ล่าม vs นักแปล
ล่าม vs นักแปล

"Omakase แปลเป็นไทยว่า แล้วแต่เฮีย ลูกค้ารู้เลาๆว่าจะได้อะไร แล้วก็นั่งรอรับบริการ ไม่มีสิทธิเข้าไปกะเกณท์ใดๆในครัว หรือต่อรองราคาตามใจชอบ เพราะเชื่อมั่นในตัวเชฟว่าได้สรรหาสิ่งที่ดีที่สุดให้ตน"

ล่ามส่วนใหญ่เหนือกว่านักแปลด้านการพูดฟัง แต่ความเข้าใจทักษะความชำนาญความลึกซึ้งทางภาษาอังกฤษสู้นักแปลอาชีพไม่ได้เลย ใครที่ทำงานกับฝรั่งสักพักก็มาเป็นล่ามได้ แต่ไม่ใช่นักแปลอาชีพ นักแปลอาชีพมาจากการเรียนฝึกฝนด้านภาษามาเป็นปีๆ คนละแบบกับนักแปลทั่วไปที่คิดค่าแปลหน้าละ 50-200 บาท นักแปลอาชีพคิดเป็นคำๆละ 2 บาทขึ้นไป แต่ละวงการก็มีศัพท์แสง เรื่องราว ความเข้าใจพื้นฐานของตัวเอง เช่น กฏหมาย วิศวะ หมอ ไอที ธุรกิจ ธนาคาร บันเทิงคดี นิยาย วิชาการ และยังแยกย่อยไปตามแขนง เช่น วงการกฏหมายเองก็มีทั้งกฏหมายก่อสร้าง รัฐธรรมนูญ มหาชน ป.วิอาญา ป. แพ่ง ระหว่างประเทศ ธุรกิจ วงการวิศวะเองก็แยกไปกว่า 18 แขนง ตั้งแต่โยธา อุตสาหการ คอมพิวเตอร์ ยันวิศวะการบิน

ดังนั้นล่ามและนักแปลอาชีพที่มีค่าแปลสูงๆ มักรับงานเฉพาะในสาขาที่ตัวเองถนัดจริงๆ แม้กระนั้นก่อนรับงานก็ต้องศึกษาเนื้องานนั้นๆก่อน นักแปลเองก็ต้องอ่านสิ่งที่ต้องแปลจนเข้าใจดีแล้วจึงแปลออกมา ตรงไหนที่ไม่เข้าใจ ศัพท์แสงหรือขาดความเข้าใจในสาขาแขนงนั้นก็ต้องไปค้นคว้ามาจนเข้าใจ เรียกว่าเก็บทุกเม็ด ไม่มีมั่วนิ่ม ดูๆไปไม่ต่างจากราฟาเอล นาเดา พยายามไล่ตามรีเทิร์นลูกเสิร์ฟยากๆจากเฟเดอร์เรอร์กลับมาให้ได้ แทนที่จะยอมแพ้ปล่อยผ่าน สักเท่าไหร่เลย ไม่สินักแปลยิ่งกว่าอีก เพราะถ้านักเทนนิสไม่ตามบอล ก็เสียแต้มนั้นไป แต่ถ้าคำไหนมีความสำคัญต่อใจความ นักแปลปล่อยผ่านปล่อยตกสักคำ มันจะอ่านไม่รู้เรื่องเลย แล้วพอแปลคร่าวๆรอบแรกแล้ว ก็ต้องแปลเกลาอีก 2 รอบ แต่ก็มีนักแปลบางคนแปลได้เร็วมาก หนังสือที่คนอื่นใช้เวลาแปลกัน 20 วัน แต่เจ้าตัวกลับแปลแค่ 7 วันเอง ทุกคนทึ่งมาก แต่หารู้ไม่ว่า นักแปลคนนั้นใช้เวลา 1 เดือนกว่า อ่านหนังสืออ้างอิงเล่มอื่นๆที่เกี่ยวกับสิ่งที่ต้องแปลก่อน แล้วจึงลงมือแปล ฮา

ส่วนเฮียเป็นล่ามนะจ๊ะ ไม่ใช่นักแปล ไม่ได้ชอบ ไม่ได้รัก ไม่ได้เรียนด้านภาษามาโดยตรง สำนวนวาจาไม่ได้สละสลวย สำเนียงภาษาไม่ได้เป๊ะ แบบคอกนีย์บริติชบ้านนอก หรือแยงกี้นิ้วยอก แค่แปลรู้เรื่อง สื่อความหมายถูกครบ ยิ่งตอนนี้เริ่มแก่ หูชักตึง บางทีฝรั่งพูดก็ได้ยินไม่ค่อยชัด ต้องเข้าไปฟังใกล้ๆ ที่พอมีงานตำข้าวสารกรอกหม้ออยู่บ้าง ก็เพราะทำล่ามเฉพาะทาง ล่ามวิศวะ ล่ามโรงงาน ล่ามอุตสาหกรรมนี่แหละ ทำงานเดียวกินไปได้หลายวันหลายเดือน อยู่ที่กินข้าวบ้าน ข้าวแกง กินเหลา กินข้างถนน หรือกินชาติบ้านเมือง วันหน้าถ้ามีเวลาจะเขียนเล่าเรื่องการทำงานล่ามเฉพาะทาง ล่ามวิศวะนะ ใครที่มาทำแล้วขวัญอ่อนใจไม่แข็ง มีฉี่ราดแน่

งานแปลก็พอแปลได้นะ แค่พอได้ ไม่เก่ง ช้าด้วย แถมใจร้อนอีก นั่งโต๊ะนั่งเกลานานๆมันเบื่อ เครียด อกจะแตกก่อน ถึงไม่รับงานแปลเลย ไม่ชอบน่ะ น้องๆบางคนแปลงานรายได้เดือนละแสนขึ้นไป แต่นั่งแปลวันละ 12-16 ชั่วโมง นั่งรากงอก นั่งจนเบื่อ คือมันงกน่ะ ถ้าไม่รับงานกลัวลูกค้าเอางานไปให้คนอื่นแปล เพิ่มคู่แข่ง ตัดโอกาสในอนาคตตัวเองอีก ฮา ส่วนเฮียใจไม่นิ่ง (ไม่งก) เท่าน้องมันเลยไม่รับงานแปลเลย แต่ก็ฝึกทักษะภาษาอังกฤษตัวเองอ่านหนังสือพิมพ์ฝรั่งทุกเช้านะ เน้นการอ่าน การแปลคำพาดหัวข่าวให้สั้นๆ ย่นย่อได้ใจความ ฝึกฟังคลิปภาษาอังกฤษให้ฟังเข้าหูให้มากขึ้น สะสมคำศัพท์อะไรไป

ข้อคิดปิดท้าย

อาหารแต่ละจาน ใช้วัตถุดิบแตกต่างกัน รสชาติแตกต่างกัน หลักใหญ่อยู่ที่เชฟ สุดยอดเชฟทำอะไรก็อร่อย แต่สุดยอดเชฟไม่มีจริง มีแต่เชฟเก่งธรรมดา เก่งเป็นอย่างๆ

cr. ภาพ เชฟลึกลับ Note Tasit Wasinchaiwat

#อหังการ์หมาป่าโดดเดี่ยว

ปล ใครอ่านแล้วชอบ แชร์ได้เลย ใครไม่ชอบยิ่งต้องแชร์ คนจะได้รู้จักวงการ ความแตกต่างระหว่างล่ามและนักแปลเยอะๆ แล้ววงการเราก็จะดีขึ้นเรื่อยๆ

ข้างล่างเป็นเพจล่ามเฮียเองนะครับ สนใจอยากจะดูโพสเก่าๆเเฮีย ก็ดูได้นะครับ
https://www.facebook.com/194511154044679/posts/637782993050824/
SHARE
Writer
LOneBull
Translator
การค้นพบตัวเอง ผู้คน ความรัก อาหาร ซูชิ ธุรกิจ การเดินทาง

Comments