ศิลปินกับแฟนคลับ
1

คุณเป็นแฟนคลับของอะไรบ้างไหมคะ?
จะนักร้อง แบรนด์เสื้อผ้า ร้านชานมไข่มุก 
แบรนด์เครื่องสำอาง ดารา สโมสรฟุตบอล 
ยี่ห้ออุปกรณ์กีฬา เซเล็บ นักพูด หรือนักเขียนก็ได้


...เราอาจซื้อผลไม้จากคุณลุงรถเข็นหน้าออฟฟิศทุกเที่ยง 
แต่เวลาจะซื้อผลไม้แสนสวยสุดอร่อยไปสวัสดีผู้ใหญ่ที่เราเคารพ 
เราก็จะตรงไปซื้อที่ร้าน XX ทุกที เป็นแบบนี้มาหลายปีแล้ว
 
ถ้าอย่างนั้น เราจัดเป็นแฟนของคุณลุงผลไม้รถเข็น 
หรือเรานับเป็นแฟนคลับของร้านผลไม้สุดวิจิตรรึเปล่านะ? 


2

ในทางฟุตบอล เราได้ยินเขาใช้คำว่า “แฟนบอล” กับ “แฟนคลับ” ค่ะ
แฟนบอล คือ คนชอบดูบอลเพื่อดูบอล อาจดูฟรีหรือเสียเงินไปดูก็ได้
แต่ แฟนคลับ คือ คนที่จิตใจผูกโยงกับนักบอลหรือสโมสรใดสโมสรหนึ่ง ยินดีจ่ายเพื่อสนับสนุนกิจกรรม และรู้สึกตนเองเป็นส่วนหนึ่งของสโมสรนั้น ทั้งนี้ ผลงานเตะไม่เกี่ยวข้องกับความชอบ ไม่จำเป็นว่าสโมรสรที่เชียร์จะต้องเป็นแชมป์ของฤดูกาล ในฐานะแฟนคลับ คุณดู ติดตาม เชียร์ และสนับสนุนด้วยเหตุผลที่ลึกลงไปกว่านั้น ใจของคุณผูกติดกับการตัดสินใจของผู้บริหารสโมสร ข่าวการบาดเจ็บของนักกีฬา วิพากษ์วิจารณ์การตัดสินใจการซื้อตัวนักเตะที่ไม่คุ้มเงินลงทุน และยินดีทุกครั้งเมื่อได้ยินว่าสโมสรของคุณทำเรื่องดีๆ ให้ชุมชนมากมายขนาดไหน ไม่ว่าจะบริจาคเงินให้โรงพยาบาล ค่ายนักเตะเยาวชน หรือมอบทุนการศึกษาให้เด็กยากไร้

มันไม่ใช่แค่เรื่อง “บอล” มันเป็นเรื่อง “ความรู้สึกร่วม


กรณีคนไม่ได้เป็นแฟนกีฬา มาทำความเข้าใจง่ายๆ จาก BNK48 กันค่ะ

ความรู้สึกร่วมในเส้นทางที่คนๆ หนึ่งก้าวเดิน เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เราอดเอาใจช่วยเขาไม่ได้ 
กรณีนี้ สาวๆ 48Group เป็นตัวอย่างได้ดี เพราะมีสาวๆ ที่ไม่ได้สวยน่ารักตามมาตรฐานสังคม ไม่ได้ร้องเพลงเก่ง เต้นเก่ง ไม่ใช่สายตลก และก็อาจจะพูดไม่เก่งด้วย แต่น้องก็ยังพยายาม และคนดูรู้สึกถึงความพยายาม

พอได้เห็นถึงความพยายามแบบนั้น มันก็จะมีคนที่เฉยๆ กับคนที่มีความรู้สึกร่วม 
คนที่มีความรู้สึกร่วม... สามารถพัฒนาไปเป็นแฟนคลับได้ค่ะ

แน่นอนว่าบางคนก็อาจติดตามน้องบ้าง ฟังเพลง ดูรูปในไอจี ดูหนังดูละครบ้าง มีติดตามสมาชิกบางคนเป็นพิเศษ แต่ก็ไม่ได้เหนียวแน่นขนาดเป็น “โอตะ” ไม่ไปงานจับมือ ไม่ได้ตามซื้อสินค้า ไม่ได้ไปคาเฟ่หรือเธียเตอร์ ไม่ได้มีการเตรียมการแฮปปีเบิร์ทเดย์เด็กๆ แต่ก็ยินดีเมื่อได้ยินเรื่องราวดีๆ ของพวกเธอ หรือชื่นชมเสมอกับความพยายามทุกวันของน้องๆ

พูดง่ายๆ ว่า นั่นคือ “แฟนเพลง” แต่ไม่ใช่ “แฟนคลับ”


เช่นเดียวกับการเชียร์บอลที่ไม่ได้ตัดสินกันที่ผลงานนักเตะ 
คนเป็นแฟนคลับนักร้องก็ไม่ได้แปลว่าต้องชอบผลงานทุกอย่างของศิลปิน 
เพลงบางเพลงไม่ชอบก็มี MV บางตัวก็ไม่ชอบเอามากๆ 
เพราะความชอบเหล่านี้ก็ขึ้นอยู่กับรสนิยม 
คนเป็นแม่ยกหรือแฟนคลับนักแสดงก็คงเป็นอยู่บ่อยๆ ที่ละครบางเรื่อง บทมันช่างไม่ส่งดาราของชั้นเอาเสียเลย แต่งหน้าทำผมคือพัง และชุดนี่คือทำร้ายกันสุดๆ

จะเห็นว่า มันไม่ใช่เรื่องผลงานเสียทีเดียว มันเป็นเรื่อง “ความรู้สึกร่วม”



3

ทุกวันนี้ เราฟังเพลงผ่านระบบสตรีมมิ่งค่ะ 
ระบบนี้ทำให้เพลงเข้าถึงคนฟังง่าย และในฐาะคนฟัง ก็เสียเงินน้อยมากเมื่อเทียบกับสมัยก่อน
ฟังดูเหมือนจะดีในแง่คนฟัง เราเองก็เป็นคนชอบฟังเพลง ดังนั้น การได้ฟังเพลงของนักร้องคนโปรดตั้งแต่อัลบั้มแรกจนถึงซิงเกิ้ลล่าสุดด้วยคุณภาพเสียงดีงาม เป็นความสุขของเราอย่างหนึ่ง (น้องๆ คงไม่เข้าใจความเศร้าของอาการเทปยาน วิทยุกินเทป หรือซีดีเป็นรอยจนฟังไม่ได้สินะ...)

สำหรับนักร้องที่เราติดตามผลงานมานานอย่างเหนียวแน่น ถ้ามีการปล่อยซิงเกิ้ลใหม่ เราจะรู้ทันที และได้ฟังเพลงนั้นหลังจากปล่อยออกมาไม่เกิน 4 ชั่วโมง หรือช้าสุดก็ไม่เกิน 3 วัน

หลังจากนั้นก็รอดู MV คอยตามดูไลฟ์ที่นักร้องเหล่านั้นไปขึ้นแสดง รอดูรายการทอล์คโชว์/เกมโชว์ที่แต่ละคนจะไปออก 

พฤติกรรมการตามนักร้องคนโปรดของเราเป็นประมาณนี้ และเราพบว่าพฤติกรรมการฟังเพลงของเราไม่ต่างกันไม่ว่านักร้องคนนั้นจะมาจากฝั่ง UK, US, เกาหลี หรือญี่ปุ่น เรารับรู้ว่านักร้องคนโปรดออกซิงเกิ้ลใหม่จาก youtube และ apple music ตรงเพลย์ลิสต์แนะนำเพลงใหม่

แล้วถ้าไม่ใช่นักร้องดังล่ะ?

เราเป็นพวกชอบหาผลงานของนักร้องใหม่มาฟัง ไม่ก็นักร้องจากค่ายเล็กๆ 
นักร้องเหล่านี้จะมีเสน่ห์และความดิบบางอย่าง 
เรื่องความร้องเก่ง คนเดี๋ยวนี้ก็ร้องเก่งกันอยู่แล้ว 
และเวลาเจอนักร้องที่คนทั่วไปไม่รู้จักแต่เพลงเพราะมากกก 
เราจะมีความ proud เล็กๆ ค่ะ ประมาณว่าค้นเจอสมบัติในพงหญ้า :-)



แต่สำหรับเพลงไทย เราไม่ได้รู้จักเพลงใหม่จากวิธีการที่ว่ามาเลยค่ะ 
นั่นทำให้รู้สึกเป็นห่วงนักร้องหน้าใหม่ของไทยขึ้นมามากเลยทีเดียว 

ตอนยังเด็ก เราอาจอัพเดทเพลงใหม่จากการฟังเพลงฮิตติดชาร์ทหรือคุยกับเพื่อนๆ ว่าฟังอะไรกันอยู่ แต่ทุกวันนี้ไม่ใช่แบบนั้น 
นักร้องหน้าใหม่ที่ยังไม่มีผลงานมากนัก จะพาตัวเองออกมาให้เป็นที่รู้จักของคนทั่วไปได้ยังไงกันล่ะนี่?

โอกาสที่เราเดินเลือกซื้อเสื้อผ้าในร้านในห้างแล้วได้ยินเพลงเพราะติดหู จนต้องไปเสิร์ชหามันก็พอมีอยู่ (รู้จักน้อง wonderframe จากวิธีนี้ ถึงได้รู้ว่าน้องคือ เฟรม the star)

โอกาสที่นั่งรถเพื่อนแล้วได้ฟังเพลงในคอลเล็คชั่นของเพื่อนก็พอมีบ้าง (ที่รู้จัก The Toys ก็เพราะแบบนี้... เพราะ Grab ทุกคันที่นั่งเปิดเพลง The Toys)

โอกาสที่ดูรายการแข่งร้องเพลงแล้วรู้สึกว่าเพลงเพราะดีจนไปหาต้นฉบับมาฟังหรือติดตามนักร้องคนนั้นก็มีอยู่ (เช่น น้องวี วิโอเล็ต)

คนอื่นๆ อาจจะรู้จักเพลงจากวิธีอื่นๆ เช่น ไปทานอาหาร ไปดื่ม แล้วได้ฟังเพลงเพราะๆ สำหรับเรา กรณีนี้ไม่ค่อยได้ผลค่ะ เพราะเสียงรบกวนมันดังเกินไปเกินกว่าจะตั้งใจฟังเพลงได้ ถ้ามีอะไรรบกวนมากเกินไป จะฟังไม่รู้เรื่องเลย


4

ที่คุยเรื่องวงการเพลงมานาน 
ก็เพราะว่า เรารู้สึกว่าวงการเพลงเหมือนวงการหนังสือมากเลยทีเดียว

สำหรับศิลปินหน้าใหม่ ในวันนี้ จะให้เดินดุ่มไปที่ค่ายเพลง ขายเพลงให้ผ่าน แล้วรอให้ค่ายเพลงเป็นคนตัดสินใจเบ็ดเสร็จทำทุกอย่างหลังจากนั้นให้... เราว่ามันไม่เป็นอย่างนั้นอีกต่อไป 
คุณต้องมีของดีในระดับที่แค่ขัดเกลาเล็กน้อยก็สามารถขายได้

นักร้องไม่ได้เป็นสินค้าที่รอให้ค่ายเป็นคนขายอีกแล้ว 
แต่นักร้องเป็นทั้งผู้สร้างสรรค์ผลงาน สินค้า และพนักงานขายเองในตัวด้วย

ถ้ามองในแง่ผู้บริหารค่าย เราว่าทุกคนก็ต้องช่วยกันเพื่อทำให้ทุกคนอยู่ได้ นั่นอาจเป็นเหตุผลก็ได้ที่เราเห็นผู้บริหารค่ายเพลงเกาหลีลงมาคลุกคลีกับศิลปินในค่ายในลักษณะที่ทุกคนเข้าถึง เอื้อมถึง และแสดงความเห็นได้


ที่บอกว่าวงการเพลงเหมือนวงการหนังสือ คือ เราคิดว่าค่ายเพลง มีบทบาทใกล้เคียงกับสำนักพิมพ์มาก และช่องทางเผยแพร่ผลงานบนอินเตอร์เน็ตมีมากขึ้นมาก แต่ท่ามกลางทะเลข้อมูลเหล่านั้น คนจะ “เห็น” เราได้ยังไงกันล่ะ?

นักการตลาดบางคนอาจใช้เทคนิคแบบกำปั้นทุบดินคือ ซื้อยอดไลค์ 
มันมีขายทั่วไปเลย อยากได้ 1,000 ไลค์ 10,000 ไลค์ มีขายอยู่แล้ว

ด้วยเหตุนี้ เจ้าของ content ช่วงหลายปีหลังมานี้เลยสนใจที่ engagement มากกว่า ส่วนหนึ่งก็เพราะการ share ต้องใช้ความพยายามมากกว่า like, การเขียน comment ก็ใช้ความพยายามมากกว่า like (แต่ก็มีคนขายคอมเม้นต์นะคะ คำโฆษณาของคนขายคอมเม้นต์คือ 50 คอมเม้นต์จาก 50 user คิดคำให้แนบเนียนได้ค่ะ...) หรือดู conversion rate คือดูจำนวน ดูสัดส่วนว่าคนที่มากดไลค์หรือจำนวนยอดวิว เปลี่ยนเป็นลูกค้าที่จ่ายเงินซื้อสินค้าหรือบริการจริงๆ เท่าไร






เมื่อวาน คุณเพื่อนสาวส่งข้อความมาบอกว่ามีสำนักพิมพ์นิยายปิดตัวไปอีก 2 สำนักพิมพ์แล้วนะ

ทุกครั้งที่ฟังเรื่องการปิดตัวลง ไม่ว่าจะร้านหนังสือ นิตยสาร หรือสำนักพิมพ์ เราก็เศร้าใจทั้งนั้นค่ะ ไม่ว่าเราจะเป็นลูกค้าของเค้าหรือไม่ก็ตาม

รอบที่ไปสัปดาห์หนังสือเดือนตุลาคมที่ผ่านมา เราค่อนข้างเจ็บปวดทีเดียวตอนไปเดินตามหาบู้ทของสำนักพิมพ์ openworlds 
เราเดินครบทุกซอยในแพลนารีฮอล 
เราไล่ดูรายชื่อสำนักพิมพ์ที่มาออกบู้ทในแผนที่จัดงาน 
และสุดท้ายเราก็เข้ากูเกิลไปตามหาว่าสำนักพิมพ์นี้ รอบนี้จัดบู้ทอยู่ตรงไหน 
เพียงเพื่อจะพบว่า สำนักพิมพ์ประกาศปิดตัวลงไปแล้วเมื่อหน้าร้อนที่ผ่านมา

มันโหวงอยู่ในอกเลยนะคะเมื่อค้นพบว่าสำนักพิมพ์ที่เราชอบเค้าหายไป

ผลงานของ openworlds เป็นงาน non-fiction คัดสรร แปลอย่างดี ปกดี รูปเล่มสวย ระดับการใช้ภาษาในเล่มคือเนี้ยบมาก หนังสือของ openworlds ทุกเล่มคือดีมาก อาจจะอ่านไม่ง่าย แต่ถ้าได้อ่านก็จะรู้ว่าเนื้อหาดีและล้ำสมัย

นักเขียน บ.ก. นักแปล คนตรวจปรู๊ฟ กราฟฟิค พนักงานบัญชี แม่บ้าน ยาม ต่างต้องเลี้ยงชีพ 
การปิดสำนักพิมพ์หนึ่งกระทบชีวิตคนไม่ใช่แค่ 10-20 คนในกองหรือในสำนักพิมพ์ แต่รวมไปถึงครอบครัวของพวกเขา




6

มันมีการแสดงออกอย่างสร้างสรรค์อยู่มากมายเพื่อจะแสดงออกถึงความชื่นชมศิลปินที่เราชื่นชอบ
การแสดงออกหลายอย่างก็สนับสนุนศิลปินได้ดีมากโดยแทบไม่ต้องใช้เงินเลย
เช่น กดไลค์, กดเลิฟ, เขียนคอมเม้นต์, แชร์ผลงานศิลปินลงใน FB, เขียนรีวิว, วาดภาพ, แต่งแฟนฟิค, เต้น cover, ร้อง cover, แปลเพลง ฯลฯ

เราชอบงานศิลปะ 
ชอบอ่านงานเขียนดีๆ 
ฟังเพลงเพราะๆ 
และชื่นชมภาพสวยๆ 
และคิดว่าทุกคนก็คงชอบเหมือนกัน

ศตวรรษใหม่เดินทางมาเกือบครบ 20 ปีแล้ว คนยุคนี้คงรู้ดีอยู่แล้วว่าโหลด mp3 หรือสแกนหนังสือแจกเป็นไฟล์ pdf เค้าไม่ได้ถือว่าเป็นคนใจดีมีน้ำใจแบ่งปันสิ่งดีๆ แก่เพื่อนมนุษย์ แต่มันเป็นการละเมิดกฎหมายลิขสิทธิ์ เช่นเดียวกันกับการเอาภาพวาดภาพถ่ายที่ศิลปินโพสต์ในอินเตอร์เน็ทไปใช้งานเชิงพาณิชย์โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของ มันทำแบบนั้นไม่ได้นะคะ


ความเป็นจริงก็คือ เราไม่จำเป็นต้องครอบครองทุกสิ่งทุกอย่างของศิลปินที่เราชื่นชอบก็ได้นะ

ศิลปินเองถ้ารู้ว่าคุณต้องลำบากมากเกินไปเพื่อทำเพื่อเค้า เค้าไม่น่าจะดีใจหรอก 
ทำเท่าที่กำลังและฐานะของคุณทำไหว 
ไว้รอจนวันที่คุณมีกำลังและฐานะดีกว่านี้ ค่อยทำให้มากกว่านี้ก็ยังไม่สายเกินไปหรอก

เรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์ไม่ใช่แค่ผิดกฎหมาย แต่มันกระทบโดยตรงถึงเรื่องการเลี้ยงชีพของผู้สร้างสรรค์ผลงานและทีมงานที่ช่วยสร้างสรรค์และช่วยเผยแพร่ผลงานออกมา ถ้าคนเหล่านี้เค้าเลี้ยงชีพไม่ได้ สุดท้ายเค้าก็ต้องเดินจากวงการนี้ไป และเราเองนี่ล่ะที่จะไม่มีผลงานดีๆ ให้ชม ให้ฟัง ให้เสพย์อีก

เราชอบตรรกะของ BNK48 นะคะ “ก็ชอบให้รู้ว่าชอบ” 
ถ้าวันนี้รักใครชอบใคร ก็สนับสนุนและเป็นกำลังใจให้เขาเถอะค่ะ เพื่อที่เราทุกคนจะได้มีผลงานดีๆ ไว้ให้เสพย์ไปได้อีกนานๆ




สำหรับศิลปินและผู้สร้างสรรค์ผลงาน 
เท่าที่เราหาข้อมูลมา Longevity คือคำตอบค่ะ 

แปลว่า ให้อยู่ในอุตสาหกรรมให้นานพอ ผลิตผลงานที่มีคุณภาพออกมาอย่างสม่ำเสมอ รู้ว่าแฟนคลับของคุณคือใคร ศึกษาวิธีการทำตลาดด้วย และข้อสำคัญ อย่าลืมเหตุผลในการเริ่มต้นของตัวเอง

รสนิยมคนเราต่างกัน ผู้คนต่างจิตต่างใจ การที่พบเจอคนกลุ่มหนึ่งที่ชื่นชม ชื่นชอบ และมีความเชื่อเช่นเดียวกันกับสิ่งที่เราเชื่อ มันเยี่ยมไปเลยนะคะ

แด่ศิลปินและนักสร้างสรรค์ผลงานทุกท่าน 
ขอให้ทุกคนพบเจอคนกลุ่มนั้นของตัวเองค่ะ :-)


Happy creating!
สุขสันต์เดือนธันวา ขอให้มีความสุขกับช่วงเทศกาลที่กำลังจะมาถึง 
อากาศแปรปรวนมาก ดูแลสุขภาพทุกคนนะคะ



-nananatte
12.12.2018

ป.ล. เราไม่ใช่กูรูการตลาด แค่แบ่งปันในฐานะผู้บริโภค 
ยินดีรับฟังคำแนะนำและข้อเสนอแนะจากทุกท่านเพื่อเรียนรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์นะคะ :-)


อ่านเพิ่มเติมค่ะ: 
Main Stand - ถอดวิธีคิดแบบ "วิชัย ศรีวัฒนประภา" ที่สโมสรฟุตบอลไทยน่าศึกษา
https://bit.ly/2Bizt9H
SHARE
Written in this book
what i've learned this year...
บันทึกข้อคิดจิปาถะที่เราค่อยๆ เรียนรู้ไปทีละนิด
Writer
nananatte
storyteller
คนทั่วไปที่ใช้ชีวิตเรียบๆ ในเมืองเล็กๆ ชอบแมว เครื่องเขียน และอเมริกาโน จัด sit down and write podcast รีวิวหนังสือใน goodreads เขียนโพสต์ใน storylog และลงนิยายใน fictionlog กับ readawrite

Comments

Origamidollx
10 months ago
ชอบจังคะ อ่านแล้วมีกำลังใจ ทำให้คน ใจเสียสับสนดีขึ้น
Reply
nananatte
10 months ago
หายใจเข้าลึกๆ
มาพยายามด้วยกันค่ะ! :-)
Kodpeak
10 months ago
ผมก็มีแฟนคลับเหมือนกัน-.-
Reply
nananatte
10 months ago
ก็ต้องค่อยๆ ขยับขยายแหล่ะเนอะ
ขอบคุณที่ทักทายค่ะ :-)