STORY YENYUL : Like A Cat


ร่างอ้วนกลมของสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าแมวกำลังเลียทำความสะอาดขนของตัวเองบนโต๊ะทำงานของเจ้าของ เสียงดังข้างๆไม่สามารถรบกวนเวลาแห่งการพักผ่อนของมันได้ เจ้าแมวละสายตาออกจากปลายเล็บมือหันไปมองร่างเล็กของเจ้าของตัวเล็ก 


เยนาเดินออกมาจากหลังคลีนิคหยิบกล่องนมและถ้วยขนาดเล็กติดมือออกมาด้วย ร่างเล็กเทนมใส่ถ้วยจนหมดกล่อง ก่อนจะจัดการอุ้มไอ้เจ้าก้อนขนปุยลงจากโต๊ะทำงานของแม่ให้มากินมื้อเที่ยง 
"กินเข้าไปเยอะๆไอ้หนู กินให้ตัวแตกไปเลยลูกแม่" 
เยนานั่งมองสัตว์เลี้ยงในโอวาทกำลังเลียกินนมอย่างอารมณ์ดี เสียงกระดิ่งหน้าร้านดังขึ้นเรียกให้ร่างเล็กหันไปมองอย่างเสียไม่ได้
"อ้าวยู มาไมอ่ะ" 
ยังไม่ทันที่ร่างบางของอีกคนจะได้ตอบ ไอ้เจ้าแมวพันธ์ุเปอร์เซียของเยนาก็ร้องครางเสียงดังลั่นคลีนิค มันกระโดดสะดุ้งโหยเตะถ้วยนมที่เยนาเพิ่งจะเทให้เมื่อกี้หกนองเต็มพื้น
"ไอ้หนังไก่ทำชินจังตกใจอีกแล้วสินะ" 
เยนาหันไปมองแมวที่ยูริอุ้มมาพลางก้มลงไปเก็บถ้วยนมที่คว่ำอยู่ตรงพื้นหน้าโต๊ะ
"ชินจังของเยนนิสัยไม่ดีที่สุดเลย ชอบทำตัวเวอร์ตลอด" 
ร่างบางวางแมวพันธุ์สฟิงซ์ลงกับเตียงผ่าตัด 
"ก็หนังไก่หน้าตาไม่เป็นมิตร ชินชินจะตกใจก็ไม่แปลก" 
เอ่ยกลั้วหัวเราะก่อนจะโดนอีกคนฟาดเข้าให้ที่ไหล่เล็ก
"นิสัยไม่ดีทั้งแมวทั้งเจ้าของ" 
ยูริมองเยนาที่ตอนนี้กำลังทำหน้าตาล้อเลียนแมวเธอ ไอ้เจ้าก้อนไร้ขนมองมนุษย์ร่างเล็กที่ทำหน้าตาประหลาดๆใส่ตัวเองก่อนจะร้องเมี้ยวแล้วแยกเขี้ยวใส่ ยูริหัวเราะให้กับเยนาที่หน้าเหวอเพราะแมวไม่เล่นด้วย
"จำไว้เลยไอ้หนังไก่"
"น้องชื่อชิชิ"
"ก็จะเรียกไอ้หนังไก่อ่ะ"
"เอ๊ะ!"
"เยน ทำไมชินจังตัวเปียก อ้าวหนูยูริ พาชิชิมาฉีดวัคซีนหรอจ๊ะ" 
แม่ของเยนาอุ้มเจ้าชินจังที่โดนห่อเป็นหนอนด้วยผ้าเช็ดออกมาจากห้องตรวจ
"ใช่ค่ะคุณน้า" 
แม่ของร่างเล็กวางเจ้าชินจังไว้โต๊ะทำงานแล้วเดินเข้าไปดูอาการไอ้หนังไก่ของยูริ พอเห็นว่าคนเป็นแม่จำทำงาน เยนาจึงเดินเลี่ยงออกไปเช็ดตัวให้ชินจังแทน
"อ่ะ เสร็จแล้วววว ไม่เจ็บแล้วนะหนังไก่ของหมอ" 

คุณหมอทิ้งเข็มฉีดยาลงในถังขยะก่อนจะใช้นิ้วกดคลึงบริเวณที่ฉีดยาให้ยาสลายตัวในเส้นเลือดได้เร็วขึ้น
"โถ่.. คุณน้าคะ ชิชิร้องไห้แล้ว" 
ยูริพูดติดตลกก่อนจะเช็นชื่อลงในบิลค่ารักษา 
"หมอล้อเล่นนะชิชินะ นี่ยูริ ว่างๆก็พาเจ้าชิมาเล่นกับเจ้าชินได้นะ ถือว่าให้น้องทำความรู้จักกัน" 
หมอชเวพูดก่อนจะเดินมาส่งร่างบางที่หน้าคลีนิค
"คุณน้าก็รู้ว่าชินจังน่ะกลัวชิชิจะตาย จะให้หนูพามาเล่นด้วยนี่ดูท่าจะยากเลยค่ะ" 
ร่างบางของยูริพูดยิ้มๆ 
"ไม่ใช่อะไรหรอกนะ จุดประสงค์ของน้าที่แท้จริงคือเจ้าเยนต่างหากเล่า" 
คุณหมอก้มหน้าพูดกระซิบให้ได้ยินกันแค่สองคน 
"เยนทำไมคะ"
"ก็เจ้าเยนน่ะ พูดถึงเราตลอดเลย บ่นให้น้าฟังตลอดว่าหนูไม่ยอมพาชิชิมาหา บ่นว่าเจ้าชินจังไม่มีเพื่อนบ้างล่ะ ถ้าหนูยูริว่างก็แวะมาหน่อยนะลูก ถือซะว่าพาเจ้าชิมาเปิดโลกทัศน์" 
ยูริหันไปมองอีกคนที่กำลังเช็ดเตียงผ่าตัดอยู่ในคลีนิคก็หลุดยิ้มออกมา ทีอยู่ต่อหน้าเธอล่ะปากหมา พูดอะไรไม่ถนอมน้ำใจ ไอ้บ้าเยนา ไอ้คนปากแข็ง!





หนึ่งเดือนต่อมา 
  


"พรุ่งนี้อย่าลืมส่งการบ้านให้ตรงเวลาด้วยนะนักเรียนที่น่ารักทั้งหลาย ใครส่งช้าหักนาทีละสองแต้มนะจ๊ะ" 
คุณครูประจำวิชาภาษาอังกฤษพูดเตือนนักเรียนในห้องก่อนที่จะเดินออกจากห้องไปหลังจากที่หัวหน้าห้องสั่งทำความเคารพเสร็จ 

เยนาเงยหน้ามองอีกคนที่มายืนอยู่หน้าโต๊ะเรียนตัวเองอย่างแปลกใจ ยูริที่เหมือนกำลังจะพูดอะไรสักอย่างแต่ก็ไม่พูด อ้ำอึ้งอยู่ตั้งนานแต่ก็ยังไม่ยอมพูดอะไรออกมา นั่นจึงเป็นตัวของเยนาเองที่หมดความอดทนที่จะรอ จึงได้เอ่ยถามออกไปด้วยความสงสัยปนเป็นห่วงกับอาการที่อีกคนแสดงออกมา
"มีอะไรรึเปล่ายู?" 
อีกคนทำหน้าเหมือนจะร้องไห้อยู่รอมร่อนั่นจึงทำให้เยนาทำตัวไม่ถูกเข้าไปใหญ่
"ชิชิ..ฮึก~ ไม่ยอมกินอะไรตั้งแต่เมื่อวานแล้ว แล้วก็เมื่อเช้าก่อนจะออกจากบ้านตัวของมันชักด้วย คออ่อนไปหมด ยืนก็ไม่ได้ ฮึก~ เรากลัวมันตายอ่ะเยน" 
อีกคนเริ่มสะอื้นหนักขึ้นจนเยนาอดที่จะเดินเข้าไปปลอบไม่ได้ อา..ไม่ได้ตั้งใจจะล่วงเกินอะไรหรอกนะ แต่ด้วยความที่ตอนนี้อีกคนแทบจะยืนไม่ไหวแล้วจึงแทบไม่ต้องใช้เวลาคิดอะไรนานเลยที่จะเดินไปกอดแล้วประคองอีกคนไว้ในอ้อมกอด
"งั้นเอาอย่างนี้ไหม..เอาไปที่คลีนิคเราวันนี้เลย เดี๋ยวบอกให้แม่กลับมาดูอาการชิชิให้"








หลังจากที่เยนาไปรับตัวของเจ้าแมวพันธุ์สฟิงซ์มาจากบ้านแล้วก็ได้โทรไปบอกคนเป็นแม่ให้รีบบึ่งมาจากโรงพยาบาลสัตว์ที่ไม่ไกลจากบ้านทันที


คนตัวเล็กรีบปฐมพยาบาลเบื้องต้นให้กับเจ้าชิชิก่อนเป็นอันดับแรกโดยการให้น้ำเกลือและให้มันนอนรอการตรวจอาการอย่างละเอียดอีกทีจากคนเป็นแม่



รอไม่นานนักคุณหมอชเวก็เปิดประตูคลีนิกเข้ามา เยนาถอยห่างจากเตียงผ่าตัดเพื่อหลีกทางให้แม่ได้เริ่มลงมือตรวจเจ้าแมวป่วยได้อย่างสะดวก




"ไหนเล่าอาการของชิชิให้น้าฟังหน่อยสิ" 
คุณหมอชเวเงยหน้าขึ้นมาถามร่างบางที่ยืนอยู่ข้างๆกัน

"คือเมื่อวานนี้ก่อนที่หนูจะกลับมาจากโรงเรียน คุณพ่อบอกว่าชิชิไม่ยอมกินข้าวเลย ตอนแรกหนูก็คิดว่ามันอาจจะเบื่อข้าวรึเปล่า ก็ยังไม่ได้สนใจเท่าไหร่ พอกลับมาจากโรงเรียนหนูเลยเทนมเอาไว้ให้ แต่มันก็ไม่ยอมกินเลย เอาแต่นอนอย่างเดียว น้ำก็ไม่กินด้วย" 
"แล้วมีอาการอะไรอีกไหมนอกเหนือจากที่ไม่ยอมกินข้าว"
"ก็..ตอนที่หนูดูอาการมันตอนมันหลับตัวของมันชักแล้วก็ตาลอยค่ะ แล้วก็ถ่ายเหลวด้วย"
"ตอนที่พ่อของหนูให้ข้าวมันเนี่ย เอาอะไรให้มันกินบ้าง"
"พ่อบอกว่าเอาปลาทูน่าให้แล้วก็เทนมให้ค่ะ"
"แล้ววันก่อนล่ะ มันได้กินอะไรบ้าง"
"ปลากระป๋องแล้วก็นมแพะค่ะ"
"โอเค น้ารู้แล้วว่าชิชิเป็นอะไร อาหารไม่ย่อยนี่เอง ต่อไปนี้ก็บอกคุณพ่อด้วยนะว่าแมวที่ยังเล็กๆอยู่น่ะกินปลากระป๋องไม่ได้ คือตัวของแมวมันยังไม่โตเต็มที่ การทำงานของกระเพราะหรือพวกระบบย่อยอาหารก็ยังทำงานได้ไม่ดีนัก อายุแมวแค่สองเดือนนี่ยังไม่สามารถกินพวกของแบบนั้นได้"
"แล้วชิชิจะหายไหมคะคุณน้า"
"หายหรือไม่หายก็ต้องมารอดู อาการของมันน่าเป็นห่วงอยู่เหมือนกัน เเต่เดี๋ยวน้าจะให้ยากันชักก่อน แล้วก็ให้ชิชินอนดูอาการที่คลีนิกซักคืน ถ้าอาการเป็นยังไงเดี๋ยวพรุ่งนี้หนูค่อยมาดูนะ"
"ได้ค่ะคุณน้า"












"ไหนมาดูอาการหน่อยซิไอ้หนังไก่ เป็นไงบ้างเนี่ย" 
เยนานั่งลงข้างๆกรงพลางเปิดประตูกรงออก ก่อนจะพลิกตัวของเจ้าแมวดูว่าขับถ่ายอะไรออกมาอีกรึเปล่า พอตรวจดูแล้วไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงจึงเอื้อมมือไปลูบหัวของมันเบาๆ เป็นการปลอบมันไปในตัว
"รีบหายนะหนังไก่..เจ้าของของแกน่ะแทบจะไม่กินไม่นอนเลยรู้เปล่า เป็นหนังไก่แล้วก็อย่าอ่อนแอล่ะเข้าใจไหม ต้องเข้มแข็งให้มากๆนะเดี๋ยวชินจังจะเหงาไปอีกตัว" 
อมยิ้มเอ็นดูให้กับเจ้าก้อนไร้ขนที่ตอนนี้หลับตาพริ้มพร้อมกับอาการที่ดีขึ้นตามลำดับ อย่างน้อยๆตอนนี้ก็ไม่ชักเหมือนสองชั่วโมงก่อนหน้านั้นล่ะนะ






"อาการดีขึ้นกว่าตอนเย็นแล้วล่ะ..ไม่ต้องห่วงหรอก เดี๋ยวพรุ่งนี้ก็น่าจะดีขึ้น"
"ขอบคุณมากๆนะเยนที่ช่วยดูแลชิชิให้"
"ไม่เป็นไร..เราเต็มใจน่ะ"
"เรากวนเยนมากเลยใช่ไหม เราคิดว่าจะวางสายละอ่ะ มันดึกมากแล้ว  เราเกรงใจ.."
"ไม่ได้กวนซะหน่อย อีกอย่างเรายังไม่นอนตอนนี้หรอก พรุ่งนี้ก็วันเสาร์"
"อ่ออ"
"เราอยากคุยกับยูนะ"
"ไม่ปากแข็งเหมือนเดิมแล้วหรอ?"
"ปากไม่เคยแข็งนะ ไม่เชื่อก็มาลองดู"
"ไอ้บ้า! ไม่เอาหรอก"
"ฮ่าๆ หัวเราะแล้ว ไม่เครียดแล้วเนอะ"
"ก็ไม่ได้เครียดขนาดนั้น แค่เป็นห่วงน่ะ"
"อื้อ ไว้ใจได้เลย เราไม่ปล่อยให้มันตายหรอก.."
"ขอบคุณอีกครั้งนะ"
"เปลี่ยนจากขอบคุณเป็นชอบคุณได้มั้ย?" 
"หืม.."
"เราชอบยูนะ"











หลังจากอาการของชิชิดีขึ้นยูริก็มารับสัตว์เลี้ยงของตัวเองกลับบ้าน นอกจากอาการของชิชิที่ดีขึ้นแล้ว ความสัมพันธ์ของร่างบางและลูกเจ้าของคลีนิกก็ดีขึ้นตามด้วย 
อาจจะเป็นเพราะเยนากล้าพูดกล้าแสดงออกมากกว่าเดิมจึงทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งคู่สนิทกันมากขึ้น แต่ยังหรอก..ทั้งสองคนยังไม่ได้คบหาดูใจกัน แต่ก็อาจจะเรียกได้ว่ากำลังอยู่ในช่วงศึกษาล่ะมั้งนะ

"เมื่อวานมีน้องหมามาฉีดยาฆ่าเห็บอ่ะ แล้วชินจังมันก็ไปนั่งอยู่บนเตียงผ่าตัดด้วย นี่เราก็รีบอุ้มออกมาเกือบไม่ทัน ไม่รู้มันติดใจอะไรนักหนา หรือสงสัยชินจังมันจะชอบสาว" 
เยนาเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวานให้อีกคนได้ฟังด้วยท่าทีโอเวอร์แอคติ้งระดับฮอลิวู้ด ยูริหัวเราะออกมาอย่างเหนื่อยใจกับความโอเวอร์ของอีกคนที่ดูท่าน่าจะหวงแมวเกินหน้าเกินตา

"จะบ้าหรอ..ชินจังเป็นแมวนะเยน"
"เผื่อมันอยากข้ามสายพันธ์ุไง"
"นี่! มันข้ามได้ที่ไหนกันเล่า"
"ทีชินจังกับชิชิก็ผู้ชายเหมือนกันอ่ะ ทำไมยูไม่ห้ามมันจู๋จี๋กันล่ะ"
"มันคนละอย่างกันไหมอ่ะ แมวกับแมวไม่เห็นเป็นไรเลย"
"แต่มันเป็นผู้ชายนะ! มันจะกินกันเองไม่ได้อ่า"
"ทีเราสองคนก็ยังเป็นผู้หญิงเลย ทำไมต้องแบ่งเพศด้วยอ่ะ จะแบ่งเพศให้แมวทำไมถ้าตัวเองยังชอบผู้หญิง"
"...."
"เถียงไม่ออกล่ะสิ"
"ยอมแล้ว ไม่เถียงแล้วก็ได้"
"บอกแม่มาขอด้วยเราจะให้ชิชิเป็นเจ้าสาว"
"ยูอ่าา.."










"อ้าวหนังไก่ วันนี้เป็นอะไรอีกล่ะ มามะ~ มาให้หมอฉีดตูดเร็ววว" 
คุณหมอชเวเอ่ยทักเจ้าแมวพันธุ์สฟิงซ์อย่างติดตลก ก่อนที่ร่างบางของยูริจะโค้งทักทายตามมารยาท
"ไม่ได้เป็นอะไรหรอกค่ะคุณน้า แค่เยนอยากให้หนูพาชิชิมาเล่นกับชินจังเฉยๆ" 
ยูริพูดยิ้มๆก่อนจะวางเจ้าแมวหนังไก่อ้วนกลมของตัวเองลงให้มันวิ่งเล่น
"แหมม เจ้าเยนนี่น้าาา จะบอกคิดถึงเจ้าของแมวเองยังไม่กล้าจนถึงขั้นใช้แมวเป็นข้ออ้างเลยหรอเนี่ย"
"แม่! นินทาเยนอีกแล้วอ่ออ"
"ก็ป๊าวว เฮ้อ แม่ไปดูอาการหมาที่หลังคลีนิคดีกว่า ป้ะชิชิ ไปกับหมอเร็ว มาให้หมออุ้มหน่อยไอ้หนังไก่อ้วน มาเร็วววว"
"ไอ้หนังไก่อ้วนขนาดนี้เเล้วอ่อยู?"
"อื้อ ตั้งแต่หายป่วยก็กินเยอะขึ้นมากกว่าเดิมอ่ะ อุ้มจะไม่ขึ้นแล้ว ยาบำรุงเข็มเดียวเปลี่ยนไซส์เลย"
"อ้วนขนาดนี้ชินจังไม่รักแล้วมั้ง"
"ไม่รักก็ช่างสิ" 
"แต่เรารักยูนะ.."
"ชอบพูดอะไรบ้าๆตลอดเลยนะช่วงนี้"
"ไม่ได้พูดบ้านะ นี่จริงจังสุดๆล่ะ"
"ไม่คุยด้วยแล้ว ไปเล่นกับชินจังดีกว่า"
"เอ้ายู เราไปด้วย!"






ความรักของคนที่มีต่อสัตว์เลี้ยงน่ะ มันจะเหมือนความรักของคนที่มีต่อคนด้วยกันไหมนะ.. ความผูกพันของคนและสัตว์เลี้ยงก็ไม่น่าจะต่างกันมากหรอก เพราะไม่ว่าจะเป็นสัตว์เลี้ยงหรือเป็นคนต่างก็มีความรู้สึกเหมือนกันทั้งนั้น

แต่จะว่าไป..ความสัมพันธ์ของคนสองคนที่เกิดขึ้นได้ก็เพราะมีตัวเชื่อมความสัมพันธ์คือสัตว์เลี้ยงนี่นะ

ลองคิดย้อนดูว่าถ้าวันนั้นไม่มีเหตุการณ์ที่ทำให้เธอต้องมาขอคำปรึกษาเรื่องสัตว์เลี้ยงที่เธอเลี้ยงกำลังจะตาย เราจะได้มีโอกาสพัฒนาความสัมพันธ์ไหม ถ้าวันนั้นตัวเองไม่กล้าที่จะบอกความรู้สึกออกไปจะมีวันนี้รึเปล่า..

แต่ก็นั่นแหละ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดแม้ว่ามันจะเป็นเพียงแค่เรื่องบังเอิญหรือเป็นเรื่องที่ชะตากำหนดไว้ก็ช่างเถอะ ขอแค่วันนี้มีเธอที่อยู่ใกล้ๆ ถึงแม้จะยังไม่ได้พูดอะไรที่มันชัดเจน แต่มันก็ต้องมีซักวันแหละที่สถานะของเราทั้งสองคนจะชัดเจน..








'ขอบคุณค่ะ❤️'










SHARE

Comments

ploveyul
10 months ago
ฮืออ น่ารักกก💓
Reply