ครั้งที่บอกรักกับการถูกนอกใจ
นอกใจครั้งที่ 1
"สถานะไม่ชัดเจน แต่การเลิกมักชัดเจนเสมอ"
เริ่มคลาสของเด็กปีหนึ่งคณะที่ตอนนั้นเป็นที่นิยม
"สวัสดีครับ วันนี้ผมมาฝึกสอนวันแรก ชื่อ....นะครับ มีอะไรสงสัยสอบถามได้หลังบรรยายนะครับ"
เสียงนักศึกษายังคงคุยกันเสียงดังพร้อมคำบรรยายและสไลด์ที่เลื่อนไปเรื่อยๆ
"พวกคุณกรุณาเงียบด้วยครับ ฟังกันหน่อยนะ!"

"เห้ยเงียบกันหน่อย" "อาจารย์เค้าโมโหแล้ว เดี๋ยวก็โดนคณะบดีเล่นให้หรอก"
เสียงซุบซิบดังมาเป็นระยะ

และมันเป็นอย่างนี้อยู่เป็นเดือน จนวันนึง เป็นวันที่เราต้องอยู่ทำรายงานที่คอนโดเพื่อนแถวมหาลัย
ขณะที่กำลังออกไปซื้อเสบียงมาตุนเพื่ออยู่โยงดึกจนเช้าแน่นอน 
"อ้าวคุณ! อยู่คอนโดนี้เหรอ?"
"เปล่าค่ะ มาทำรายงานห้องเพื่อน อาจารย์จะไปข้างนอกเหรอคะ"
เสียงสนทนาหน้าลิฟระหว่างเรากับอาจารย์ฝึกสอนก็เริ่มขึ้นครั้งแรกตั้งแต่เรียนกับเค้ามา

"ผมกำลังจะออกไปทานข้าวกับเพื่อนน่ะ"
"ไปด้วยได้มั้ยคะ?" เสียงเพื่อนที่อยู่ดีๆก็โผล่จากห้องออกมาถาม
"แล้วไม่รีบทำรายงานเหรอคุณ ไม่เสร็จผมไม่เกี่ยวนะ"
"มันเริ่มไปเยอะแล้วค่ะ ไปด้วยได้มั้ยคะ แบบมันเป็นที่ที่พวกเราเข้าได้ใช่มั้ย?"
เสียงสนทนาระหว่างเค้ากับเพื่อนเรายังดำเนินต่อไป 
สุดท้ายแล้ว เพื่อนเราทั้ง3คน ก็ตัดสินใจหยุดการทำรายงานและไปกับเค้า 
ส่วนเราต้องนั่งเคลียส่วนที่เหลือของเรา เพราะเราไม่ชอบเที่ยวกลางคืนและที่สำคัญ
ชุดที่มีคือชุดนอนกับชุดนักศึกษา จะไปยังไง จริงมั้ย?

ตอนเช้าก็มีเรื่องเล่ามากมายมาเล่าให้เราฟังว่าที่เที่ยวเป็นยังไง
และเค้าเป็นยังไง และเป็นที่มาของชื่อที่เราเรียกเค้าว่า "อิม" เพราะร้านที่เค้าไปนั่นเอง
ก็แอบเสียดายนะที่เป็นคนทักเค้าแท้ๆ แต่ดันไม่ได้ไป กลายเป็นเพื่อนเราที่เริ่มสนิทกับอิมมากขึ้น
และการที่สนิทกันนั้นเองทำให้เวลาอยู่ในห้องบรรยายมันไม่น่าเบื่อเหมือนเมื่อก่อน

จนเริ่มใกล้สอบเข้ามาทุกทีเวลามาติวที่คอนโดก็จะแอบไปถามอิมบ้างในเรื่องที่ติดจริงๆ
อิมก็ไม่ได้ให้สิทธิพิเศษอะไรมากกว่าคนอื่นนะ ก็ถามตรงไหนก็อธิบายตรงนั้น
วันไหนมีบรรยายคลาสอิมเราก็จะตั้งใจเป็นพิเศษหน่อย (กลัวคุณเค้าโมโหเวลาไม่มีคนฟัง)
เมื่อเราตั้งใจฟังเค้า เค้าก็จะเหมือนกับโฟกัสกับเรา เลยจะกลายเป็นถามตอบกันซะส่วนใหญ่
พอหลังสอบทุกอย่างก็ผ่านไปได้ด้วยดี วันนึงเรารู้สึกผิดมากเพราะช่วงแรกๆที่เค้ามาสอนพวกเราดื้อมาก แบบไม่ฟังเค้าเลย (แอบด่าด้วยซ้ำ) เลยไปสารภาพผิดเอาขนมไปขอโทษเรื่องที่ผ่านมา
จากวันนั้นก็คุยกับเค้านอกคลาสมากขึ้นนะ เหมือนเจอกันที่โรงอาหารก็ทักกันบ้าง ไปๆมาๆ ก็กลายเป็นว่าแลกเบอร์กัน (เพราะสมัยนั้นยังไม่มีไลน์ น่าจะมีแค่ MSN) 

เวลามีคลาสแลปก็จะแอบทักMSN อิมไปบ่อยๆ ชวนคุยนู่นนี่ (ส่วนใหญ๋ก็เรานี่แหละทักไป)
วันนึงเลิกคลาสช้ามาก 
"ทานข้าวเที่ยงหรือยังคะ ตอนนี้หิวมากเลยเพิ่งเลิกคลาส"
"ยังเลยครับ นี่เพิ่งบรรยายเสร็จเหมือนกัน ตึก... "
"ตึกเดียวกันเลย ไปทานด้วยกันมั้ยคะ เพื่อนๆกลับห้องไปนอนหมดแล้ว"
"งั้นเดี๋ยวผมโทรไปอีกที"

สุดท้ายก็จบที่ขึ้นรถอิมออกไปทานข้าวข้างนอกกันสองคน น่าจะร้านกระเพราเป็ดไม่ไกลจากมหาลัยมานัก ตอนนั่งรถไปก็เขินๆนะ แต่ด้วยความที่อิมเป็นคนที่ ถ้าสนิทแล้วจะชวนคุยเก่งมาก สไตล์คนเจ้าชู้  ถ้าสาวๆนี่สายตาแพรวพราวมากล่ะคนนี้ 
เป็นอย่างนี้เรื่อยจนปีหนึ่งผ่านไป ปีสองผ่านไป ระหว่างนั้นเค้าก็เหมือนจะมีคนคุยอยู่แต่น่าจะอยู่ต่างจังหวัด แต่ก็บอกนะว่ายังไม่มีแฟน (แต่คนคุยเยอะมาก) เราเคยถามเค้าว่ารำคาญมั้ยที่เราทักไปบ่อย

"ไม่นะคุณ ถ้ารำคาญหรือไม่สะดวก ผมก็บอกคุณแล้ว นี่ไม่ได้รบกวนอะไรเลย"
เค้าตอบเรามาแบบนี้ ก็ยิ้มๆเข้าข้างตัวเองต่อไป

พอปีสามงานก็เยอะขึ้น โปรเจคก็เริ่มมาพรากเวลาว่างของเราไป เค้าก็เริ่มเรียนต่อเอก
(อ้อ เค้าได้เป็นอาจารย์ประจำตั้งแต่ฝึกสอนได้ 1เทอมแล้วนะ ) เราเจอกันน้อยลง
จนบางครั้งเรางอแง อยากเจอมากๆเข้าเค้าก็เลยพาไปกินข้าวเวลาเราออกมานอนคอนโดเพื่อนบ้าง
ถ้าวันไหนทักไปหาแล้วเค้าไม่มีสอน ทำงานอยู่คอนโด เราก็ซื้ออะไรเข้าไปให้ทานแล้วก็นอนดูเค้าทำงาน (เวลาทำงานอยู่ที่ห้อง เค้าจะใส่แว่น แบบคือมันดีมาก แบบหล่อมากกกกก)
วันไหนว่างพร้อมกันก็ไปวัด ไปกินไอติมด้วยกัน 
มีครั้งนึงเค้าน่ารักมาก คือเรายืนรอเค้าอยู่หน้าลานจอดรถ เค้าก็โทรมา
"กำลังเดินมานะครับ รอตรงนั้นนะ" 
พอเราหันมาอีกทีเค้าก็มาโผล่ข้างหลังพร้อมจับไหล่เราเขย่าๆ ตอนนั้นก็มีคนเดินไปมาน้อยแล้ว
แต่ก็ไม่คิดว่าเค้าจะกล้าทักขนาดนี้   ในตอนนั้นเพื่อนๆไม่มีใครรู้ว่าเราออกไปไหนมาไหนกับเค้า หรือเคยไปห้องเค้า ทุกอย่างมันเหมือนจะราบรื่น มันดีจนเราคิดว่า คงเป็นคนนี้แล้วล่ะ เรียนจบก็คงชัดเจนขึ้น

แต่พอปลายปีสาม เค้าเริ่มหายไปทีละหลายๆวัน เราก็คิดว่าคงเรียนหนัก เราก็เข้าช่วงฝึกงานยิ่งห่างกันไปใหญ่ มีคืนนึงเราออกไปเที่ยวร้านเหล้ากับเพื่อนหน้ามอ พอเริ่มกรึ่มๆก็โทรไปหาเค้า เค้าตัดสาย เลยส่งข้อความไปถามประมาณว่าทำอะไรอยู่ เค้าก็โทรกลับมา
"ผมออกมามาสัมนา อยู่ต่างจังหวัด ไม่ได้บอกคุณก่อน เมาหรือยัง กลับห้องดีๆนะครับ"
เราก็อยากจะงอแงต่อนะ แต่ก็นั่นล่ะ เค้าทำงาน งอแงมากโดนดุทีนี้งานเข้าอีก

จบปีสามมาแบบห่างๆกันไป เริ่มเข้าปีสีเค้าก็มีมากบอกว่าจะซื้อบ้านนะ แถวมหาลัยนี่แหละ
ขับรถผ่านก็ชี้ให้ดูหมู่บ้านนี้ๆ มีชวนไปดูของแต่งบ้านบ้าง เราก็ยิ่งคิดไปใหญ่ว่า เค้าเริ่มวางอนาคตแล้วนะ อะไรๆก็ชัดเจนขึ้น เรื่องของเราเพื่อนในคณะก็เริ่มรู้ เริ่มถาม ขนาดผู้ช่วยหน้าห้องคณะยังรู้เคยถาม เราก็ได้แต่บอกว่า "บังเอิญเจอกันค่ะ" "ได้คุยกันบ้างค่ะ" 

จนมาวันนึง ผู้ช่วยคณะมาบอกว่าจะมีอาจารย์ผู้หญิงย้ายมาใหม่ เหมือนจะเป็นเพื่อนอิม
เพราะอิมแนะนำมา เราก็เริ่มใจไม่ดีแล้ว ถามไปถามมาก็รู้ว่าอยู่จังหวัดเดียวกับที่อิมบอกว่าไปสัมนา คราวนั้น ก่อนหน้าที่ผู้หญิงคนนั้นจะเข้ามาไม่นานก็มีสายเข้าที่มือถือเราขณะที่เราอยู่ในห้องสมุด

"สวัสดีค่ะ น้องใช่...มั้ยคะ คือพี่เป็นอาจารย์ที่กำลังจะเข้ามาสอนและเป็นแฟนของ...ด้วย
คือพี่รู้มาว่าเราสนิทกับเค้าและได้อ่านข้อความที่เคยๆคุยกัน มันอาจจะเป็นแค่การชื่นชมแบบเด็กๆ เพราะที่ที่พี่สอนก็มีเด็กมาสนิทด้วยแบบนี้"
"เค้าบอกคุณว่ายังไงคะ"
"เค้าบอกพี่ว่าเราทักมาชวน เค้าไม่ได้คิดอะไร และพี่อยากให้สบายใจก่อนที่จะเข้ามาสอน เพราะเราต้องเจอกันบ่อยๆ เลิกติดต่อเค้าได้มั้ยคะ ทำให้เป็นแค่อาจารย์กับนักศึกษาปกติได้มั้ย พี่คิดว่าเราก็ไม่น่าจะจริงๆจัง คงแค่ชอบที่เค้าคุยด้วย พี่กำลังจะมีอนาคตกับเค้าพี่เลยอยากมั่นใจตรงนี้ ว่ามันจะไม่มีเรื่องอะไรให้กังวล"
"ทำไมเค้าไม่พูดเองคะ เคยบอกเค้าแล้วว่า ถ้ารบกวนให้บอกกัน ถ้าอะไรที่เกินไปให้บอก เค้าให้คุณมาพูดทำไม แต่ก็ได้ค่ะ ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ไม่มีอะไรแล้วใช่มั้ยคะ ขอตัวนะคะ"
แค่วางสายน้ำตาเราก็ไหลเป็นทาง มันชาว้าบตั้งแต่หัวจรดเท้า ทบทวนเรื่องที่ฟังว่าเมื่อกี๊เราได้ยินมันจริงๆเหรอ? มันเกิดขึ้นจริงๆใช่มั้ย? เค้ามีคนที่แฟนที่กำลังจะพามาที่นี่โดยที่เราไม่รู้เรื่องอะไรเลย
แล้วเราทำยังไงต่อไป 

และแล้วปีสี่เทอมสอง วันที่ผู้หญิงคนนั้นเข้ามาที่คณะ เราก็ต้องทำตัวปกติไม่มีอะไรระหว่างเรากับเค้า เราไม่รู้ว่าเค้ารู้จักเราหรือเปล่าเลยทำตัวปกติ และตั้งแต่วันที่เราคุยกับผู้หญิงคนนี้ เราก็ไมได้ติดต่อกับอิมอีกเลย จะโทรหาก็ไม่กล้า จะส่งข้อความไปต่อว่าเรื่องนี้ยังไม่กล้าเลยเพราะกลัวคำพูดจากเค้าเหลือเกินว่าทั้งหมดเป็นเราที่คิดไปเองคนเดียว (คิดคนเดียวมาสี่่ปีเลย) เราเลยตัดสินใจตั้งใจทำโปรเจคจบ รีบเรียนให้จบจะได้ไปจากตรงนี้ แล้วก็จบได้อย่างที่ตั้งใจไว้ จนถึงวันซ้อมรับปริญญา

"พรุ่งนี้ผมไม่ได้มาถ่ายรูปด้วยนะ ผมมีงานขึ้นบ้านใหม่น่ะ"
"ให้ไปช่วยงานมั้ยคะ เสริฟน้ำได้นะ"
"มีแต่ผู้ใหญ่นะคุณ ไม่สนุกหรอก คุณถ่ายรูปกับเพื่อนๆเถอะ"
"ค่ะ"
บทสนทนาในงานเลี้ยงฉลองเรียนจบที่บังเอิญได้เจอกันระหว่างเรา 

"มึ้งงงงงงงง เมื่อวานงานหมั้น....ใครรู้บ้าง ผู้ช่วยคณะเพิ่งมาเล่าให้ฟังเมื่อกี๊ แบบพี่เค้าก็งงอะมึง งานมาเร็วมาก น้อยคนที่รู้ เค้าเลยถามหามึงว่ามึงรู้มั้ย?" ท้ายประโยคเพื่อนให้มาหาเรา
"เค้าบอกแค่ว่างานขึ้นบ้านใหม่ หลังที่เค้าเคยบอกว่าซื้อไว้ เค้าบอกว่ามีแต่ผู้ใหญ่ไม่น่าไป 
ไม่สนุก ให้กูอยู่นี่กับพวกมึง เค้าบอกกูแค่นี้"
แล้วเราก็เดินออกมาจากวงสนทนานั้น และวันต่อมาก็เห็นแหวนที่นิ้วของเค้าทั้งคู่
จบแล้วชีวิตมหาลัยสี่ปีที่หวังไว้ เรียนจบแล้วและเรื่องอื่นก็จบลงไปด้วย 
อยู่บ้านร้องไห้ทั้งวัน ยืนล้างจานน้ำตาก็ไหล กินข้าวก็ร้องไห้ ที่บ้านไม่มีใครกล้าถามอะไร
เราไม่ไปรับปริญญาวันจริง ไปไม่ไหว ไปไม่ได้ หลังจากวันนั้น เราลืมทุกอย่างในสี่ปีที่ผ่านมา
ทุกวันนี้เราจำอะไรไม่ได้เลย ว่ามหาลัยมีอะไรบ้าง เราเรียนอะไรมาบ้าง และใครชื่ออะไร นอกจากเพื่อนที่สนิทจริงๆ มันเหมือนสมองสั่งให้ลืม มันเหมือนช่วงชีวิตกระโดดข้ามเวลานั้นไป 

พร้อมกับจำขึ้นใจว่า การโดนนอกใจ มันเจ็บแค่ไหน
จนมีความคิดว่า เพราะเราไม่ได้อยู่กับเค้าตลอดเวลาและสถานะไม่ชัดเจนหรือเปล่านะ เค้าถึงมีคนอื่น
และมันก็ส่งผลมาถึง "การถูกนอกใจครั้งที่สอง"










SHARE
Writer
Mylifeis2nd
2nd
คนที่ไม่เคยเป็นที่หนึ่งของใครเลย

Comments

antmoddd
6 days ago
สู้ๆนะคะ เป็นเหมือนกันเลยค่ะ
Reply