2018 หึหึ ปีที่ผมรัก
กำลังจะหมดไปแล้วสินะ 2018 ปีที่เล่นผมซะอ่วม

ในชีวิตคนเราจะมีสักกี่ครั้งกี่หนที่ผลลัพธ์ของมันจะกระทบตัวตนของบุคคลๆหนึ่งได้
ว่ากันว่า ในชีวิตคนหนึ่งจะมีวิกฤตสักสามครั้งที่หล่อหลอมตัวตนเราขึ้นมา
หนึ่งคือเมื่อวัยเด็ก คือความไม่มั่นคงจากครอบครัว
สองคือเมื่อวัยรุ่น คือความไม่มั่นคงจากสังคม
และสามคือ เมื่อแรกเข้าวัยผู้ใหญ่ คือ ความไม่มั่นคงจากโลกภายนอก 
เมื่อความรับผิดชอบแห่งการเป็นผู้ใหญ่ถาโถมเข้าหาเราสุดกำลัง
และเรื่องนี้คือไอ้อย่างที่สามของผมครับ
 
ประมาณเมษายนที่ผ่านมา ผมตัดสินใจเข้ามารับผิดชอบกิจการกงสีของครอบครัว
ที่จะล้มแหล่มิล้มแหล่ ภายในการให้คำปรึกษา(เชิงควบคุม)ของผู้ใหญ่
ผ่านไปสองสามเดือน แล้วมันก็ล้มซะจริงๆครับ
เกือบสิบปีที่ มันน่าจะไปไม่ไหวมาตลอด แต่เราก็ทู่ซี้ยื้อมันไว้
มันก็ถึงเวลาที่คงต้องยอมรับความจริงซะที
ตอนนี้ สภาพคล่องเราพ่ายแพ้อย่างสิ้นเชิง โถ ปัญหาแสนคลาสสิค
สินทรัพย์มากกว่าหนี้สิน แถมดันขายยากซะด้วยสิ

เราตัดสินใจให้คนอื่นเช่าโรงงานแทนการดำเนินกิจการเอง
แล้วทยอยชำระ เงินชดเชยจากการเลิกจ้างพนักงาน และหนี้สินทางธุรกิจไปจนถึงกลางปีหน้า
กระนั้น แรงกดดันจากภาระหนี้สินต่อเดือนและความหน้าใหม่ในวงการของผู้เช่า
ก็ทำให้เราเช่าได้ไม่เป็นสุขเอาซะเลยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา
เรียกได้ว่า ให้เช่าแบบร้อนๆหนาวๆ

เมื่อการเช่าผ่านไปได้อีกสองเดือน
ก็มีจดหมายที่น่ารักฉบับหนึ่งจากอบต. แจ้งว่า พื้นที่เรารุกล้ำทางน้ำสาธารณะ
โอละพ่อ ในโฉนดก็มีระบุไว้ชัดเจน 
แต่เราก็ดันสร้างเครื่องจักรชิ้นหลักทับมันไปตรงนั้นมาหลายสิบปี
เราจึงต้องทำเรื่องผ่อนผันไปตามประสา
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น จิตใจที่กระสับกระส่ายของทีมบริหารของเราก็ใคร่จะอดรนทนไม่ได้
มองว่าเรื่องนี้จะมาส่งผลต่อระยะเวลาเช่าในท้ายที่สุด

ตอนนี้เราก็กำลังอยู่ในสถานะที่อยากจะให้เช่า แต่ก็กลัวความเสี่ยงซะเหลือเกิน
จะขายสินทรัพย์ออก ก็ดันกระทบคนหมู่มากของกงสีที่อาศัยอยู่
แถมมูลค่ามหาศาล(พอๆกับหนี้) มันก็ใช่ว่าจะขายกันได้ง่ายๆซะด้วย

ทั้งนี้ทั้งนั้นปัจจัยหนึ่งที่มีผลต่อตัวผมและคนอื่นๆแน่นอนคือ
หลังจากนี้ ถ้าการให้เช่าล้มเหลว ในครอบครัวก็จะไม่มีรายได้กันทั้งหมด
เรียกได้ว่า ทุกคนก็จะตกงานโดยสิ้นเชิง
เอ้อ ผมลืมบอกไปว่า กงสีผมมีภาระต้องรับผิดชอบคนแก่อายุ 70+ อยู่ 4คน
และครอบครัวหลักๆอยู่ 3-4ครอบครัว
มันเลยเป็นเรื่องน่าปวดหัวกับการที่ิกิจการหลักจะต้องพับไป 

ผมก็คงต้องหางานใหม่ตามความถนัด ประสบการณ์ หรือสิ่งที่อยากทำไปตามเรื่อง
แต่ต้องคิดและวางแผนใหม่ ทั้งในด้านหน้าที่การงาน ค่าใช้จ่าย และที่อยู่อาศัย
ซึ่งเราคงไม่ได้เหลือเงินมากมายจากการขายสินทรัพย์ที่ว่ามา

เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้ผมเปลี่ยนไปมาก
ไม่รู้ว่าโตขึ้น หรือ โง่ขึ้น หรืออย่างไร
เป็นความรู้สึกแบบที่บอกไม่ถูก
มันหน่วงๆ มึนๆ งงๆ
ไฟแสบๆทางธุรกิจก็หายไปเยอะ 555
ไฟในการเรียนรู้สิ่งต่างๆก็หายไปเยอะ

ผมเชื่อลึกๆว่าสิ่งเหล่านี้ มันหายไปเป็นการชั่วคราวเท่านั้นแหละ
ฟังดูแล้ว การที่ผมเลือกเดินแบบนี้ดูเหมือนไม่มีอะไรดีเอาซะเลย
แต่ที่แน่ๆ มันทำให้ผมได้กลับมาทบทวนตัวเองอย่างชัดเจนมากขึ้น เข้าใจตัวเองมากขึ้น
แล้วเดี๋ยวเราลองมาดูกันว่า 2019 มันจะดีขึ้นกว่าตอนนี้ยังไง :) 




SHARE

Comments