้านั้นมองเข้ามาในห้องอย่างเรียบเฉย

“ใช่ค่ะ ปกติฉันก็มารับคุณทุกวันอยู่แล้วนี่คะ”

“จริงด้วยสิ ลืมไปซะสนิทเลย” จูรินะหัวเราะแหะๆ ใส่อีกคน “ถ้าอย่างนั้นฉันขอตัวก่อนนะคะซากุระจัง แล้วพรุ่งนี้...เราค่อยมาคุยเรื่องท้องฟ้ากันใหม่เนอะ” เขาหันกลับมายิ้มให้เธอก่อนที่จะเดินไปหยิบกระเป๋าสะพายแล้วเดินออกไปพร้อมผู้หญิงคนนั้น

“ซากุระจัง” นาโกะเดินเข้ามาในห้องชมรมพอดี “อ้าว เป็นอะไรรึเปล่า ทำไมหน้าแดงขนาดนั้นล่ะ? ”

“อะ...เอ่อ ไม่เป็นไรหรอก แค่อากาศมันร้อนๆ นิดหน่อยน่ะ”

“อะไรกัน ทำไมไม่เปิดพัดลมล่ะ เดี๋ยวก็เป็นลมไปหรอก”

“ไม่เป็นไรนาโกะ...ฉันไม่เป็นลมหรอก...”

“อืม ดีแล้วแหละ ว่าแต่ เมื่อกี๊อ.จูรินะเดินไปกับใครน่ะ? ”

“คงเป็น...แฟนของเค้าล่ะมั้ง เห็นพูดว่ามารับทุกวัน”

“เอ๋ งั้นหรอ สวยจังเลยน้า ทำไมถึงได้สวยขนาดนั้นได้กันนะ”

“นั่นสินะ...สวยมากจริงๆ ด้วยแหละ...” ซากุระพึมพำออกมาเบาๆ ก่อนที่จะปล่อยความคิดของตัวเองให้ล่องลอยไปกับท้องฟ้าสีส้มอ่อนของวันนี้ ล่องลอยไปหาเขาคนนั้น คนที่ทิ้งความร้อนของฝ่ามือตัวเองไว้ที่หลังมือของเธอ คนที่ฝากความรู้สึกร้อนผ่าวของลมหายใจไว้ที่ริมฝีปากของเธอ

คนที่...มีเจ้าของแล้ว...

.

.

.

TBC
SHARE
Written in this book
#หมดแก้ว
Love is just like a song
Writer
Purrjurr
Freelancer
Nothing much about me. Just a normal human being that love to write, read and draw. Want to talk more on nonsense thing? Sure, go to twitter : purrjurr

Comments