วิวัฒนาการของความเครียด
ความเครียด ความกังวลเป็นอารมณ์เชิงลบที่อยู่กับเรามานาน ถ้าถามว่านานขนาดไหนก็ต้องย้อนไปประมาณ 200,000 ปีกันเลยทีเดียว

ความเครียดของมนุษย์โบราณกับคนสมัยเราเป็นคนละแบบ ความเครียดของมนุษย์โบราณอาจจะเกิดขึ้นเมื่อเผชิญกับสัตว์ร้าย ส่วนมนุษย์ปัจจุบันอาจจะเครียดเมื่อเจอบิลค่าใช้จ่าย

ในเมื่อปัญหาที่เจอต่างกัน วิธีคลายเครียดของมนุษย์ทั้งสองยุคจึงต่างกัน มนุษย์ปัจจุบันต้องใช้เวลาซักพักในการกำจัดความกังวลของตนลงได้ แต่สำหรับมนุษย์โบราณสามารถกำจัดความกังวลได้โดยทันทีเพราะพวกเขาตอบสนองกับปัญหานั้นๆเหมือนกับพวกสัตว์

การจัดการปัญหาของพวกสัตว์เป็นยังไง ลองดูตัวอย่างจากห่านที่บ้านผม
ที่บ้านผมมีห่านอยู่ 2 ตัวครับ ผมไม่ได้ซื้อมาเลี้ยงเองหรอกแต่มีคนงานขอเอามาเลี้ยงไว้ซึ่งพ่อผมก็อนุญาต

วันแรกที่เอามันมาเลี้ยงนี่ก็วุ่นวายนิดหน่อยเพราะไม่ได้ทำพื้นที่ที่จะเลี้ยงมัน มันเดินมั่วไปหมด นอกจากจะเดินไปทั่วแล้ว มันยังถ่ายทิ้งไปทั่วด้วย ซึ่งมันก็ทำให้ผมหงุดหงิดเหมือนกัน

แต่นี่ก็ถือว่าเป็นความแตกต่างระหว่างมนุษย์และสัตว์ สำหรับสัตว์แล้ว เมื่อมันตัดสินใจทำอะไร มันก็จะได้รับผลลัพธ์ที่ต้องการทันที  


เมื่อห่านมันกระหายน้ำ มันก็เดินไปที่ๆมีน้ำให้มันกิน
เมื่อห่านมันหิว มันก็เดินไปแทะนู่นแทะนี่
เมื่อมันอยากเดินไปไหน มันก็เดินไปทั่ว โดยไม่สนใจว่าจะโดนรถเหยียบมั้ย

ห่านหรือสัตว์ทั่วๆไปจะมองสิ่งที่อยู่ที่ปัจจุบันหรืออนาคตอันใกล้เท่านั้น มันอยู่ในสภาพแวดล้อมที่การกระทำของพวกมันสามารถให้ผลลัพธ์ที่ชัดเจนและทันทีทันใด ซึ่งนักวิทยาศาสตร์เรียกว่า สภาพแวดล้อมที่ให้ผลตอบแทนในทันที (Immediate Return Environment)  

มนุษย์โบราณก็จัดการปัญหาเหมือนกับพวกสัตว์เช่นกัน พวกเขาสามารถลงมือกับปัญหาตรงหน้าได้อย่างรวดเร็วเพราะพวกเขารู้ว่าถ้าลงมือทำอะไรซักอย่างจะต้องเกิดผลลัพธ์ทันที 

แต่มนุษย์ปัจจุบันไม่เหมือนกับห่านหรือมนุษย์โบราณ เราอาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมอีกแบบ ซึ่งเรียกว่า สภาพแวดล้อมที่ให้ผลตอบแทนภายหลัง (Delayed Return Environment)  

ตัวเลือกส่วนใหญ่ที่เราตัดสินใจทำลงไปในวันนี้ไม่ได้ส่งผลออกมาในทันที ถ้าคุณทำงานบริษัท คุณไม่ได้รับเงินในวันนี้แต่คุณจะได้รับสิ้นเดือน
ถ้าคุณเก็บเงินในวันนี้ คุณไม่ได้มีเงินพอเกษียณในทันทีแต่จะมีในภายหลัง 

ยุคสมัยใหม่ถูกออกแบบให้เราได้รับผลของสิ่งที่เราทำก็ต่อเมื่อถึงจุดๆหนึ่งในอนาคต  

และนี่ก็เป็นปัญหาสำหรับเรา การที่เราอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ให้ผลตอบแทนภายหลังจะทำให้เรามีแนวโน้มที่จะเครียดและเกิดความกังวลได้ นั่นก็เพราะสมองของเราไม่ได้ถูกออกแบบให้แก้
ปัญหาสำหรับสภาพแวดล้อมแบบนี้  
--แม้สภาพสังคมจะเปลี่ยนไป แต่สมองของเราไม่ได้เปลี่ยนตาม-- 
มนุษย์โบราณที่มีความใกล้เคียงกับเรามากที่สุดคือ Homo Sapiens ซึ่งว่ากันว่าเกิดขึ้นเมื่อประมาณ 200,000 ปีก่อน นอกจากจะมีรูปร่างคล้ายกับเราแล้วยังมีสมองขนาดใกล้เคียงกับเราอีกต่างหาก โดยเฉพาะส่วนที่เรียกว่า Neocortex ซึ่งทำหน้าที่ระดับสูงอย่างเช่น การรับรู้ความรู้สึกต่างๆ การเคลือนไหว ความคิดและภาษา

ซึ่งเท่ากับว่าเรากำลังใช้สมองแบบเดียวกันกับมนุษย์บรรพบุรุษของเรา 

ในขณะที่สมองของเราไม่ได้มีการพัฒนาไปมากมาย แต่สังคมรอบตัวเรากลับเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วในระดับ exponential 

สัตว์ป่าที่ดุร้ายสูญพันธุ์แล้วแทนที่ด้วยมนุษย์ ป่าไม้ถูกแทนที่ด้วยสิ่งก่อสร้าง สภาพแวดล้อมมีความซับซ้อนขึ้นและเปลี่ยนจากสภาพแวดล้อมที่ให้ผลลัพธ์ทันทีกลายเป็นให้ผลลัพธ์ภายหลัง และในช่วง 100 ปีที่ผ่านมาเราก็ได้เห็นการเติบโตของรถยนต์ เครื่องบิน โทรทัศน์ คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลและอินเตอร์เน็ต

มันเหมือนพริบตาเดียวที่จู่ๆสภาพแวดล้อมรอบตัวก็เปลี่ยนไป

เมื่อสภาพแวดล้อมเปลี่ยนไป เราก็ไม่สามารถแก้ปัญหาแบบเดิมได้ ปัญหาของมนุษย์โบราณอาจเป็นเพียงปัญหาระยะสั้น แต่เราในตอนนี้ต้องเจอทั้งปัญหาระยะสั้นและปัญหาระยะยาวที่เรื้อรัง และที่น่าปวดหัวก็คือสมองของเราก็ดันไม่ได้ถูกออกแบบให้แก้ปัญหาระยะยาวซะด้วย
--แล้วเราทำอะไรได้บ้าง-- 
ต้นตอของความเครียด ความกังวลที่เกิดขึ้นในสภาพแวดล้อมที่ให้ผลตอบแทนภายหลังคือ ความไม่แน่นอนที่ต้องเจออย่างต่อเนื่อง  

เราไม่สามารถรับประกันได้ว่าถ้าเราตั้งใจเรียน เราจะได้งานทำ ไม่มีคำสัญญาใดๆว่าเมื่อเราลงทุนกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งแล้ว การลงทุนของเราจะเติบโตขึ้นในอนาคต เราไม่สามารถรู้ได้เลยว่าถ้าเราตั้งใจที่จะจีบใครซักคนแล้ว เราจะจีบติด

หรือก็คือการใช้ชีวิตอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ให้ผลตอบแทนภายหลังหมายความว่าชีวิตเราเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน 

แล้วเราจะจัดการกับความเครียดในยุคนี้ได้ยังไง

สิ่งแรกที่คุณสามารถทำได้คือคุณสามารถประมาณการหรือวัดผลบางสิ่งบางอย่างได้  

คุณอาจจะไม่รู้จำนวนเงินที่แน่นอนเมื่อถึงช่วงเกษียณ แต่คุณสามารถลดความไม่แน่นอนลงได้ด้วยการประเมินว่าคุณจะเก็บเงินเท่าไหร่ในแต่ละเดือน

คุณไม่สามารถแน่ใจได้ว่าเมื่อเรียนจบแล้ว คุณจะมีงานทำ แต่ถ้าตอนที่เรียนอยู่ คุณไปฝึกงาน บ่อยๆ โอกาสของคุณก็น่าจะเพิ่มขึ้น

คุณไม่สามารถรู้ได้ว่าจะเจอรักแท้เมื่อไหร่ แต่ถ้าคุณพยายามทำความรู้จักกับผู้คนที่คุณพบเจอทุกวัน คุณก็อาจจะเจอรักแท้เข้าซักวัน

วิธีนี้อาจจะไม่ใช่เวทมนต์ที่สามารถแก้ปัญหาได้ทันที แต่มันก็สามารถทำให้สถานการณ์ชัดเจนขึ้นได้และมันก็เป็นสิ่งสำคัญของสภาพแวดล้อมแบบนี้ด้วยเพราะยิ่งคุณวัดผลได้เร็วเท่าไหร่ คุณก็ยิ่งรู้ผลลัพธ์ที่ออกมาได้เร็วขึ้นเท่านั้น จากนั้นคุณก็จะเรียนรู้ได้ว่าสิ่งไหนที่คุณควรเครียด สิ่งไหนไม่ควรเครียด 
 
อีกสิ่งหนึ่งที่คุณทำได้คือเปลี่ยนจากการคิดถึงปัญหาระยะยาวให้กลายเป็นปัญหาระยะสั้นที่เราต้องเจอในแต่ละวัน อย่างเช่น

แทนที่จะกังวลว่าจะมีชีวิตยืนยาวมั้ย ให้ลองหันมาโฟกัสอยู่กับการออกกำลังกายในแต่ละวัน

แทนที่จะกังวลว่าลูกของคุณจะเรียนจบมั้ย ก็ลองมาดูว่าในแต่ละวันเขาใช้เวลาไปกับการเรียนมากแค่ไหน

แทนที่จะกังวลว่าจะลดน้ำหนักไม่ทันเมื่อถึงวันแต่งงาน ก็ลองโฟกัสที่การกินอาหารสุขภาพในแต่ละวัน

สิ่งสำคัญที่จะทำให้วิธีนี้ใช้ได้ผลคือ คุณต้องแน่ใจว่ากิจวัตรที่คุณทำจะสามารถทำให้คุณได้รับรางวัลและสามารถนำไปสู่การแก้ปัญหาในอนาคตได้  

สมมติถ้าคุณอยากออกหนังสือซักเล่ม การเริ่มต้นเขียนเพียงหนึ่งบทความอาจจะไม่ช่วยให้คุณได้หนังสือในทันที แต่เมื่อคุณเอาสิ่งที่คุณเขียนไปลงในโลกออนไลน์ ผู้คนก็จะเริ่มรู้จักคุณ การเขียนบทความวันละบทก็เหมือนกับการฝึกฝีมือไปในตัว คุณจะมีฝีมือที่ดีขึ้นและงานเขียนเพิ่มขึ้นในทุกวันที่เขียน และผู้คนก็จะเริ่มรู้จักคุณมากขึ้นเรื่อยๆ

และวันหนึ่งสิ่งที่คุณเขียนมันก็จะมากพอจนกลายเป็นหนังสือหนึ่งเล่ม 
ถ้าเป็นเรื่องวิสัยทัศน์คุณสามารถมองให้ไกลเข้าไว้ได้ แต่ถ้าเป็นเรื่องการแก้ปัญหา ลองโฟกัสในแต่ละวันน่าจะช่วยให้เครียดน้อยลงมากกว่า เพราะ วัน เป็นหน่วยเวลาที่เราสามารถเข้าใจได้ชัดเจนที่สุดแล้ว เหมือนอย่างที่ Austin Kleon บอก

"ฤดูกาลนั้นเอาแน่เอานอนไม่ได้ ส่วนสัปดาห์ก็เป็นสิ่งที่มนุษย์อุปโลกน์ขึ้นมาเอง มีแต่เพียงวันเท่านั้นที่มีจังหวะของตัวมัน เช้าดวงอาทิตย์ขึ้น เย็นดวงอาทิตย์ตก ถ้าแค่นั้นผมก็พอรับมือไหว"  
 



ข้อมูลอ้างอิง : https://jamesclear.com/evolution-of-anxiety
SHARE
Written in this book
All about Mindset
เติมพลังชีวิต ด้วยการอ่านเรื่องราวดีๆ
Writer
Stikpost
Readaholic / INFJ
เพจนี้เป็นเหมือน sandbox ของผมครับ เอาไว้ฝึกปรือการเขียน เอาไว้ทดลองเขียนแนวคิดต่างๆ เอาไว้แบ่งปันสิ่งที่ผมพบเจอ เพราะงั้นบางทีเนื้อหาอาจจะมีหลายๆแนว หวังว่างานเขียนของผมจะมีประโยชน์และทำให้ผู้อ่านเพลินไปกับมันนะครับ

Comments