ทารกในวันนั้น...กับฉันในวันนี้


ในห้องเงียบสงัด
มีเพียงเสียงพัดลม...ที่บอกเล่ากรายๆว่า ในห้องนี้ต้องมีคนสักคนที่ไม่นั่งก็ต้องนอนหายใจอยู่...
ใช่...เราเองอ่ะ เรานอนห่มผ้านอนมองเพดานแบบไม่มีจุดหมาย แต่แบบ...มวลความสุขเริ่มก่อตัวอย่างรู้สึกได้
สภาพผ้าห่มที่กองสงบอยู่เงียบๆของเตียงนอนที่อยู่ถัดไปทางซ้าย สร้างความสบายใจเมื่อมองไปที่มันอย่างบอกไม่ถูก...
ใช่...มันไร้เจ้าของเพราะเจ้าของเพิ่งจะลุกออกไปได้สักพัก
นั่นแหละ...ห้องนี้เลยตกเป็นของฉันนับจากชั่วโมงนี้ และมันจะจบลงเมื่อไหร่นั้นมิทราบ ทราบแต่เพียงว่า...เมื่อมีคนไขกุญแจเปิดเข้ามาในห้องได้
ใช่...เมื่อนั้นแหละ

เวลาที่ได้ตกอยู่ในห้วงลำพัง มวลความคิดและความรู้สึกต่างๆก็ได้เดินทางมาเยี่ยมเยียนเหมือนปกติ
ความชอบคิดวิเคราะห์นั่นโน่นนี่ ในทำนองช่างจินตนาการ ก็บรรเลงไปในแบบของมัน เหมือนเช่นเคยๆ
น่าแปลกที่วันนี้...เรื่องที่ผุดขึ้น มืได้ไกลห่างจากตัวเองออกไปมากนัก
แบบไม่มากเลย...

'ทำไมถึงได้มีความสุข...กับการอยู่คนเดียวขนาดนี้วะ?'
ปกติก็รู้ตัวว่าชอบนะ แม้มีนานๆทีที่จะรู้สึกเหงา นานมากๆถึงจะมีหนึ่งครั้งด้วย

ย้อนกลับไปมองช่วงชีวิตต่างๆ
-อยู่หอตอนม.ปลาย ย้ายหอบ่อย เปลี่ยนเมททุกปี มีปัญหากับเมท จนสุดท้ายต้องอยู่คนเดียว เหตุหลักๆน่าจะมาจากไม่มีมุมส่วนตัว ส่วนที่คนอื่นมองไม่เห็น (คิดได้ในภายหลังนะ ตอนแรกก็ไม่รู้สาเหตุ)
-อยู่หอตอนเรียนพยาบาล เป็นคนเดียวที่ ต้องเอาตู้มากั้น เพราะมีความสุขกับการอยู่ในมุมที่คนอื่นมองไม่เห็น และนอนเตียงติดเพื่อนไม่ได้ เพราะนอนละเมอและฟาดเพื่อน
-อยู่หอตอนเป็นพยาบาลที่เก่า มีสัดส่วนชัดเจน แคบแต่ชอบ ชอบพิเศษเวลาขึ้นเวรไม่ตรงกับพี่เมท
-อยู่หอตอนเป็นพยาบาลปัจจุบัน ไม่ชอบเลย หามุมส่วนตัวยาก ต้องออกจากห้องไปนั่งในมุมพักผ่อนของ
อพาร์ทเม้นท์ หรือไม่ก็อาศัยช่วงที่พี่เมทไม่อยู่ ถึงจะมีความสุขบ้าง

ย้อนกลับไปไกลกว่านั้น...
'อะไรคือจุดเริ่มต้น...ของการเป็นคนแบบนี้วะ?'

การเลี้ยงดูหรอ?
ต้องโตมาแบบไหน?

อืม...เรามองว่า ไม่เกี่ยวนะ อาจเกี่ยวบ้าง...แต่นิดหน่อยมากๆ

เอาง่ายๆ มองแค่พี่ชายกับเรา
และคำบอกเล่าของแม่

เราว่า...มันเป็นเรื่องที่ติดตัวมา แบบเป็นลักษณะเฉพาะมากกว่า

แม่บอกว่า... ตอนเด็กพี่ชายเป็นคนร้องไห้เก่งมาก ตั้งแต่เกิด แหกปากได้สุดยอด ขี้ร้องไห้เป็นที่หนึ่ง... เลี้ยงยาก มีญาติฝั่งพ่อเอาไปอุ้มไปเลี้ยง เพราะหน้าตาน่ารัก อยู่ไม่ติดบ้านเลย

ผิดกับเรา... ที่เกิดมาแบบ ร้องไห้เฉพาะเวลาหิว พอให้กินนม ก็นอนต่อ ไม่ร้อง เลี้ยงง่าย ขนาดแม่ทิ้งให้นอนอยู่ในมุ้งคนเดียว แม่ไปเที่ยว กลับมาก็เห็นนอนนิ่งไม่ร้อง ลืมตาใสแป๋ว ...จนแม่ต้องพูดว่า ถ้ามีแบบนี้อีกสิบคนก็เลี้ยงไหว แต่พอโตมาหน่อย เราไม่ค่อยได้ออกสังคม ไม่มีใครอุ้ม เพราะย่าให้กำเนิดลูกหลงมา ญาติๆฝั่งพ่อเลยไปเห่อน้องใหม่เขาแทน
เราเลยแทบไม่ได้ลงดิน ยายเลี้ยงคนเดียว กำหนดต้องเดิน ยังเดินไม่ได้ จนถูกมองว่าเป็นเด็กปัญญาอ่อน พัฒนาการช้า

พอโตมาในวัยเริ่มเรียน เริ่มเข้าสังคม
พี่ชายกลายเป็นเด็กใจกว้าง ชอบเพื่อนฝูง พาเพื่อนมาบ้าน มีอะไรจะขนให้เพื่อนหมดเพราะอยากให้เขาเล่นด้วย ง้อเพื่อน รักเพื่อน
ผิดกับเรา ที่ชอบเล่นคนเดียว ขนาดหม้อข้าวหม้อแกงอ่ะ ยังเล่นคนเดียวได้ เหมือนมีจินตนาการเฉพาะตัว ไม่สุงไม่สิง แต่มีเพื่อนนะ เพื่อนมาหาถึงบ้าน...บอกมันว่า กลับบ้านไปก่อน ถ้าอยากเล่นด้วยเราจะไปหาถึงบ้านเอง ไม่ต้องมาบ้านเรา แต่เพื่อนมึนมาก ไม่ยอมกลับจนแม่ต้องช่วยพูด ว่าให้เขาเล่นด้วยเถอะ เลยจำต้องยอม

โตมากว่านั้น พี่ชายมีเพื่อนเยอะ แต่ชอบโดนเอาเปรียบ เวลาจะทำงานอะไรถ้ามีเพื่อนถึงทำ ไปโรงเรียนก็คนรู้จักเยอะ เขาบอกว่ามันหล่อ เรียนเก่ง อัธยาศัยดี

ผิดกับเรา ที่คนไม่ค่อยรู้จัก ในทำนองหน้าตาดี คือเป็นเด็กขี้เหร่ มามีคนรู้จักอีกทีตอนสอบได้ที่ 1 ไปแข่งชนะ ครูพูดถึงบ่อย ไรแบบนี้มากกว่า เวลามีเพื่อนก็เป็นหัวหน้าแกงค์ พวกพ้องเกรงใจ ไม่เคยทำตามใคร มีจุดยืนสูง ไม่ง้อใครด้วย แต่ถูกมองว่าเรียบร้อย หงิมๆ เงียบๆ ทั้งๆที่พูดมากชิบหาย

พอมาถึงช่วงวัยรุ่น พี่ชายเริ่มเกเร งานการก็ทำนะ แต่ไม่ค่อยได้เรื่อง เรียนไม่เก่ง เริ่มขี้เหล้าเมายา กินเก่ง ไม่ขยัน ให้ความสำคัญคนอื่นมากกว่าครอบครัว
ผิดกับเรา ที่เรียนเหมือนเดิม ไม่แปรตามสภาพแวดล้อม เอาพ่อแม่เป็นศูนย์กลาง ทำงานช่วยพ่อแม่บ้าง แต่ไม่เต็มที่ โลกส่วนตัวยังยึดกับหนังสือและกระดานดำของครู
อ่านหนังสือเท่านั้นคือชีวิต (การ์ตูน นิยาย บทเรียน เอาหมด)

พอมาถึงวัยทำงาน พี่ชาย...หลังมีครอบครัว ก็ยังทำไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แต่หลังมีลูกสองคน และเห็นความสำเร็จของน้อง แล้วรู้สึกว่าตัวเองไม่ค่อยโอเคเท่าไหร่....และมีปัญหาสุขภาพ ก็เปลี่ยนตัวเอง เลิกเหล้ายา ออกกำลังกาย ตั้งใจทำงาน ตอนนี้ชีวิตก็มีแต่ลูกเมีย ออกกำลังกาย ทำงานในไร่ ไม่เที่ยว ไม่มีสังคม นอกจากสังคมเตะบอล

ส่วนเรา....ก็ยังทำทุกอย่างเหมือนเดิม ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน ยังเป็นคนไม่ชอบสังคม แต่ก็มีสังคม เป็นที่รักของคนทั่วไป มีโลกส่วนตัว
เปิดเผยบ้าง ในลักษณะงานเขียน พูดเก่งมากกับคนที่รู้จักมาระยะหนึ่ง ยังคงเป็นคนที่ไม่ง้อใครเหมือนเดิม มีจุดยืนเหมือนเดิม เอาพ่อแม่และครอบครัวเป็นศูนย์กลางเหมือนเดิม

เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้...บอกได้เลยว่า
ไทม์แมชชีนที่บันทึกเรื่องราวที่เราย้อนกลับไป ก็คือหัวคิ้ว เรามองหัวคิ้ว...เพื่อย้อนมองไปยังเรื่องราวพวกนั้น

ถ้ามองเป็นภาพเคลื่อนไหว หรือไทม์ไลน์ชีวิตของคนสองคน
ทำให้ทราบว่าจริงๆแล้วเนี่ย... คนทุกคน มีแบบแผนหรือลักษณะของตัวเอง หรือเรียกว่าตัวตนมาตั้งแต่เด็กๆ
ถามว่าเปลี่ยนได้ไหม? ก็คงจะได้นะ...ดูจากพี่ชายเราสิ เขายังมาเปลี่ยนได้เมื่อถึงจุด จุดหนึ่ง

แต่ถ้าจะให้พูดว่า ใครดีหรือเลวกว่าใคร ?
อันนี้ไม่ให้พูด เพราะสำหรับเรา... ไม่มีคำว่าดี หรือว่าไม่ดี อ่ะ
เรามองแบบอาร์ตติสท์มั้ง...
แพทเทิร์นชีวิตของเรา มันเหมือนเด็กเนิร์ดๆเนอะ
เป็นคนดี ตามแบบฉบับเป๊ะๆ ที่สังคมมอง
ที่สังคมเลือกที่จะชื่นชมและยกย่อง ที่สังคมมองด้วยความอิจฉาบ้างก็ตามแต่

บางคนอาจจะมีเรื่องราวมาในแบบที่ต่างกัน แต่ประสบความสำเร็จในจุดเดียวกัน ก็ยังได้เลย
แล้วรายละเอียดอื่นๆที่เกิดขึ้นระหว่างทางอีกล่ะ ยิบย่อยราวกับเศษฝุ่นในแม่น้ำ ที่คว้าจับต้องไม่ได้

เราว่าเราเป็นคนที่มีความเป็นศิลปินสูงมาก
และศิลปะแขนงที่เราคิดว่าใช่เราที่สุด
ก็คือ "งานเขียน" และในอนาคต เราคิดว่าจะเป็นงานพูด (แต่คงต้องฝึกเยอะมากๆ)
เพราะที่บ้านและญาติเคยบอกเราว่า... เราควรจะไปเป็นวิทยากร หรือพูดอะไรสักอย่าง เพราะว่าสามารถขมวดสิ่งต่างๆ มาไว้ในบทสนทนา ได้เยอะมาก และน่าฟังมาก (อันนี้ก็แค่น้อมรับฟังนะ ยังไม่เกิดความเชื่อในตัวเองเลย)

สำหรับงานเขียน เราเชื่อ...ว่าเราทำได้เว่ย และคิดว่าทำได้ดีทีเดียว
ไม่ว่าจะเป็นการใส่จังหวะพูดลงไปในงานเขียน เพื่ออ่านแล้วรู้สึกว่า... เห้ย นี่กำลังฟังอะไรสักอย่างอยู่นะ
หรือเขียนแบบ ในอ่านแล้วเหมือนมองภาพวาดอ่ะ คิดตาม เห็นภาพไปเลย
หรือเขียนทำนองอึดอัดในความรู้สึก ทบทวนความรู้สึกตัวเอง นั่นนี่
ถนัดสุดคือ. ผูกเรื่องเล่า... มีตัวละคร มีบทสนทนา มีจังหวะจะโคนของการดำเนินเรื่อง บางทีก็เขียนเรื่องจริง ให้ได้อรรถรสขึ้นมา

ฉะนั้นมุมมองต่อสิ่งต่างๆ ของคนที่มีความติสท์หรืออินดี้ จะไม่เหมือนคนทั่วไปแน่ๆ มุมมองต่อการเรียนของเด็กเรียน กับเราผู้บังเอิญชอบเรียน ก็เปรียบเทียบกันไม่ได้

ทบทวนไปแล้ว...ถามว่าชอบตัวเองที่เป็นแบบนี้มั้ย เห้ยโอเคมากอ่ะ ชอบมาก...หลากหลาย อ่อนไหว มีจินตนาการ ในความเป็นศิลปิน แต่ทว่าแม่งแบบมีความมุ่งมั่นตั้งใจ ในฉบับที่เด็กเนิร์ดหรือเด็กเรียนมี

มีแพทเทิร์นชีวิตเหมือนเด็กเรียน เพอร์เฟคขั่นนิส
มีแนวคิดแบบศิลปิน นักประพันธ์ อาร์ตติสท์

มันจะเริศมาก...ถ้าเกิดมาหน้าตาสวย 55555

แล้วภาพเด็กทารกน้อย นุ่งผ้าอ้อมที่ตัดจากผ้าถุงเก่าของแม่ บิดขี้เกียจหลังตื่นมาพบกับความเงียบในบ้านหลังเล็ก มีเพียงเงาจากต้นกระถินยักษ์ที่เคลื่อนไหวจนต้องมองตาม ทารกน้อยจ้องผ้ามุ้งที่อยู่เหนือสายตาขึ้นไป ไม่รู้หรอกว่าตอนนั้น...ทารกน้อยกำลังจินตนาการถึงอะไร ทารกน้อยไม่ร้องไห้เมื่อรู้ว่าไม่มีใครอยู่ตรงนั้นเลย...แต่ทารกน้อยกลับชื่นชอบ ช่วงเวลานั้น ที่ตื่นมาแล้วพบกับความเงียบที้มองไม่เห็นใคร และไม่มีใครมองเห็น

นั่นคือจุดเริ่มต้นของทุกๆจินตนาการน่ะสินะ...
ถึงทารกน้อย...
ผู้เป็นจุดเริ่มต้นที่แท้จริงของเรา
ถึง 24 ปีจะผ่านพ้นไป... แต่แกแม่ง ยังเป็นเหมือนเดิมเลย

30/12/2018
๓๐/๑๒/๒๕๖๑
สุพรรณีกา 
SHARE
Writer
suniga
letter girl
คุยกับตัวเอง

Comments