ไม่ยอมแพ้หรอก

“พรสวรรค์ที่เธอมี สู้พรแสวงของเขาไม่ได้หรอก”
ฉันไม่รู้ว่ามันคือพรสวรรค์ไหม แต่ไม่ว่าจะใช่หรือไม่ ฉันก็พยายามไม่ได้น้อยไปกว่าคนที่พยายามจนมีพรแสวงแต่อย่างใด เพียงแต่เราเลือกจะแสวงหาอย่างไรเท่านั้นเอง...

“น่าอิจฉาคนมีพรสวรรค์เนอะ... ทำยังไงถึงจะเก่งได้เสี้ยวนึงของเธอวะ”
“พยายามสิ... เราไม่ได้เก่งอะไรเลยนะ แล้วนายก็ไม่ได้โง่ด้วย”
“ก็พยายามอยู่ เหนื่อยจะตายแล้วเนี่ย ถึงได้อิจฉาคนที่มีพรสวรรค์ไง ดูไม่ต้องพยายามอะไรมากมาย”
“คนเรามีพื้นฐานและเป้าหมายไม่เหมือนกัน ระยะทางกับพลังงานที่ต้องใช้ในการเดินทาง ถ้ามันจะต่างกันก็คงไม่ใช่เรื่องแปลก”

ความพยายามขนาดใหญ่ที่นายแบกไว้อาจจะใช้ระยะเดินทางแค่ความยาวแม่น้ำโขง
ความพยายามขนาดใหญ่ที่ฉันแบกไว้และนายมองว่ามันเล็ก มันอาจจะใช้ระยะเดินทางเท่าความยาวของแม่น้ำไนล์ก็ได้



ในความคิดของฉันนะ ไม่มีใครไม่พยายามหรอก ไม่มีเหตุผลที่ต้องหามาเกทับใครด้วยซ้ำว่าใครพยายามมากกว่าใคร เพราะสุดท้ายมันก็อยู่ที่ว่าเราไปถึงเป้าหมายที่เราตั้งไว้และเราพอใจไหมก็เท่านั้น

ถ้าพยายามแล้วยังไม่ถึง ก็แค่ต้องพยายามอีก พยายามให้มากขึ้น

ความพยายามไม่เคยทำร้ายใคร                  ความพยายามไม่เคยทรยศใครเช่นเดียวกัน 


สุดท้ายทุกคนก็มองแค่ผลลัพธ์ก็จริงอยู่ แต่ตัวเราที่เป็นคนพยายามเองต่างก็รู้ ว่ากว่าจะมีผลลัพธ์ออกมา มันต้องผ่านกระบวนการอะไรมาบ้าง 
ความรู้สึกเท่าไหร่ที่เสียไปเพราะคำพูดที่ไม่คิด น้ำตากี่ลิตรที่เสียไปในวันที่ล้มเหลว ทุกกำลังใจที่ได้รับและศรัทธาที่ไม่เคยหมดในตัวของเราเอง ล้วนก่อรูปออกมาเป็นประสบการณ์ของเราและกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำของเราในที่สุด... 

หากเขาสนแค่ผลลัพธ์ก็ช่างเขา แต่ตัวเราอย่าได้มองแค่ความสำเร็จ เพราะต่อให้คุณไม่ได้อย่างที่ตั้งความหวังไว้ ไม่เคยมีอะไรเสียเปล่า เพราะคุณมีเรื่องราวที่เรียกว่าประสบการณ์เป็นผลงานจากความพยายามของคัวคุณ จงขอบคุณตัวเองที่อดทนและพยายามจนถึงที่สุด


อย่าได้อิจฉาฉันเลยที่เกิดมามีพรสวรรค์ ถ้าเธอไม่ได้รับรู้ว่าฉันก็แสวงหาไม่แพ้ใครที่ไหน
อย่าเพิ่งท้อถอย ถ้าเธอยังไม่ได้รับพรแสวงสมดั่งใจ มุ่งมั่นพยายามต่อไป อย่าให้ใครมาสั่นคลอนมัน

แล้วฉันมีพรสวรรค์ไหมหนะเหรอ


ฉันเชื่อว่าทุกคนมีพรสวรรค์ เพียงแต่ฉันเองก็ไม่รู้ว่าของตัวเองคืออะไร... ต่อให้ใครต่อใครบอกบอกว่าพรสวรรค์ของฉันคือความฉลาด


หากแต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะมีพรแสวง

ฉันเองก็ไม่ได้คิดว่าสิ่งที่ฉันมีคือพรแสวงแต่อย่างใด เพราะฉันไม่รู้ว่าพรแสวงของฉันคืออะไรเช่นเดียวกัน... ต่อให้ใครต่อใครหมิ่นประมาทฉันว่าสักวันจะต้องแพ้ให้แก่คนที่มีพรแสวง



เคยถนัดคำนวน แค่คณิตคิดอยู่ในหัวก็ได้
เคยถนัดวางแผน เก่งเรื่องพลิกแพลงและเชื่อมโยง วิเคราะห์ ตีความ นิยามความหมาย
เคยมีความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการมากมายอัดแน่นภายในหัว
เคยเป็นคนเรียนรู้ได้เร็วหรือหัวไว
เคยเป็นคนถนัดศิลปะ ไม่ว่าจะวาดรูป เล่นดนตรี ทั้งหมดนี้ฉันเริ่มมันด้วยตัวของฉันเอง ไม่มีใครสอน
เคยเป็น multilingual ที่อยู่ในระดับ native speaker

เคยเป็น เคยถนัด เคยเก่ง เคยทำได้ดี


เคยเป็นหงส์ในฝูงกา
เคยเป็นหัวหมา...


แต่วันนี้กลับมา

เป็นเพียงแค่หางมังกร


ตั้งแต่ฉันจำความได้ ใครๆก็ว่าฉันเป็นเด็กที่มีพรสวรรค์ ทุกคนต่างบอกว่าฉันเก่งและทำได้ดีในทุกอย่าง ซึ่งก็ค่อนข้างจริง

อนุบาล2 ฉันบวกลบในใจได้ไวแม้เป็นเลขหลายหลัก
อนุบาล3 ฉันสื่อสารได้3ภาษาและท่องสูตรคูณได้ทุกแม่
ประถมปีแรก ฉันทำข้อสอบสอบเข้าโรงเรียนได้ด้วยคะแนนเต็ม
ประถมปีที่2 ฉันหารได้ก่อนใครเพื่อน
ประถมปีที่3 ฉันได้รองชนะเลิศอันดับ2 ในการแข่งขันโอลิมปิกวิชาการระดับภาค วิชาคณิตศาสตร์
ประถมปีที่4 ฉันสื่อสารได้เพิ่มอีก1ภาษา และผลการสอบวัดระดับของภาษาที่ฉันมีก่อนหน้า ผ่านระดับ4จาก6ระดับ ฉันเล่นเครื่องดนตรีได้แล้วหนึ่งเครื่อง
ประถมปีที่5 ฉันแค่วาดรูประบายความหงุดหงิด แต่ทุกคนที่เห็นกลับคิดว่ารูปนกกระเรียนกับดอกไม้พวกนั้นสวย พวกผู้ใหญ่ว่าฉันมีพรสวรรค์นะ แล้วก็ ฉันเล่นเครื่องดนตรีได้อีกชิ้นแล้วล่ะ
ประถมปีที่6 ฉันอ่านหนังสือเพียงหนึ่งเล่ม ทำความเข้าใจเองทั้งหมด(เพราะอาจารย์ทุกคนเอาเวลาไปประชุม ไม่เคยที่จะมาสอน) 
และฉันสอบติดห้องเรียนพิเศษของโรงเรียนมัธยมชื่อดังแห่งหนึ่ง ซึ่งฉันเลือกที่จะไม่เอา ฉันเลือกที่จะสอบเข้าที่โรงเรียนเดิมแต่เป็นห้องสามัญ และแน่นอน ฉันได้คะแนนอยู่ที่อันดับต้นๆของทั้งหมดที่สอบติด
มัธยม1-2 ฉันเรียนอยู่ห้องที่ถูกเรียกว่าห้องคิง ฉันสื่อสารได้อีก1ภาษา จากการหาข้อมูลจากแหล่งวิชาการ และเรียนรู้มันด้วยตัวเอง
มัธยม3 มีการแบ่งห้องเป็นห้องสายคำนวณและห้องสายสังคม ฉันอยู่ห้องสายคำนวณ และฉันสื่อสารเพิ่มได้อีก1ภาษา เพราะมันมีความใกล้เคียงกับภาษาที่ฉันใช้ได้อยู่แล้ว มันจึงเป็นเรื่องง่าย และเพื่อนในห้องบอกว่าฉันวาดภาพเหมือนได้สวย อีกทั้งฉันยังเริ่มเล่นเครื่องดนตรีอีกชิ้นแล้วด้วย
มัธยม4 ใครๆก็อยากเข้าสายวิทย์-คณิต คงเป็นความตลกที่ฉันลงชื่อไปสายอังกฤษ-จีน ประกาศชื่อคนติดรอบแรกก็ได้ดั่งใจหวัง แต่หลังจากสอบวัดระดับหลังสิ้นสุดการเรียนปรับพื้นฐาน ชื่อของฉันกลับไปโผล่ที่สายวิทย์-คณิต ทุกคนที่บ้านอยากให้ฉันเรียน แต่ฉันขอให้คุณพ่อทำเรื่องย้ายห้องลงมาให้ฉันหน่อย คิดดีแล้วใช่ไหม” นี่คือสิ่งที่ทั้งผู้อำนวยการและที่บ้านถามฉัน...
ในวันเปิดภาคเรียน ฉันยกมือขึ้นเมื่อชื่อฉันถูกขาน อาจารย์ประจำสายภาษาจีนหันมามองแล้วถามด้วยความฉงน “นี่ยังอยู่ห้องนี้อีกเหรอเนี่ย” ...ฉันรู้แค่คะแนนวัดผลภาษาจีนของฉันได้49/50 เขาจัดยังไงให้ฉันย้ายขึ้นไปทั้งที่ฉันก็ทำภาษาจีนได้ดี ฉันเป็นหนึ่งในเด็กม.4สองคนที่ถูกส่งไปค่ายภาษาจีน ที่เหลือเป็นรุ่นพี่ ทั้งที่ยังเริ่มเรียนได้แค่เพียงเทอมเดียว... แต่ก็ไม่ปฏิเสธหรอกนะ ว่าฉันพูดภาษาจีนได้ ก่อนจะเข้ามาเรียนในสายนี้เสียอีก
มัธยม5 ฉันได้ไปแข่งรอบคัดเลือกตัวแทนภาคในการแสดงละครสั้นภาษาจีน ฉันเล่นเป็นตัวหลัก จะว่าเป็นตัวพระตัวนางก็คงไม่ต่างเท่าไหร่นัก รอบแรกได้ถ้วยเงิน รอบที่สองก็ได้ถ้วยเงิน และก็สิ้นสุดการแข่งขันที่ตรงนั้น ปีนั้นฉันสื่อสารภาษาได้อีก2ภาษา แต่แค่พอพูดอ่านเขียน เรียบเรียง เขียนพรรณนาได้บ้าง ก็ไม่เชิงว่าจะเป็นnativeใน2ภาษานี้สักเท่าไหร่
มัธยม6 ในงานนิทรรศการเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างสายอังกฤษ-จีนกับอังกฤษญี่ปุ่น ฉันเป็นตัวดำเนินการจัดการประสานงานทั้งหมดภายในสายการเรียนของฉัน ทั้งซ้อมการแสดงให้ นัดมารันคิว ดูแลน้องที่มีรวมกันกว่าร้อยคน ให้ทำงานออกมาดีและมีความประพฤติเรียบร้อย และในวันงาน ฉันทั้งรันคิวงาน เป็นตากล้อง เป็นคนจัดชุดน้ำชา เป็นคนให้สัญญานเริ่ม เป็นคนวิ่งตามน้องให้ครบ เรียกได้ว่าเป็นเกือบจะทุกอย่างแล้วให้แล้ว ทั้งที่ฉันอดนอนเขียนเรียงความสองเรื่องเป็นงานแก้ให้น้องรหัสฉันมาเป็นเวลา3วัน และหลังงานเลิกเพื่อนของฉันลืมนำสติกเกอร์แปะผลิตภัณฑ์มา อาจารย์ถามว่า “พรุ่งนี้ถ้ามาแล้วใครจะอยู่กับเธอ” ...ใช่ เป็นฉันเองที่ยกมือ คืนนั้นฉันยังคงอดหลับอดนอน แก้สิ่งที่เขียนเรื่อยๆ แก้ยังไงก็ยังไม่พอใจเสียที วันถัดมา ที่ว่าจะมาช่วยเพื่อนหนะ อาจารย์ล็อกห้องไว้ สรุปคือ ไม่ได้ทำ... วันถัดไปคือวันพฤหัส ฉันตั้งใจว่าจะหยุดพักพ่อน เพราะฉันเริ่มรู้สึกได้แล้วว่าร่างกายฉันรับไม่ไหว และบางสิ่งบางอย่างกำลังจะกลับมาเยือน แต่มันไม่เป็นอย่างที่คิด น้องม.ต้นที่อยู่สายรหัสเดียวกันกับฉัน อยากฝากให้ฉันเอาเงินไปจ่ายค่าของที่เธอสั่งให้หน่อย และใช่ ฉันไม่ได้หยุด และตอนกลางคืน ฉันก็ยังคงแก้มันไม่หยุด จนเผลอหลับไปในตอนตีสาม และตื่นไปโรงเรียนในตอนเช้าตามปกติ และด้วยความที่สายแล้ว ฉันจึงไม่ได้คิดจะหยุดซื้ออะไรกิน... คาบก่อนพัก เป็นคาบภาษาจีน เราแบ่งการเรียนเป็นห้องAกับB ตามระดับคะแนนที่สอบผ่าน และแน่นอนฉันอยู่A ข้อสอบเป็นเพียงกระดาษเปล่า ให้เขียนเรื่องเพื่อนสนิท ขั้นต่ำ200ตัวอักษรไม่นับเครื่องหมาย ภายใน50นาที รู้อะไรไหม มันง่ายยิ่งกว่าง่ายเสียอีก แค่รู้หัวข้อ สิ่งที่ฉันจะเขียนก็รายเรียงกันมาเป็นตัวอักษรจีน(มากกว่า200ตัวด้วยซ้ำ) ทั้งหมดนั่นอยู่ในหัวของฉันแล้ว แต่ตลกร้าย มือของฉันสั่น สั่นจนกว่าฉันจะเขียนได้แต่ละตัวมันยากเสียจนฉันอยากจะร้องไห้ ตาของฉันพร่า ไม่ใช่เพราะน้ำตา แต่ฉันคิดว่าตัวเองนอนไม่พอ... หมดเวลา ฉันทำได้ไม่ถึง80ตัวอักษรด้วยซ้ำ ฉันโงนเงนเหมือนจะล้ม อาจารย์มองกระดาษคำตอบของฉันด้วยสายตาที่ผิดหวัง “ปกติไม่เคยเป็นแบบนี้หนิ ทำไมเขียนได้แค่นี้” ฉันตอบตามตรงว่าฉันไม่มีแรง และฉันไม่ได้พักผ่อนมาจะอาทิตย์หนึ่งแล้ว เมื่ออาจารย์ถามว่าทำไมไม่นอน ฉันจึงตอบตามตรงว่าช่วยน้องคิดว่าจะเขียนเรียงความเรื่องอะไร “ช่วยคนอื่น ช่วยได้ แต่ต้องดูตัวเองด้วยว่าไหวไหม ไม่ใช่เป็นแบบนี้... ไม่เอาแล้วนะ อย่างนี้หนะ”
ฉันไม่เคยทำได้แย่ ไม่เคยแย่ขนาดนี้มาก่อนเลย ฉันสูญเสียความมั่นใจในตัวเอง ฉันรู้สึกตัวแล้วในวันนั้น กลับมาแล้วล่ะ... เพื่อนที่ใจร้ายกับฉันแต่ก็ไม่ได้แย่อย่างที่คิด

ฉันคงไม่เล่าต่อว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง... 
รู้เพียงฉันเป็นเหมือนหมากตัวหนึ่งในกระดาน ที่ใครจะจับไปวางไว้ที่ตรงไหนก็ได้ 
รู้เพียงเพราะฉันใจดีก็เลยโดนฉกฉวยโอกาสจากความใจดีนั้น 
รู้เพียงว่าฉันต้องผิดหวังที่ถูกหลอกง่ายๆเพราะความไว้ใจและเชื่อใจว่าทุกคนจริงใจกับเรา อย่างที่เราจริงใจกับเขา



จากที่เป็นแค่โรคซึมเศร้า ฉันเริ่มมีอาการไบโพล่าร์อ่อนๆ... ไม่ใช่จากอารมณ์ที่เหวี่ยงขึ้นลงอย่างเดียว ฉันเริ่มทำในสิ่งที่ฉันถนัดได้ไม่ดีเหมือนเดิม ความจำบางช่วงของฉันมันหายไปอย่างที่มันไม่ควรจะหาย ไม่ว่ามันจะเป็นอะไร... แต่การกลับมาของเพื่อนที่ใจร้ายคราวนี้ดูเหมือนจะร้ายยิ่งกว่าอสูร ฉันกินไม่ได้ นอนไม่หลับ จากที่เคยสมส่วน ก็ผอมลงจนไหปลาร้าโผล่ แก้มยุ้ยๆหายไปจนหมด... ฉันอย่างผอมลงก็จริงอยู่ แต่ถ้าผอมเพราะความเศร้า ไม่เอาหรอก ฉันไม่อยากได้! เพื่อนมักไม่กลับมาลำพัง ครั้งนี้ก็เช่นกัน เขายังเอาเพื่อนชังที่บางครั้งฉันก็ชอบความเป็นเขากลับมาด้วย... โรคย้ำคิดย้ำทำ ฉันมีความเป็นperfectionism ฉันมีอาการหลายอย่างที่ทำให้การใช้ชีวิตประจำวันมีปัญหา เช่นไปเรียนสาย ไม่ส่งงาน ตั้งมาตรฐานตัวเองสูง รวมไปถึงอาการหูแว่ว... 
และแล้ววันที่ฉันกลัวก็มาถึง อาจารย์เรียกไปถามว่าทำไมถึงมีคะแนนแค่นี้ เป็นอะไรไป ฉันจึงยื่นใบนัดและใบเสร็จค่าใช้จ่ายในการคุยกับนักจิตวิยาให้คุณครู
คุณเป็นคนที่อดทนเก่ง
คุณธี นักจิตวิทยาที่ฉันไปพบบอกฉันไว้อย่างนั้น เขาให้ฉันกลับไปหาข้อดีที่ตัวเองมีที่ไม่ใช่คนอื่นบอกให้เจอ เขาเดาว่าฉันเป็นแค่โรคซึมเศร้า ย้ำคิดย้ำทำไม่น่าเกี่ยว... เพราะคุณธีไม่เห็น ว่าสิ่งที่มันเป็นคืออะไร และฉันก็ไม่ได้บอกเขาให้รับรู้

แต่ทันทีที่ยื่นใบทั้งสองไปให้อาจารย์ พร้อมกับคำพูดของคุณธีที่ผุดขึ้นมาในหัว ทำให้ฉันทรุดตัวลงมากอดเข่าแล้วร้องไห้ ฉันเล่าสิ่งที่ฉันเป็นให้อาจารย์ฟังทั้งน้ำตา 
อันที่จริง...หลังจากพบคุณธี ฉันก็เริ่มดีขึ้น อาจเป็นเพราะฉันจัดการมาด้วยตัวเองมานาน ก็เลยไม่เท่าไหร่นัก หลังจากการคุยกับคุณธีพาสิ่งที่หนักอึ้งในใจของฉันตอนนี้ทิ้งไปบางส่วน ฉันเริ่มกินข้าวได้ กล้าที่จะยิ้ม ไม่กลัวที่จะหัวเราะ ถึงแม้วันถัดมาหลังจากไปหาคุณธีฉันจะมีไข้จนต้องใส่แมส แปะเจลหมี จนมีเหลือแค่ส่วนตาก็ตาม... จนกระทั่งวันถัดมา ตอนที่ต้องไปเรียนพิเศษภาษาอังกฤษ ในคลาสนั้นฉันลงเรียนคนเดียวไม่มีเพื่อน มีเพียงน้องที่พอรู้จักและคุยได้ ในระหว่างที่จดตามกระดานอยู่นั้น ฉันได้ยินเสียงคนพูดถึงฉัน ฉันฟัง จนมันสิ้นสุดที่ “เบาๆดิวะ เดี๋ยวพี่เขาได้ยิน” ฉันรู้สึกแย่มากๆ ที่คนที่ฉันเห็นเขาเป็นน้องกับกลุ่มเพื่อนเขา พูดเรื่องของฉันและที่สำคัญ มันไม่จริง...
at best it’s just wrong and at worst it’s something hurtful and untrue. — 2018, Jan

นั่นหละ จุดเริ่มต้นของอาการหูแว่วล่ะ :)
อาจารย์บอกฉันว่าอยากให้ฉันหาย เขาขอให้เขาบอกผู้ปกครองฉันนะ แล้วฉันก็ตกลงไป

ทันทีที่ก้าวออกจากประตูลงไปที่ห้องเรียนไปหาเพื่อน ฉันร้องไห้ออกมาทันที ใช้เวลาค่อนข้างนานกว่าฉันจะหยุดร้อง ฉันกลัว กลัวที่เขาต้องรับรู้ ถึงแม้ความผิดปกติบางอย่างของฉันเขาก็เคยเห็นมัน แต่ฉันรู้ว่าเขาหลอกตัวเองว่าลูกฉันนั้นปกติ จนในวันฉันซ่อนความจริงและเขาก็หลอกตัวเองไม่ได้อีกต่อไป

ฉันรู้ว่าตัวเองกำลังเผชิญกับโรคซึมเศร้า แบบไบโพล่าร์... 

ช่วงก่อนหน้าที่น้องแอบมาเล่นกับฉัน ทั้งที่ถูกห้ามไว้ น้องบอกว่า “เขาไม่ให้มาเล่นด้วย พี่นิสัยไม่ดี แต่หนูจะเล่นกับพี่ ต่อไปนี้เราเป็นคู่หูกันนะ” น้องเป็นกำลังใจและพลังงานที่ดีมากๆที่ฉันมีเลย และหลังจากที่เปิดใจคุยกับพ่อ จากโรคซึมเศร้าขั้นรุนแรง ฉันถูกวินิจฉัยให้เป็นแค่ขั้นเริ่มต้นและโรคย้ำคิดย้ำทำ โดยคุณหมอชมว่าฉันเก่งมากที่อดทนและผ่านมันมาได้ด้วยตัวคนเดียว
แต่ก็ต้องยอมรับว่าผิดที่ฉันด้วยนั่นแหละที่บอกแค่คุณธี เรื่องที่ความสามารถบางอย่าง ไม่สิ เกือบทั้งหมดมันถดถอยลง บางอย่างเหมือนฉันไม่เคยทำมันได้เลยด้วยซ้ำ ฉันจำบางช่วงในชีวิตไม่ได้ มันเหมือนมีอะไรหายไป คุณธีถามว่าแล้วได้พยายามนึก พยายามฝึก พยายามทวน พยายามทำแล้วหรือยัง ฉันตอบว่า “ฉันพยายามแล้ว แต่มันคงไม่พอ ฉันจะพยายามอีก” ...แต่ฉันบอกพ่อนะ แค่เรื่องที่ฉันทำอะไรได้ไม่เท่าเดิมแล้ว ฉันร้องไห้ “หนูพยายามแล้ว หนูพยายามเท่าไหร่มันก็ไม่ดีขึ้นสักที” พ่อบอกว่า “ไม่เป็นไร เริ่มใหม่ก็ได้ ค่อยๆเป็นค่อยๆไปนะ ไม่ต้องดีเท่าเดิมก็ได้” ... ฉันเป็น perfectionism มาตรฐานที่ตั้งสูงของฉันไม่เคยลดต่ำลง ฉันพยายามแล้วพยายามเล่า แต่มันก็แทบจะไม่มีผลเลย


ในวันที่พรสวรรค์ หายไปอย่างง่ายดาย...         ‘เพียงแค่นอนหลับ’

“ทำไมวันนี้ถึงทำสิ่งชอบสิ่งที่ทำได้ดีมาตลอดไม่ได้วะ เรียนสายภาษาจีนนะ แต่ในหัวกลับแทบจะนึกอะไรไม่ออกเลย แล้วจะทำข้อสอบได้ยังไงวะ”
“ก็มึงเลือกเองป้ะ อยู่ห้องวิทย์-คณิตก็ดีอยู่แล้วอ่ะ เลือกจะย้ายมาเอง ก็ต้องทนให้ได้”

ถ้าฉันรู้ว่าฉันต้อง เป็นแบบนี้เธอคิดว่าฉันจะเลือกมันไหมล่ะ ในวันนั้น...ฉันก็แค่เลือกสิ่งที่ฉันชอบพูดตามตรงว่าเหตุการณ์ที่ผ่านมาทั้งหมดยังคงวนเวียนในของฉัน และฉันพยายามที่จะคิดว่าฉันไม่ได้มีอาการAmnesiaหนึ่งผลกระทบจากBPเพราะฉันไม่ได้เป็นโรคนี้ เพียงแค่มีอาการ

ฉันพยายาม พยายาม พยายาม และพยายาม และก็จะพยายามต่อไปเรื่อยๆจนกว่าทุกอย่างที่เคยจะกลับมาเป็นจริง

เป็นพรสวรรค์ ที่ได้กลับมาในรูปของพรแสวง


จนกระทั่งไม่กี่วันก่อน คุณหมอวินิจฉัยว่าฉันไม่น่าใช่แค่โรคซึมเศร้ากับโรคย้ำคิดย้ำทำเฉยๆ แต่ฉันเป็นโรคอารมณ์สองขั้วหรือ ไบโพล่าร์(BP) แบบขั้วโน้มเอียงไปทางอารมณ์เศร้า เพราะจากการปรับยา แค่กลุ่มยาต้านเศร้าและยากันชักที่ใช้เพื่อควบคุมอารมณ์ที่ฉันกินตามปกตินั้น มันใช้ไม่ได้ผล จนเมื่อเพิ่มยาอีกหนึ่งตัวเข้ามา แม้จะไม่มากเท่าไหร่นัก แต่ก็นับว่าดีขึ้น

หลังจากออกจากโรงพยาบาล ฉันมุ่งกลับบ้านทันที ฉันแวะเอาของไปให้อาจารย์ และไปเจอน้องบางคน ก่อนจะไปร้านทำฟันเป็นเพื่อนน้อง

ทุกอย่างเหมือนจะผ่านไปด้วยดี

จนวันถัดมา ฉันมีเรื่องมาทำให้รู้สึกแย่
...อาการหูแว่วที่หายไปเมื่อเดือนพฤษภา ได้กลับเขามาในเดือนธันวาแล้ว

ฉันร้องไห้เงียบๆ ได้แต่ภาวนาให้เสียงที่ได้ยินเงียบเสียที แล้วก็นึกขึ้นได้
ตลอดระยะเวลาที่ฉันพยายามอย่างหนักเพื่อให้ทุกอย่างกลับคืนมา ฉันไม่เคยทำมันได้ดีขึ้นจากเก่าเท่าไหร่เลย บางอย่างมันแย่ลงด้วยซ้ำ และก็ยังพบว่า มีบางสิ่งบางอย่าง ได้เลือนหายไปจากสมองของฉันอีกแล้ว... ทิ้งไว้เพียงความรู้สึกโหวงๆในอก

ฉันไม่อยากเขียนมันเลยด้วยซ้ำนะ รู้ไหม ไม่ว่าจะกี่รอบก็ตาม ประสบการณ์แย่ๆ เรื่องแย่ๆที่ฉันเคยเผชิญ เพราะแค่วนอยู่ในหัวก็เกินพอแล้ว ฉันเข้มแข็งขึ้น ฉันเติบโตขึ้น แต่บาดแผลของฉันมันไม่เคยหาย และเมื่อฉันเศร้าสิ่งที่ฉันทำได้มีแค่ เขียนเรื่องราว ฟังเพลง นอนหลับตาเงียบๆ และร้องไห้

ใช่ ฉันทำได้แค่นั้น :) 



ฉัน... 
คนที่เคยมีพรสวรรค์แต่ก็ไม่เคยที่จะหยุดแสวง   จนได้รับพรแสวงมาเสริมแต่งพรสวรรค์

แต่มันก็แค่เคย แค่สิ่งที่ฉันเคยมี เคยเป็นและในตอนนี้... มีเพียง ฉัน
คนที่เหมือนจะไม่มีพรสวรรค์แต่ยังดิ้นรนที่จะแสวง เพื่อให้พรแสวงมาทดแทนพรสวรรค์ที่ทำหล่นหาย 
แต่ก็ยังไม่ได้รับพรสักข้อแต่อย่างใด แต่ก็จะพยายามต่อไปจนกว่าจะได้มันคืน




หรือต่อให้สุดท้ายแล้วฉันไม่ได้อะไรกลับคืนมาเลย... 
ฉันก็ยังคงมีพรข้อหนึ่งเหลืออยู่เป็นข้อสุดท้าย






เป็นพรที่ไม่ได้มีความโดดเด่นหรือพิเศษไปกว่าใคร 

ความอดทนนั่นไง พรของฉันที่จะไม่มีใครมา  พรากมันไปจากฉันได้ นอกจากความตาย...
ฟังดูอาจจะไม่น่าภิรมย์นัก แต่ความอดทนเป็นสมบัติที่ทุกคนต้องมี... และไม่ใช่ทุกคนที่มีข้อนี้เป็นดั่งพร

รักษาพรที่มีให้ดี ใช้พรที่เธอมีทำสิ่งดีๆให้เกิดประโยชน์... 


หากไม่มีเธอเพียงแค่ต้องแสวงหา เพื่อให้ได้มา สิ่งที่เธอต้องการคือความพยายาม ความอดทน และเวลา



ต่อให้ระยะทางที่ความพยายามต้องเดินทางไปถึง จะยาวไกลเท่ากับสิบแม่น้ำไนล์มาต่อกัน... หรือเป็นระยะอนันต์... ก็จะไม่มีวันยอมแพ้ แม้ตัวตาย
:)

SHARE
Writer
wallflowers_girl
daughter
good listener which can confide in. by the way, you can text me to talk to about everything :)

Comments

p134340d
10 months ago
หลงรักภาษาคุณอีกแล้ว สู้ๆนะคุณ :)
Reply
wallflowers_girl
10 months ago
ดีใจที่ชอบค่ะ :) เดี๋ยววันที่17นี้เราก็จะไปทำMRI สมองแล้ว ขอบคุณมากๆสำหรับกำลังใจนะคะ