มีฝนตกลงมาในวันที่ผมวิ่งได้สิบกิโลฯ

1
แอปฯ ไนกี้พลัสรันแจ้งเตือนว่าครบเป้าหมายสิบกิโลเมตร ผมชูมือพร้อมอาการหอบที่หายไป ไม่คิดว่าตัวเองจะทำได้ ไม่เคยตั้งใจวิ่งได้ไกลขนาดนี้ พลางคูลดาวน์ด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม 
สายฝนปรอยพรมราดรดราวฟ้าแสดงความยินดี 

ผมรีบเดินมาถึงร้านขายของด้วยรอยยิ้ม 
เธอเงยหน้าขึ้นมามอง มีคราบน้ำบนแก้ม 

สายตาคู่นั้น ทำให้ไม่แน่ใจว่านั่น

เป็นคราบน้ำฝน...


2
กว่าสองสัปดาห์ที่หัดวิ่ง เริ่มจากมั่ว ๆ วิ่ง ๆ ไป ลมจับ หอบแดก เจ็บขา ปวดข้อ จนมาเจอพ็อดคาสต์สอนวิ่ง ว่าเริ่มต้นต้องเดินให้ชิน ใจเย็น ก่อนเริ่มจ๊อกกิ้งช้า ๆและที่สำคัญ ต้องค้นหาให้ได้ว่าอยากวิ่งทำไม 

เริ่มมีเป้าหมายใหญ่เมื่อรู้ว่าเราวิ่งเพื่อใคร 

จากวิ่งได้สองนาที แล้วพัก ขยับมาเป็น สาม ห้า แปด จนข้ามมาสิบห้านาทีต่อเนื่อง มองดูพัฒนาการ กอรปกับอ่านหนังสือเพิ่มบันดาลใจในการวิ่งของพี่เอ๋ ทำให้เราเริ่มมองเห็นภาพตัวเองชัดขึ้น ภาพที่เราวิ่งผ่านเส้นชัยที่มองไม่เห็น ภาพกำแพงขีดจำกัดของตัวเองที่ถูกทุบทำลายไปทีละขั้น ด้วยสองเท้าของเราที่ก้าวไปทีละก้าว มันสวยงาม พองโต และรู้สึกดี 

ความรู้สึกหอมหวานที่เราไขว่คว้าได้ด้วยตัวเอง 
มันจะมีะไรเป็นสุขมากกว่านี้


3
ผมลาออกจากงานประจำมาได้ปีกว่า ๆ สาเหตุหลักคือการได้อยู่กับครอบครัว ไม่อยากเดินทาง ไม่อยากห่างไกล ตื่นมาเพื่อรับส่งเด็กน้อย เย็นย่ำอยู่กินข้าวกันครบทุกคน หลังคำนวนดีแล้วว่าอาชีพขายของตลาด สามารถเลี้ยงชีพเราได้ จึงตัดสินใจออกมาช่วยเธอ 

จากขายของแค่ในตลาดเช้า เพิ่มจุดขายตามตลาดนัดช่วงเย็น อาทิตย์หนึ่งสักสามสี่ที่ ให้พอเหลือเวลาพาลูกไปเที่ยวเล่นบ้าง บาลานซ์ชีวิตกับการงานตามสูตรสำเร็จที่เรียนรู้มาจากตำราสอนการใช้ชีวิต รวมทั้งสังเกตจากการเอาตัวรอดของคนรอบข้าง ตั้งเป้าคือความสุข และวางแผนเพื่ออนาคตอย่างรัดกุม

แต่ความจริงเส้นทางสายกลางที่เรียกว่าบาลานซ์มันไม่มีจริง 

เมื่อคุณเริ่มลงมือทำอะไร ใจคุณก็จะถ่ายเทไปทางนั้น โน้มเอียงไปยังเป้าหมายที่คุณตั้ง เส้นทางไปจะใหญ่ขึ้น คุณมีแรงเท่าไหร่ คุณก็จะใส่ไปไม่ยั้ง

'สมบัติอยู่ที่ไหน หัวใจอยู่ที่นั้น' โคว้ตสำคัญจากหนังสือขุมทรัพย์สุดปลายฟ้า อธิบายมนุษย์ชัดเจน

4เธอไม่พูดอะไร พลางก้มหน้าก้มตาเก็บของเข้ากล่องพลาสติก หากโปรยฝนพรมไปมากกว่านี้ เสื้อผ้าที่สร้างรายได้เลี้ยงปากท้องเราคงเสียหายได้ ผมรีบเข้าไปช่วยเธอเก็บ เหยียบคำพูดที่แสดงถึงความดีใจกับเป้าหมายที่พึ่งคว้ามาได้ให้อยู่ใต้รองเท้า 

พ่อค้าแม่ค้าวุ่นวายกับการเก็บของ ผู้คนเดินไปมายกมือขึ้นบังสายฝน บ้างเร่งฝีเท้ากลับไปรถที่จอดอยู่ด้านนอกตลาดนัด ผมบอกให้เธอไปอยู่ในเต็นท์ของร้านข้าง ๆ ที่เหลือเดี๋ยวจัดการเอง

เธอเดินโดยไม่มีคำพูดหลุดออกมา 
ผมรู้ว่าเธอคิดอะไร 
เหมือนที่รู้ตัวเองว่าว่าผมกำลังทำอะไร 

แต่ที่ไม่รู้ว่าต่อไปนี้จะเลือกอะไร 
ระหว่างปากท้องหรือความฝันอันใหม่ที่ผุดขึ้นมาเมื่อไม่นาน

ระหว่างเก็บของผมก็คิดถึงสิ่งที่ผมกำลังทำ เป้าหมายที่ตั้งใหม่ สอดคล้องกับจุดหมายของชีวิตหรือไม่ เส้นแบ่งแห่งความพอดีอยู่ตรงไหน 

ผมยกลังทั้งหมดมากองรวมไว้ คลุมด้วยแผ่นพลาสติก แน่นหนา เมื่อแนใจว่าไม่มีน้ำเล็ดรอดเข้าไปได้จึงเดินไปยืนข้างเธอ "ฝนตกไม่หนักมากไม่ต้องเป็นห่วง ไม่เกินครึ่งชั่วโมงน่าจะพอเอาออกมาเรียงขายต่อได้" ผมเอ่ยลอย ๆ

เธอเอาผ้าเช็ดหน้าคราบน้ำบนใบหน้าอีกครั้ง 
คราบผมอยากให้เป็นน้ำฝน

5
"อย่าไปไหนไกลนะ กลัวฝนตก" เธอบอกไว้ก่อนผมออกไปวิ่ง ย้อนกลับมาทำให้ใจผมสั่นอีกครั้ง 

เมื่อชั่วโมงก่อน หยาดเหงื่อผมผุดออกมาหลังจากวิ่งผ่านไปสิบกว่านาที พร้อมกับหยาดรินของฝน ผมคำนวนว่าไม่หนักมาก พลาสติกแผ่นใหญ่ที่ใช้ทำหลังคาร้านน่าจะเอาอยู่ ขอวิ่งต่ออีกหน่อยตามตารางที่วางไว้ มั่นใจว่าหากฝนหนักกว่านี้เราจะกลับไปทัน ขอใช้เวลากับสิ่งนี้อีกหน่อย 

จนกระทั่งพิชิตเป้าหมายได้สำเร็จ สำหรับคนที่วิ่งไกลสุดสองรอบสนามฟุตบอลแล้ว มันคือเส้นชัยที่แลกมาด้วยอะไรหลายอย่าง และมันก็ตอบแทนกลับมาอย่างล้นพ้น ปลื้มปิติ ผมรีบกลับไปบอกข่าวดี

ก่อนมาพบความจริงที่ว่า 
การมอบคุณค่าของแต่ละคนไม่เท่ากัน 
ความสำคัญที่ให้ในแต่ละอย่างต่างกันสิ้นเชิง
 
ผมมองว่าฝนตกเป็นเรื่องเล็ก 
ในขณะที่ความปลอดภัยของสินค้าเป็นเรื่องใหญ่สำหรับเธอ 

เหมือนนักกายกรรมเดินบนเส้นลวดที่ขึงระหว่างตึกสูง เส้นเเบ่งของความพอดีแกว่งไปมา ลมพัดไม่หยุด เสียงกู่ก้องกรีดร้องและเชียร์ดังไม่ขาดสาย ผู้ที่ยืนบนเส้นโชคชะตานั้นพร้อมจะเสียสมาธิและพลัดร่วงลงไปตายได้เสมอ ในขณะที่เราคิดว่าเราทรงตัวไหว แต่ในความรู้สึกของอีกคนกลับไม่ใช่ 

6
ในขณะที่เรามุ่งขยายความฝันให้ใหญ่
เราอาจหลงลืมว่าคนข้างกายสำคัญกว่า


คำพูดที่อยู่ดี ๆ ก็ผลิขึ้นมารบกวนตลอดเวลาที่ยืนข้างเธอขณะรอฝนหยุด 

ความปลาบปลื้มในจิตใจจางหาย สายฝนเปลี่ยนเป็นฟ้าสีแดงแดดของพลบค่ำ นีออนที่ติดบนสายไฟทั่วตลาดเริ่มส่องสว่าง เราทั้งคู่เริ่มจัดของอีกครั้ง ลูกค้าเริ่มกลับมา พ่อค้าแม่ค้าตั้งร้านใหม่ เพลงจากเครื่องเสียงปลุกบรรยากาศตลาด ถนนลาดยางแห้งด้วยย่างก้าวมากมายของผู้คน บนใบหน้าเธอ... คราบน้ำฝนแห้งได้ด้วยความหวัง และความฝันของผมหดเล็กลงด้วยความจริง

มารู้ทีหลังว่าเธอเก็บตั้ง ๆ ของขายมาแล้วหลายครั้งก่อนผมกลับมา เพราะไม่แน่ใจว่าฝนจะเทลงมาแรงแค่ไหน ในชีวิตของผมเช่นกัน มีกิจกรรมมากมายเวียนเข้ามาให้ทำและตั้งเป้าหมายหลายครั้ง ก่อนเลือนหายไป ปีก่อนปั่นจักรยาน ก่อนหน้าก็เวทเทรนนิ่ง ยังไม่นับรวมตอนหัดเขียนบทความ และช่วงที่อ่านหนังสือเป็นบ้าเป็นบอ ซึ่งแต่ละครั้ง ก็มีความฝันใหม่ ๆ ขึ้นมา ทุ่มเทเวลาจนลืมความสำคัญของเธอเสมอ แต่ครั้งนี้ต่างไปตรงที่ก่อนหน้าผมยังมีงานประจำทำ มีรายได้สำรองแน่นอน ตอนนี้ไม่มีอะไรรับประกันว่าจะมีรายได้เท่าไหร่ ผมกลับทำอะไรที่ไม่เข้าท่าเหมือนเดิม

 

7"กินข้าวไหม" เธอถามหลังเรากลับมาขายของได้ ฟ้าหลังฝนและความห่วงใยของเธอทำให้สดชื้นได้เสมอ 

"เอาสิ" ผมตอบ แล้วเราก็ทำราวกับก่อนหน้าไม่มีอะไรเกิดขึ้น เราโตมากกว่าจะมาย้อนท้าวสิ่งไม่ดีมาโต้ตอบให้เสียอารมณ์ เราข่มความรู้สึกไม่ดีได้พอควร แต่ลึก ๆ ผมก็เชื่อว่า อาการเหล่านี้บรรเทาความรู้สึกให้เพียงแค่หายปวด ไม่ได้ทำให้หายป่วย หากเป็นบ่อยมากอาจเหมือนลมที่อัดเข้าในลูกโป่ง และจะมีสักวันที่มันแตกกระจาย และก่อนมันจะขยายออกไปเกินควรคุม ผมคงต้องทำอะไรสักอย่าง

อาจเป็นการที่ต้องตัดสินใจเลือก 
ระหว่างสิ่งที่หวัง กับความจำเป็นที่ต้องทำ...


หากเราตัดไม่ได้ว่าจะเลือกทำอะไร ให้ย้อนกลับไปจุดเริ่มต้น ว่าเรามาอยู่ตรงนี้เพราะอะไร

เราเลือกที่จะทิ้งหลายอย่างมาอยู่กับครอบครัว แต่อยู่ ๆ จะหันไปทำสิ่งอื่นนอกเหนือจากที่ตั้งใจก็คงไม่ใช่ 


8
สามวันต่อมาผมไม่ได้ไปวิ่ง อ้างว่าเจ็บขอพักก่อน 

เธอยิ้มแล้วบอกว่า ไม่ใช่เรื่องใหญ่ขนาดนั้น เราไม่จำเป็นต้องทิ้งสิ่งหนึ่งเพ่ื่อสิ่งหนึ่งก็ได้ แต่หาทางที่จะทำมันให้สมดุลย์ มีลำดับ จำเป็น ต้องการ ขาดไม่ได้ ไล่เรียงไปเป็นงานเสริม กิจกรรม จัดลำดับให้ได้ 

เหมือนการกินข้าวกับอ่านหนังสือ ไม่กินก็ตาย ไม่ได้อ่านก็ไร้ความรู้ แต่ก็ไม่ทีคนห้ามไม่่ให้อ่านไปด้วยกินไปด้วย หากอยากวิ่งอยากทำสิ่งที่ชอบ ให้ได้ตามความหวัง ก็ต้องเข้าใจว่าสิ่งไหนสำคัญที่สุด 

ผมถอนหายใจ และพยายามนึกให้ออกว่าอะไรดีที่สุดสำหรับเราและครอบครัว นึกถึงโถแก้วที่ใส่ก้อนหินไว้ภายใน เปรียบเหมือนสิ่งสำคัญในชีวิต แต่แม่เราจะมีสิ่งที่ต้องทำมากมาย แต่ในโถแก้วนั้นก็ยังเป็นไปด้วยช่องว่าง หากเราเติมเศษทรายที่คล้ายกิจกรรมเสริมของชีวิตลงไป ให้เวลาค่อย ๆ ทำให้ทรายเหล่านั้นเข้าไปอุดช่องว่าง ไม่นานโถใบนั้นจะเต็ม และชีวิตเราอาจเรียกได้ว่าสมบูรณ์ พอดี

ไม่จำเป็นต้องเลือก แต่ควรจัดสรร 
ไม่จำเป็นต้องทิ้ง แต่ใช้ให้เป็น


9
เสียงแอปฯ เตือนว่าผมวิ่งมาแล้วแปดกิโลเมตร ในเพชเต่าเดิน ท้องฟ้าครึ้มเหมือนล้อเล่นให้ผมคิดว่าจะเลือกทำอะไร 

กลับไปอยู่เป็นเพื่อนเธอ 
หรือวิ่งให้ได้ตามที่ตั้งใจ 

ระหว่างที่นึก ขาก็ยังก้าว 
ถ้าต้องเลือกจะเลือกอะไร
ในโลกที่ไม่มีความสมดุลย์ที่สมบูรณ์ 

ผมเลือกวิ่ง


วิ่งกลับไปหาเธอ... 

#Runme




SHARE
Written in this book
Run
Writer
imonkey7
ขี้เกียจ
มีเรื่องมากมายจะเขียนแต่ก็เขียนไม่เสร็จ Blog : https://imonkey.blog/ และ https://bookster.blog/

Comments

deux
3 months ago
เหมือนกำลังอ่านเรื่องของตัวเอง..
Reply
imonkey7
3 months ago
ชีวิต Loser ฮา
Precipitation
3 months ago
การวิ่งมันดีมากจริงๆค่ะ 🤗
Reply
imonkey7
3 months ago
^^
CallmeJah
3 months ago
อยากวิ่ง อยากผอม อยากสุขภาพดี มันไม่มีช้อยด์อะไรที่ให้ไม่วิ่ง แต่ติดความขี้เกียจนี่ละคะ ...อ้วนต่อไป😁
Reply
imonkey7
3 months ago
ออกเดินก่อนฮะ ผมก็หลายเดือนกว่าจะเริ่ม