คนแปลกหน้าบนรถเมล์?


วันนี้ฉันก็เจอเธออีกแล้ว


เวลาเกือบๆเจ็ดโมงเป็นเวลาที่มนุษย์เงินเดือน คนทำงาน นักเรียนและนักศึกษามักจะออกจากบ้านเพื่อมารอรถโดยสารประจำทาง หรือที่เรียกภาษาปากว่ารถเมล์ ฉันก็เหมือนคนอื่นๆที่ต้องฝืนร่างกายตัวเองตื่นแต่เช้าเพื่อมารอรถในทุกๆวันแบบนี้

แต่พอมองดูพวกน้าๆป้าๆที่ดูท่าจะตื่นแต่เช้ามากกว่าฉันเพื่อมารอรถฉันก็รู้สึกมีแรงฮึดขึ้นมา เพราะพวกเขาคงมีภาระมากกว่าฉันมากมายแน่ๆ


บนรถเมล์สาย71ที่กำลังเคลื่อนตัวออกจากจุดรอรถโดยสารมุ่งหน้าไปตามถนนส่งผลให้คนที่ยืนโหนรถอยู่เซไปตามๆกันเล็กน้อย ฉันมองหาที่ว่างที่เผื่อจะมี แต่ก็ไม่ เจอเพียงผู้หญิงคนหนึ่งที่นั่งรับลมตรงที่นั่งติดหน้าต่าง


ผมของเธอปลิวตามแรงลมเล็กน้อย เสียบหูฟังสีขาวให้เพลงไหลผ่านเข้าหัว สายตากำลังจดจ้องอยู่ที่ตำราเรียนในมือ ปากจิ้มลิ้มก็ขยับมุบมิบเหมือนท่องตัวอักษรตามที่อ่าน

ทำไมรู้ว่าเป็นตำราเรียนน่ะเหรอ.. เพราะหนังสือเล่มนั้นเป็นเล่มที่ฉันอ่านประจำ มันบังเอิญมากที่เราเรียนมหาวิทยาลัยเดียวกัน คณะเดียวกัน ทั้งยังขึ้นรถเมล์สายเดียวกัน


ฉันเจอเธอในทุกๆเช้า ไม่รู้หรอกว่าเริ่มแอบมองเธอแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ จำได้ว่าเจอครั้งแรกเธอก็แค่สวยสะดุดตา จากนั้นพอเจอหน้าบ่อยๆเข้าก็กลายเป็นความเคยชิน วันไหนที่ไม่เจอเธอฉันก็คล้อยเป็นห่วงตามว่าเธอจะเป็นอะไรหรือเปล่า อยากจะโทรไปถาม

แต่ก็ลืมไป.. เราไม่ได้รู้จักกันด้วยซ้ำ


รถจอดเทียบจุดรอรถโดยสาร มีคนเดินสวนขึ้นมาระหว่างที่ฉันเดินลง ฉันกระชับกระเป๋าในมือแน่นพลางสับขาเดินไวๆเพื่อเข้าให้ทันสอบคาบแรก ในหัวฉันก็คิดไปถึงหมูกระทะเมื่อตอนเย็นวานนี้ และก็คิดเลยไปอีกว่าเย็นนี้จะกินอะไรดี


โดยที่ลืมเรื่องของเธอคนนั้นไปเสียสนิท





เย็นวันนั้นฉันไปที่จุดรอรถเพื่อเตรียมตัวกลับบ้านหลังจากที่ไม่ได้ไปกินชาบูตามที่ตั้งใจไว้เพราะเพื่อนไม่ว่างกันสักคน เดินกลับไปที่จุดรอรถเพื่อที่จะเดินทางกลับบ้าน ยังไม่ทันที่ฉันจะได้นั่งลงบนเก้าอี้รถเมล์สาย71ก็ขับมาถึงแล้ว ฉันรีบโบกและรีบก้าวขึ้นอย่างรีบร้อนแข่งกับนักศึกษาอีกหลายคน สอดส่ายสายตามองหาที่ว่างทันทีอย่างคนที่กลัวจะไม่ได้นั่ง เพราะเมื่อเช้าฉันก็ต้องยืนมาทีหนึ่งแล้ว


พอได้นั่งสมใจ ฉันก็ไม่ลืมที่จะมองหาใครอีกคนอย่างเคยชิน แต่มองไปรอบคันรถก็ไม่เจอเธอคนนั้น จนฉันถอดใจคิดว่าเธอคงไปที่ไหนสักที่กับเพื่อนเลยควานหาหูฟังในกระเป๋า แต่ทันทีที่ก้มหน้ามองกระเป๋าบนตักก็เหลือบไปเห็นคนที่ยืนเกาะเบาะอยู่ข้างๆฉันนั้นใส่กระโปรงพลีสของนักศึกษาอยู่ ไวเท่าความคิด ฉันไล่สายตามองขึ้นไปเรื่อยๆจนเห็นใบหน้าของคนที่ตามหา

แต่มันแปลกไปจากปกติเพราะครั้งนี้บนหน้าเธอเปรอะเปื้อนไปด้วยน้ำตา


ฉันนิ่งอึ้งอยู่สักพัก จนไม่รู้ตัวว่าเผลอจ้องมองเธอนานเกินไป รู้ตัวอีกทีก็ตอนที่เธอเหลือบสายตาลงมาสบตากัน ผู้หญิงคนนั้นปาดน้ำตาออกลวกๆเหมือนกระดากอายที่ต้องมาร้องไห้บนรถเมล์


ฉันตัดสินใจลุกขึ้นแล้วผายมือไปที่เบาะเป็นการเชิญชวนให้เธอนั่ง เธอไม่แม้แต่จะปฏิเสธ นักศึกษาคนนั้นนั่งลงบนเบาะพร้อมกับน้ำตาที่ไหลพรั่งพรูออกมา จิตใต้สำนึกหรืออะไรก็ตามดลใจให้ฉันถือวิสาสะเอื้อมมือไปแตะไหล่เธอเบาๆเหมือนปลอบโยน เพียงเท่านั้น คนที่นั่งร้องไห้อยู่ก็กอดเอวฉันแล้วสะอื้นตัวโยนเหมือนอัดอั้นมาเต็มทน


เราไม่ได้พูดอะไรกัน ฉันไม่ได้ถามว่าทำไมเธอถึงร้องไห้ เราปล่อยให้เสียงพูดคุยและรถบนถนนเป็นสื่อกลางความรู้สึก 

ฉันไม่รู้หรอกว่าเธอเศร้าเรื่องอะไรมา

แต่นั่นเป็นครั้งแรกที่ฉันได้รู้กับตัวเองว่า บางทีการปลอบโยนจากคนแปลกหน้าอาจจะเป็นการปลอบโยนที่ดีที่สุดในเวลาที่เราไม่เหลือใคร

SHARE
Writer
Oasis_2019
GL girl.🙃
ชอบการอ่าน แต่รักการเขียน

Comments