Aurora in December
‘-ไม่น่ารึเปล่า ตอนนั้น—ก็ไม่รู้นี่...’

‘แต่...นะ—บอกมั้ย?’

‘...—คิดว่าไง?’

เสียงคนคุยกันขาดหายเป็นระยะคล้ายกับคลื่นวิทยุที่ถูกแทรก เขาพยายามลืมตามองว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ความรู้สึกหนักอึ้งทั่วร่างกายบวกกับอาการปวดหัวจี๊ดทำให้สิ่งที่เขาต้องการไม่ง่ายเท่าไหร่นัก

‘เขาขยับแล้ว..!’ 

ผู้หญิง?

ใคร?

ความอยากรู้ทำให้ชายหนุ่มยิ่งอยากมองเห็นมากกว่าเก่า ในที่สุดแสงสีเขียวจางๆก็วาบขึ้นมาในสายตา เขาขมวดคิ้วมุ่น ภาพนอกจากนั้นยังคงเบลอจนจับใจความไม่ได้

‘พนันกันมั้ยว่าเขาจำไม่ได้เหรอก’ เสียงทุ้มต่ำเจือหัวเราะดังขึ้นให้ได้ยินอีกครั้ง บทสนทนาของใครคนนั้นถูกต่อด้วยเสียงอีกหลายเสียงที่เขาชักจะแยกไม่ออกว่าสุดท้ายแล้วตรงหน้ามีกี่คนกันแน่

เขาเริ่มปรับสายตาเข้ากับสิ่งแวดล้อมได้ดีขึ้นเรื่อยๆ เขาเห็นแสงสีเขียว สีขาวหม่นบนพื้น และผู้หญิง ผู้ชาย ...เด็กผู้ชาย?

‘ใคร?’ เสียงของเขาปกติกว่าที่คิด มันไม่แหบหรือพร่าเลยแม้แต่น้อย ชายหนุ่มพยายามยันตัวขึ้นนั่ง และครั้งนี้ไม่เป็นอุปสรรคเท่าไรนัก

‘ก่อนจะรู้จักเรา เธอน่ะ...จำตัวเองได้มั้ย?’ หญิงสาวที่นั่งบน...ขอนไม้? เริ่มบทสนทนาแรกกับเขา

ใช่ เจ้าของเสียงทั้งสามคนเมื่อครู่นั่งอยู่บนขอนไม้ 

ยกเว้นเด็กชายที่นั่งพิงอยู่บนพื้น...

พื้น..? สีขาว...

หิมะ?

และแสงสีเขียวที่เขาเห็นก็มาจากกองไฟตรงหน้า

เดี๋ยวนะ...แสงไฟสีเขี—

‘ว่าไง? ที่ถามไม่ได้ยินหรือไง?’ เขาสะดุ้งเมื่อถูกย้ำด้วยผู้ชายอีกคนที่นั่งอยู่ไม่ไกล เสียงของคนพูดทุ้มต่ำฟังดูเย็นยะเยือกอย่างน่าประหลาด เขาลอบกวาดสายตาไปรอบกายพลางคิดหาคำตอบให้ประโยคนั้น

‘ตัวเอง?’ เขาก้มมองเพื่อพบกับเสื้อยืดสีดำและกางเกงขายาวในสีเดียวกัน ไม่มีรองเท้า ไม่มีเครื่องประดับอย่างอื่น

เหมือนกับอีกสามคนตรงหน้าไม่มีผิดเพี้ยน

‘ผมบอกแล้วว่าพี่เขาจำไม่ได้หรอก~’ เด็กชายอายุน่าจะราวๆเจ็ดแปดปีพูดขึ้นอย่างร่าเริงเมื่อเห็นท่าทีงงงวยของเขา ชายหนุ่มสบตากับหญิงสาวที่ดูจะเป็นความหวังเดียวในตอนนี้

‘รู้จักเจ้านี่มั้ย?’ แต่เธอกลับชี้ไปที่กองไฟตรงหน้า ประกายไฟสีเขียวอ่อนยังคงพลิ้วไหวอยู่อย่างน่าฉงน ที่หางตาเขาเห็นว่าผู้ชายร่างใหญ่คนนั้นสายหัวก่อนจะเอามือพัดสร้างลมให้กับต้นกำเนิดแสงที่ผู้หญิงกล่าวถึง

เปลวไฟกระจายออกเป็นแผ่นบางล้อมรอบพวกเขา ก่อนมันจะปลิวขึ้นสู่ท้องฟ้า เรียงตัวสวยงามคล้ายกับผ้าม่านผืนบางเล่นกับสายลมบนนั้น

นี่มันเหมือนกับ...แสงเหนือ!

ยินดีต้อนรับสู่ดินแดนแห่งความตาย, ธันวา

รอยยิ้มจางบนริมฝีปากของเธอไม่ได้ช่วยให้ความตกใจของเขาลดลงเลยแม้แต่น้อย เด็กชายคนเดิมถึงกับหลุดหัวเราะออกมาให้กับท่าทางของเขา ส่วนผู้ชายตัวโตยังคงทำหน้าไม่สบอารมณ์อยู่เช่นเคย

‘ตะ...ตาย?’

‘ใช่ เธอตายแล้ว พวกเราก็เหมือนกัน’ 

ผู้ชายคนเดิมอธิบายอย่างห้วนๆด้วยสีหน้าราบเรียบ เขาเลิ่กลั่กด้วยความที่ไม่รู้ว่าต้องกลัวหรือต้องตอบกลับไปอย่างไรดี

‘อ้อ แล้วพี่ก็ไม่ได้ชื่อธันวาจริงๆหรอกนะ พี่แค่หยุดหายใจในเดือนนี้พอดี ที่นี่น่ะ เรียกกันแบบนี้’ เด็กชายอธิบายต่อ และเขาเริ่มสังเกตว่าตัวเองไม่รู้สึกหนาวเลยสักนิดทั้งที่ตอนนี้กำลังนั่งเท้าเปล่าอยู่บนหิมะ

เขาตายแล้วจริงๆเหรอ..?

‘งั้นคงมีคนชื่อซ้ำกันเยอะไปหมด จะเรียกกันถูกได้ยังไง...’ เขาหาอะไรพูดกลบเกลื่อนความรู้สึก
ว่างเปล่าที่ค่อยๆขยายตัวอยู่ในช่องท้อง ทั้งสามคนลอบมองหน้ากันด้วยสายตาเข้าใจ ก่อนที่หญิงสาวจะตอบเขาปนหัวเราะ

‘เราไม่ได้มีใครให้รู้จักมากนักหรอก’ 

เขาจับได้ถึงความเศร้าที่ซ่อนอยู่ในนั้น

‘อันนี้...’ เด็กชายพูดขึ้นอย่างกระตือรือร้นพลางชี้นิ้วไปรอบๆ

‘...เป็นของขวัญปีใหม่ที่เขาให้มา’

‘หึ เนี่ยเหรอของขวัญ’ ชายตัวสูงแค่นหัวเราะและเบือนหน้าหนีออกจากวงสนทนา เขามัวแต่สงสัยในปฏิกิริยาแบบนั้นจนลืมคำถามเกี่ยวกับ ‘เขา’ ในประโยคของเด็กชายไปหมด

‘เราจะได้เจอ ‘ธันวา’ คนอื่นในช่วงนี้น่ะ’ 

เขาเริ่มคลายข้อสงสัย แต่ในขณะเดียวกันก็มีคำถามล้านแปดผุดขึ้นมาในหัว ตอนนี้ชายหนุ่มเริ่มเชื่อแล้วว่าตัวเองตายไปแล้วจริงๆ และคนกลุ่มนี้ก็คือคนที่เสียชีวิตในเดือนเดียวกับเขา 

‘แล้ว...เรามาทำอะไรกันที่นี่?’ ถึงจะยังไม่แน่ใจนักว่าตัวเองอยู่ที่ไหน และเหตุการณ์ก่อนหน้าที่เขาจะมาอยู่ตรงนี้เป็นยังไง ความรู้สึกกลัวที่มีจางไปอย่างเชื่องช้า แทนที่ด้วยความว่างเปล่าและสายใยเบาบางที่เชื่อมเขากับอีกสามคนตรงหน้าอย่างใจเย็น

‘มาเลือก’ คราวนี้เป็นผู้ชายเบื่อโลกคนนั้นที่ยอมตอบคำถามของเขา 

ถึงจะไม่ได้ช่วยอะไรเท่าไหร่ก็เถอะ

‘มาเลือกว่าจะกลับบ้าน หรือจะอยู่ที่นี่ต่อ...แต่กลับในที่นี้ก็คือชั่วคราวนะ เป็น ‘ของขวัญ’ อย่างที่เด็กนี่บอก...’ น้ำเสียงประชดประชันบวกกับสีหน้าเหนื่อยหน่ายทำให้เขาไม่ค่อยจะเข้าใจ 

กลับบ้าน...ถ้าทำได้แค่ปีละหนึ่งครั้งก็ควรจะดีใจมากไม่ใช่หรือไง

‘กลับไปชั่วคราว แล้วก็กลับไปแบบนี้...’ หญิงสาวพยายามอธิบายต่อ

‘กลับไปแบบไม่มีใครรู้’ เธอยิ้มเศร้า เขาหันไปมองเด็กชายที่เงียบไปและเอาแต่นั่งจ้องเปลวไฟตรงหน้า 

‘พวกเธอเลือกไม่กลับใช่มั้ย?’ 

เขาเห็นอย่างชัดเจนว่าเด็กชายสะดุ้งนิดหน่อยเมื่อได้ยินเขาถามนั้น 

‘มันทรมานมากกว่าน่ะ...สำหรับผม’ ความร่าเริงทั้งหมดในน้ำเสียงคนอายุน้อยสุดหายไป ทุกคนตัดสินใจที่จะไม่ถามอะไรมากกว่านั้น

รวมถึงเขาที่ยังคงขมวดคิ้วไม่เข้าใจสถานการณ์เท่าไหร่

‘บางทีไม่เจอกันยังดีซะกว่า ถ้ากลับไปแล้วทำอะไรไม่ได้สักอย่าง และพวกเขาก็มองไม่เห็นด้วยซ้ำว่าเราอยู่ข้างๆ’ หญิงสาวเอ่ยขึ้นอย่างเลื่อนลอย ทั้งหมดจมลงในห้วงความคิดของตัวเองอย่างเชื่องช้า

กลับไปเพื่อรู้ว่าเขาลืมเราไปหมดแล้วน่ะเหรอ...
เสียงทุ้มต่ำที่เขาไม่คาดคิดว่าจะได้ยินดังขึ้น ชายร่างสูงแทบจะไม่มองกองไฟสีเขียวตรงหน้า ต่างกันกับเขาที่กำลังไล่สังเกตทุกอย่าง -ทุกคน

‘ไปนั่งดูว่าไม่มีเราเขาก็อยู่ได้สบายดี?’ คำถามกึ่งประชดพร้อมกับเจ้าตัวที่หันมาสบตาทำให้ทุกอย่างรอบตัวเขาหยุดนิ่งโดยอัตโนมัติ ภาพบางอย่างแวบเข้ามาในหัว 

ภาพเหตุการณ์ก่อนหน้าที่เขาจะมาตรงนี้

แม้จะปะติดปะต่อเรื่องราวอะไรไม่ได้ แต่ความรู้สึกทั้งหมดที่สาดซัดเข้ามาทำให้เขาได้แต่นิ่งอึ้ง

ไม่ใช่เลย...มันไม่เกี่ยวกับร่างกายเลยสักนิด

อารมณ์ผิดหวังที่ดิ่งลึกกลายเป็นความเจ็บปวดกรีดลงบนความรับรู้ของเขาจนแทบจะหายใจไม่ออก เสียงเงียบสนิทดังก้องอยู่ในหู ความจริงที่ว่าไม่มีใครเหลืออยู่อีกต่อไปแล้วกัดกินเขาโดยไม่ทันตั้งตัว 

‘รู้...รู้หรืือเปล่าว่าเราตายเพราะอะไร?’ เขาถามทั้งที่สติอีกครึ่งหนึ่งยังคงจมอยู่ในเหวลึกบางแห่ง ทั้งสามคนมองหน้ากันก่อนจะเบือนหน้าหนีกันไปคนละทาง

‘นั่นเป็นคำตอบของเธอ เราตอบให้ไม่ได้หรอก’ หญิงสาวเป็นคนเดียวที่ตัดสินใจตอบคำถามของเขา

‘เลือกสิ...ว่าจะกลับไปหรือเปล่า’ คนตัวใหญ่กว่าพูดกับเขา

‘เผื่อจะได้รู้’

ประโยคสั้นๆนั้นทำให้เขาไม่ต้องคิดอะไรต่อ 

เขาอยากรู้

‘แต่รู้ไปพี่ก็แก้อะไรไม่ได้อยู่ดีนะ’ 

เสียงของเด็กชายกระชากเขาที่กำลังจะลุกขึ้นยืนให้นิ่งชะงัก

‘พี่ต้องอยู่กับมันไปตลอด...’ 

‘ไม่มีความตายมาทำให้ลืมได้อีกครั้งแล้วนะครับ’

เขาพยายามชั่งน้ำหนักระหว่างความอยากรู้และความรู้สึกของตัวเองอย่างยากเย็น ถึงจะรู้สึกว่ามันไม่คุ้มเอาเสีียเลยที่จะกลับไป แต่เสียงบางอย่างก็กระซิบว่านั่นเป็นเพียงความกลัวเท่านั้น

ถ้าเขาเลือกความกลัว เขาก็ต้องอยู่กับความสงสัยนี้ไปนิรันดร์

ความคิดนั้นทำให้เขาลุกขึ้นยืน

ครั้งนี้ไม่มีใครพูดอะไรอีก เพราะดูเหมือนในตอนที่มีโอกาส ทุกคนก็เลือกในแบบเดียวกับเขา

ชายหนุ่มจ้องกองไฟสีเขียวที่ยังคงสว่างไสวอยู่ตรงหน้า มองข้ามสายตาหม่นเศร้าของอีกสามคน

เขาไม่อยากเป็นธันวา ที่ไม่รู้ว่าได้ชื่อนี้มาได้ยังไง

ไม่กี่วินาทีต่อมา ธันวาคนสุดท้ายก็เดินหายไปในแสงสีเขียวที่ยังคงสะท้อนบนในหน้าของสามคนที่เหลือ

‘เฮ้อ...’
SHARE
Writer
KaptainP
Cool Kid
เป็นกัปตัน อยู่กลางทะเล

Comments

RACHAWADEE
7 months ago
มีต่อมั้ยค่ะ..?
Reply
sooty
7 months ago
แง มีต่อมั้ยคะ
Reply
Paengg
7 months ago
อะหึ้ยยยยยมีต่อเถอะนะ555555555
Reply