ขบวน
สะเทือนสะท้านราวกับโลกนี้จะแตกสลาย

ชั่วพริบตาที่ขบวนสีม่วงนั้นกระชากตัวออกจากชานชลาที่คลาคล่ำ มีเพียงสัมผัสใต้แผ่นเท้าเท่านั้นบอกให้ผมได้รู้ว่าสิ่งนั้นกำลังเกิดขึ้นห่างออกไปทางด้านหลัง พวกเขาไปกับมัน บางสถานที่ยากเกินความจำจะจด คล้ายว่าไร้ความหมาย ประกอบสร้างจากจินตนาการ เป็นทั้งความจริงและความเหนือจริง

นั่นไงล่ะ กรุงเทพเมืองฟ้าอมร นครแห่งความเจริญ

เมืองเทวดาที่ประดาประดับไปด้วยแท่งเสาสูงเสียดแทงพยับโพยม พวกเขาคงเอื้อมมือลูบสัมผัสพระจันทร์,ดวงดาว กันมีความสุขดี จริงหรือไม่ผมไม่รู้ ทว่าสำหรับผมที่นี่คือภาพฝันชั่วคราว รางเลือนรวดเร็วเหมือนขบวนสีม่วง พำนักและจากไป นี่น่ะหรือความรู้สึกของการเป็นคนแปลกหน้าเหมือนกับที่นักเขียนยอดมนุษย์คนหนึ่งระบายเรื่องเอาไว้ในหน้ากระดาษของเธอ เรื่องราวอันแสนวิเศษของเธอ,หนังสือและตัวเธอ,คงกล่าวได้ว่าเป็นตำนาน ผมหยิบตำนานใส่กระเป๋าย่าม

และผมมาที่นี่เพื่อเจอเธอ

ใช่ ผมเป็นคนแปลกหน้าเพื่อตามหาเจ้าของหนังสือเรื่องคนแปลกหน้า บากหน้ามาขอวิชาจากเธอและปรมาจารย์ที่เพียงพูดชื่อก็ขุมขนลุกเกรียว เส้นทางของพวกเขาเหล่านั้นน่าหลงใหลได้ปลื้มในสายตาของวัยรุ่นตัวเล็ก ๆ อย่างผม ด้วยปากกาและกระดาษ ถากถางสร้างโลก สร้างสังคม สร้างชีวิต หากแต่กีดกั้นด้วยขวากหนามคมมีด / ช่างมันปะไร ผมเพียงก้าวเดินไปอย่างช้าช้า ล้มแล้วลุก คลุกแล้วคลาน เวียนวนอยู่อย่างนั้น ตอนนี้น่ะเหรอ…ล้ม ล้มแรงมิอาจยืนขึ้น ผมนอนจมบนกองกระดาษ นัยน์ตาพร่ามัวแสงฟ้าหน้าจอมาเกือบสัปดาห์ บรรทัดเดิม พยางค์เดิม มองมัน กระพริบ กระพริบ

ขบวนสีม่วงแล่นอยู่ข้างบน วูบไหวไปทางข้างหน้า

ผมวิ่งพุ่งไปบนทางเท้า บ่ายเบี่ยงร้านพวงมาลัย สอดประสานจังหวะเท้ากับไวโอลินห้องแรก อีกสิบนาที สิบนาที ผมกำลังจะไปสาย ร้อนระอุสาดเปรี้ยงจากจากฟ้าอมร ราวกับจะลงทัณฑ์บรรดาคนแปลกหน้า ไม่รู้พวกเขากำลังไปตามเส้นทางไหนบ้าง เส้นทางของผมอยู่ในหัวด้วยความคุ้นเคย แผ่นหลังใต้เสื้อ ใบหน้า ต้นคอ แอ่งชีพจร เรียวแขนซ่านเหงื่อ หวาดกลัวจะเพลี่ยงพลั้งแด่เวลาสิบวินาที กลัวเหลือเกินว่าจะพลาดวิชาจากยอดมนุษย์ กลัวความบากบั่นและหยาดเหงื่อจะสูญสิ้นไร้ความหมาย ผมประหวัดถึงบรรทัดเดิม พยางค์เดิม กระพริบ กระพริบ

ตอนนั้นเองที่ผมได้สบเข้ากับดวงตาคม

อยู่ตรงหน้า ไม่วูบไหวกระพริบเหมือนภาพหน้ากระดาษในความทรงจำ ในนั้นสีดำสนิทราวรัตติกาล ผิวขาว จมูกโด่ง ผมหยุดนิ่งอยู่ด้านหลังกระเป๋าสีแดงของเขา ในเสี้ยววินาทีแรกโลกหยุดส่งเสียง และในวินาทีต่อมาก็มีเสียงล้อเหล็กบดรางไม้หมอนดังลั่น ต่อหน้าผมและเขา

ไม่เหมือนขบวนสีม่วงที่ปลิวลิบอยู่บนฟ้าทว่าพสุธาสะเทือนลั่น ขบวนเก่า,ตรงหน้า,ค่อยค่อยเคลื่อน ขย้ำกลืนวินาทีของผมอย่างยโสโอหัง ไอ้ความกลัวยืนชี้หน้าผมแวบอีกหนึ่ง มันถือหน้าปัดตัวเลขดิจิทัลตรงหน้า นับถอยหลัง ติ๊ก-ต่อก ติ๊ก-ต่อก

ฉับพลัน

ดวงตาของเขาคนนั้นกระพริบ เรียวรูปริมฝีปากกลีบดอกไม้แย้มบาน ไอ้ความกลัวหายโครมไปใต้ขบวน แหลกสลาย นาฬิกาดิจิตอลของมันพังพินาศ ไม่มีอีกต่อไปแล้วการนับถอยหลังในห้วงคะนึงนึกของผม เขาทำลายมัน ได้อย่างไรกัน?

หัวใจของผมนี้แหละหวั่นไหว

หากแต่โลกนี้ไม่ได้หยุดหมุนเสียหน่อย เมื่อไม้กั้นเลิกขึ้นหลังจากไอ้ขบวนคร่ำครึอวดดีหนีพ้นไป ผมกระโจนวิ่งต่อ หัวใจของผมเองก็โผนผก – ดวงตาคม – กระเป๋าสีแดง – ไม่รู้เหลืออีกกี่วินาที แต่ผมก็มาถึง

ผมบอกพี่สาวเจ้าหน้าที่ว่าตื่นสายครับ เธอตอบว่ายังไม่เริ่ม เราทั้งคู่ยิ้ม

เมื่อยกมือไหว้ผู้หลักผู้ใหญ่ที่เมตตาต่อผมหลายท่านเรียบร้อย ก็มองเห็นที่ว่างด้านหน้า และโดยบังเอิญผมพบกับรอยยิ้มคุ้นเคยอยู่เยื้อง และเช่นกัน ผมยกมือไหว้เธอ ร่างสวยเรือนผมดำขลับ ต่างหูหยดน้ำวับวาวเหมือนดวงดาวในตาเธอ แล้วหลังจากนั้นเรื่องราวของวันนี้ก็เริ่มต้นขึ้น

ไม่ทันไร ไอ้ความบังเอิญตบหัวผมเล่น

หญิงสาวด้านข้าง อาภรณ์สีชมพูอ่อน ใบหน้าอ่อนหวานหลังกรอบแว่นสีเดียวกับชุด เธอเพิ่งผ่านพ้นวันเกิด ได้รับรางวัลเป็นนิยายรัก ผมถามเธอว่าชอบอ่านนิยายรักหรือ เธอตอบว่าใช่ นั่นเองที่บทสนทนาของเราทั้งคู่เริ่มต้นขึ้น ผมผู้มีพยางค์เดิม บรรทัดเดิม กระพริบพร่างอยู่ในหัว กับพี่สาวนักเขียนนิยายรักผู้มากประสบการณ์สองท่าน ตรงนู้นอีก พี่ชายนักเขียนมือรางวัลเดินเข้ามาพูดคุย

และเมื่อได้เจอพลัง เพียงพิรุฬห์ ฝ่ามือของเขาตบปุบนลาดไหล่ของผมแล้วบอกว่าอยากเขียนอะไรก็เขียน เท่านั้นเอง โลกของผมก็สะท้านสะเทือนราวกับจะแตกสลายอีกครั้ง ขบวนสีม่วงพุ่งออกในใจผม มุ่งสู่สีขาวสว่างของฟ้าอมร ตะกอนความจำเรื่องสุ่มไก่ในหนังสือของพลังกระเพื่อมเปลือกผิวของผม – อยากลอดออกไปใจจะขาดแล้ว – ที่ยังอยู่ในนั้นคือตัวผมเองแต่เป็นอดีต สวมชุดนักเรียนกางเกงขาสั้นสีน้ำเงิน ครั้งแรกที่อ่านงานของเขา เป็นละอ่อนของสายทางตัวอักษร

พี่สาวสีชมพูมาส่งผมจนถึงที่หมาย เธอได้รับฝากเอาความรู้สึกอันท่วมท้นของคนมากหน้าหลายตามาให้ผมด้วย ปิยวาจา ของมิตรน้ำหมึกโอบอุ้มตัวผมอย่างอุ่นอวล น่าเหลือเชื่อ ผมก้าวออกมาจากขบวน แล้วในจังหวะที่หันหลังกลับไป เขายืนอยู่

เขานั่นแหละ เขานั่นแหละ

ดวงตาคม จมูกโด่ง ริมฝีปากดอกไม้บาน กระเป๋าคาดเอวสีแดง เขาเรียบเฉย สบตาผมนิ่งแน่จากบนขบวน

ผมเชื้อเชิญให้เขาตามมาด้วยกิริยาขัดเขิน /เขาไม่ขยับ/ เสียงกริ่งเตือนผมให้ได้สติ ร่างสูงที่ทำลายความกลัวของผมเมื่อเช้าสลายวับไปต่อหน้าต่อตาผม พริบตาเดียว ประตูปิด และขบวนก็กระชากออก เขาจากผมไปแล้วบนขบวนรถแห่งนั้น

ตลอดค่ำคืนผมเพ้อพิษไข้เมืองกรุงจนยากจะนอนหลับ เตียงใกล้หน้าต่าง หน้าต่างใกล้สถานี โลกนี้สะเทือนทุกห้านาที ผมคิดถึงเขา ในทุกขบวนที่วิ่งวนมาแล้วจากไป เขาจะยังยืนยิ้มอยู่ไหม ยิ้มให้ผมหรือไม่ รอยยิ้มดอกไม้บานสะพรั่งในหัวใจของผม แล้วจึงย้ายไปเติบโตบนแผ่นกระดาษขาว หน้าจอแสงฟ้า กระพริบ กระพริบ … ยาวกว่าถ้อยคำเดิม

ผมกดอัปโหลดหนึ่งครั้ง เหมือนกับเสียงดนตรีของเจ้าขบวนต่อจักรวาลแห่งนี้ ด้วยรู้ดีว่าพี่สาวสีชมพูจะยิ้ม พี่สาวดวงตาดาวประกายแสงก็จะยิ้ม ก็พวกเธอนั่นแหละที่ฉุดดึงผมออกมาจากนรกในใจ และผมยังรู้อีกว่าพ่อหนุ่มปริศนาบนขบวนสาบสูญก็จะยิ้ม เพราะเขาเองก็ช่วยเปลี่ยนบึงไฟในอกผมเป็นทุ่งดอกไม้

เพราะท้ายที่สุดผมจะคิดถึงเขา

ในทุก ๆ รอยจูบของปากกากับกระดาษ



พระอาทิตย์ที่ขึ้นตอนเช้าเป็นดวงเดิมกับเมื่อวานหรือเปล่านะ ผมคลางแคลงใจในทุกสิ่งของเมืองฟ้าอมร ขบวนเดิมเทียบจอดต่อหน้าผม เด็กผู้ชายในชุดนักเรียนกางเกงน้ำเงินคนเดิมมุดออกจากสุ่ม ตอนที่ผมกำลังก้าวจากชานชลามาสู่บนขบวน ในย่ามใบเดิมยังคงหอบหิ้วเอาตำนานมาด้วย เจ้าขบวนสีม่วงกระชากออกจนแผ่นทวีปลั่นครืน แต่ผมนั่งอยู่อย่างมั่นคง ตวัดสายตาไปตามถ้อยคำภาษาระยิบระยับของแม่ยออดมนุษย์ ผมอยากเจอเธอเหลือเกิน

ด้วยแรงเฉื่อยแปลกประหลาดของดินแดนแห่งแสงสีนี้ หน้าปกรูปเรือเอี่ยมจุ๊นสีทองตีกลับพับปิด ปกใสที่หุ้มห่อสะท้อนภาพดวงตาคมที่ผมพร่ำเพ้อ



ผมรีบหันไปเจอเขา



ทางด้านซ้าย ต้องแสงแดดยามสาย วูบวาบเงาแท่งสูงเสียดฟ้าคือรังของเหล่ามดงาน รอยยิ้มดอกไม้บานอ่อนหวานกับผม เขานั่นแหละ เป็นเขาจริงๆ ไม่รู้ว่าด้วยเหตุผลกลใด เขาก็มอบประโยคหนึ่งให้กับผม

“ผมเคยอ่านงานของคุณ”

ผมยิ้ม


SHARE
Writer
Toncha_
PURTURE
A child of god

Comments