ผีสางในอวกาศ
1.

ในห้วงเฮือกขณะพ่นโขมงควันออกจากปาก

ดวงนัยต์เขาสุกสว่างราวกันประกายพฤกษ์นับหมื่นพันวาววับที่ด้านใน

แสงดวงโคมสาดพาดใบหน้าเพียงกึ่งหนึ่ง อีกกึ่งหนึ่งเลือนลับหายในราตรีกาล

มีเพียงกลมเพลิงฉาดฉายที่ปลายบุหรี่ ลุกวาบขณะเขาสูบเฮือก ก่อนวางวายเมื่อปรนผ่อนและกลั่นเป็นไอคลุ้งคละ

ดวงตาคู่นั้นสะท้อนกระเพื่อมผิวของดารา คล้ายกระเพื่อมผิวของสมุทรยามต้องจันทร์ในคืนเดือนกระจ่าง

เขาสวยงามเพียงครึ่งเสี้ยว ปิดปกด้านมิดมืดราวกับจันทร์เจ้าในคราวหันหลังให้แสง

อีกเสี้ยวที่เร้นซ่อน ด้วยชวนสะอิดเอียน เป็นพำนักของภูติผีและปีศาจ เขารู้ดี จึงบังปิดดวยอาภรณ์ของลวงหลอก

ฉาบด้วยสันสีและกลิ่นหอมชวนหลงใหล

ปล่อยร่างเรือนของแปลงปลอม ได้แล่นโลดท่องในชีวิตเปลี่ยวเหงาด้วยเดี่ยวโดด

ร่อนเร่ไปด้วยดวงใจเปลือยเปล่า โล่งโจ้งด้วยจ่อมจม



2.

เขาเดินไปตามแห่งหนที่นาวาตนพัดผ่าน

ผ่านลมหวนในวสันต์ฤดูก่อนย่างเหมันต์

ไม่ลงหลักปักฐาน ไร้แห่งหนในที่ทาง

สัญจรด้วยเรือน้อยใหญ่ ผ่านพ้นห้วงมรสุมและสุขสงบของท่วงทะเล

ไต่ปีนตามเกลียวคลื่น โลดโจนสมุทร ดื่มกินกลิ่นเกลือและคลุมห่มร่างด้วยแพรพรรณไหม้เกรียมของแดดที่แผดเผาร่างในยามกลางวัน

ดวงนัยน์จับจ้องที่ผืนฟ้า จรดลงที่รำเต้นของหมู่ดาว ยามที่รอบกายมีเพียงมืดมิดและเงียบสนิทของทะเลคํ่าคืน

ดวงดาวเหล่านั้นจึงรักเขา ในฐานะผู้จ้องมอง ผู้จดจำท่วงท่าของผีสางในดาราจักร

ในบางคืนที่เขาแนบนอนขนานฟ้าที่ดาดฟ้าเรือ

ดาราเคลื่อนคล้อยร่ายรำขับกล่อม

เขาฝัน

ฝันถึงที่ที่แผ่นฟ้าและนํ้าไม่อาจแยกขาด

แผ่นผืนกว้างใหญ่นับคณา ไร้กว้างยาวและสูง

ตัวเขาคว้างลอยไปถ้วนทั่วคล้อยดิ่งจมลงสมุทร

แต่ไร้ซึ่งฟ้าครามของทะเล เป็นเพียงว่างเปล่าของสุญญากาศ

เท้าไม่อาจหยั่งลงพื้นเพราะไร้ซึ่งพื้น

มือทั้งสองไม่อาจไขว่คว้าสิ่งใดที่ด้าบบนด้านไร้แผ่นฟ้าและขอบเขต

ที่นี่ไม่มีสิ่งใดเลยนอกจากตัวเขา หมุนเลยในเวิ้งว้าง

ไร้ลมหวนปะทะใบหน้า ไม่ร้อนหนาว เงียบงันจนอึกทึก

มีเพียงว่างเปล่าเหล่านั้นรายล้อมตัวเขา สัมผัสคล้ายกระเพื่อมผิวของแผ่นนํ้ายามที่ว่ายแหวก

สัญชาตญาณบอกให้เขาเริ่มพุ้ยว่างเปล่าด้วยมือทั้งสอง

ขาทั้งคู่เริ่มวาดเป็นวงและถีบออก

รู้ตัวอีกครั้ง เขาก็กำลังแหวกว่ายในว่างเปล่าอนันต์

สุญญะเหล่านั้นโอบอุ้มตัวเขา บีบรัดและแทรกซึม

เขาไม่หายใจเพราะที่อกมิได้ขยับ ที่นี่ไม่ต้องใช้โสตจมูกและปอดเพื่อเปลี่ยนแลกถ่ายเท

นัยต์ตาเขาเห็นเพียงขาวโพลนก่อนวาบเป็นโปร่งใส

ความรู้สึกว่ามีดวงตาเริ่มจางหายไป

ว่างเปล่านั่นกำลังปอกลอกตัวเขาทีละเล็กละน้อย

ลิ้มชิมที่เปลือกตาและกระจกต้อที่ละชั้น

จนกลืนดูดโสตเหล่านั้นไป

เขาไม่มีร่างอีกแล้ว ว่างเปล่าบีบอัดตัวเขาจนเล็กจ้อย

เขารู้สึกราวกับเป็นเพียงหนึ่งจุด

ถูกกดเข้าที่ภายในจนลีบเหลือเพียงมวลกลมกลึง

ก่อนทุกอย่างจะกลับตาลปัตร

แรงกดอัดเหล่านั้นที่ว่างเปล่ากระทำกับเขากำลังล้นออกจากด้านใน

คล้ายกลับตัวเขาจากด้านในปลิ้นออกมา

ว่างเปล่ากำลังคายเขาออกจากปาก

ค่อยยืดออกและแผ่ซ่านไปทั่วโ้ดยเหยิงยุ่งและไร้ระเบียบ

ว่นวายร้อนรุ่มจวนกระเบิดจากข้างใน เขารู้สึกราวนํ้าที่ถูกต้มจนเดือดและกำลังเปลี่ยนรูป

เขาร้อนขึ้น ไฟผลาญเผาภายใน ทว่าช่วยผลักดันการขยายให้เร็วรวดและไร้ขอบเขต

ว่างเปล่านั่นเริ่มแต้มจุดสีดำในผืนผ้าตน คล้ายรูโหว่งที่ค่อยกลืนกินโปร่งใส

รู้ตัวอีกครั้งเขาก็อยู่ในหมุนวนของหลุมดำขนาดยักษ์

คว้างด้วยเร็วรวดและหลุดออกในท้ายสุด



นั่นไงเขา ลอยคู่กับดาษดื่นฝุ่นผงของดาว และโน่นคือเกรี้ยวกราดของดวงอาทิตย์ที่กำลังแผดเผาตน



หมุนอยู่ข้างกันคือดวงจันทร์ของเขา



เขากลายเป็นโลกสีนํ้าเงิน



3.

คลื่นกระฉอกรสที่ใบหน้า ปลุกจากภวังค์บ้าใบ้

รสเค็มฝังอยู่ทั่วใบหน้า เขาลุกขึ้นผันมองไปทางหัวเรือ

เห็นแสงรำไรที่เส้นขอบฟ้า

ทะเลสงบ ขณะที่นัยน์ตาเขาฉาบฉาดบทรักที่ดวงดาวเพิ่งมอบให้ในคืนคํ่าที่ผ่านมา

คำถามร้อยพันที่ผุดพร่าง ไม่อาจเทียบเคียงเพ้อพกของราวเรื่องในฝันหวาม

หัวใจเขาระรัวสั่น ราวกับถูกคลอนสั่นให้ตื่นจากหลับใหล



มันคือการเดินทางครั้งใหม่ของเขา



ที่ที่ซึ่งกาลเวลาถูกริบคืนและนิรันดร์เป็นเพียงชั่วขณะของเสี้ยวเวลา 
SHARE
Writer
Strangers1992
Reader
Reader.

Comments