เวลา 1 ปี กับผู้ชาย 4 คน
ใครๆต่างก็อยากเจอคนรักที่ดี คนรักแบบที่ฝันกันทั้งนั้น และส่วนใหญ่ คนที่เจอมักจะมาในรูปแบบของฝันดี แต่สุดท้ายบ่อยครั้งก็แปรสภาพ กลายเป็นฝันร้ายดีๆนี่เอง
If u can’t take me at my worst,
u don’t deserve me at my best.
- MGK
เราชอบประโยคนี้ในเพลง At my best ของ Machine Gun Kelly แร็ปเปอร์คนหนึ่งที่มองโลกแบบสุดโต่งได้สุดตีนมากๆ เพราะเรารู้สึกได้ถึงความจริงในเพลงแต่ละเพลงที่เค้าร้อง

นี่ก็เดือนสุดท้ายของปีแล้วเนอะ เร็วมากเหมือนวาร์ปผ่านเรื่องราวต่างๆ ในระยะเวลา 1 ปีมาแบบไม่รู้ตัวเลย

พ.ศ.2561
เราเริ่มต้นปีด้วยโรคซึมเศร้า ซึ่งจริงๆ ก็รักษามาตั้งแต่ประมาณช่วงกลางปีที่แล้ว แต่ก็ยังไม่หายไง อาการของเรามันถึงขั้นที่ทำให้เรา ไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ แต่เราก็ยังไม่ได้ลาออกจากงาน ไม่สิ เราขอลาออกแล้ว แต่เจ้านายเราไม่ให้ออก เค้ายังคิดว่าเราจะต้องหาย แล้วกลับไปทำงานได้เหมือนเดิม เค้ารอได้ พี่ๆเพื่อนๆที่ออฟฟิศก็ให้กำลังใจ ยอมรับเลยว่าสังคมที่นี่ดีมาก จนใจเราลึกๆก็ไม่อยากจะจากที่นี่ไปเหมือนกัน

ขอปูพื้นก่อนล้ะกัน ว่าก่อนหน้านี้เราทำงานเป็นพนักงานออฟฟิศ มีรายได้ค่อนข้างดี มีแผนชีวิตที่วางเอาไว้แล้วตั้งแต่ยังเรียนไม่จบมหาลัย และเรียกได้ว่ากำลังเดินตามฝัน และสร้างสิ่งต่างๆตามแผนที่วางไว้ แต่ด้วยความที่เราเป็นคนคิดมาก กดดันตัวเอง ว่าเราอยากจะเก่งให้เท่าที่เราอยากเก่ง เราพยายามมากในการเรียนรู้ ทำความเข้าใจ แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องรับมือกับปัญหาในจิตใจที่สั่งสมมานานเรื่องที่บ้าน ทำให้ในที่สุด ก็ถึงจุดอิ่มตัว สมองเราเลือกที่จะหยุดทำงาน น่าจะเป็นกลไกการป้องกันตัวเองรูปแบบนึงของร่างกายล่ะมั้ง หรือไม่ก็คือ มันพังจริงๆ
เรากลัวมาก แต่เราก็เชื่อใจหมอ ว่าเราเลือกหมอที่ดีที่สุดแล้ว ประกอบกับแม่เราเป็นพยาบาล เราต้องหาย เราต้องไม่เป็นบ้า ใครที่เคยเป็น หรือเคยสัมผัสใกล้ชิดกับคนที่เป็นโรคนี้ จะรู้กันดี ว่ามันมีเส้นคั่นบางๆ ที่ถ้าข้ามเส้นนี้ไป เราไม่สามารถกลับมาเป็นคนเดิมได้อีกเลยแน่นอน
และในระหว่างนั้นเอง เราควรดูแลรักษาจิตใจตัวเองให้หายซะก่อน แต่เรากลับคิดผิดที่ว่า เราทำไม่ได้หรอก เราต้องการความรักจากคนอื่น แล้วมันก็....

ผู้ชายคนที่ 1 : H

ในระหว่างที่เรากำลังรักษาตัวเอง ภายใต้การดูแลของจิตแพทย์ เราก็บังเอิญรู้จักผู้ชายคนนึง ชื่อ H (นามสมมุติ) ผ่านทางโซเชียล และด้วยความที่สายงานของเราทั้งคู่ใกล้เคียงกัน เราก็คุยกันค่อนข้างที่จะ เค้าเรียกว่าอะไรนะ ถูกจริต? มั้ง แล้วก็รู้สึก click กันไว ไวเกินไป เค้าก็ขอเราเป็นแฟน เราก็ตอบตกลง แต่เค้าก็ไม่ยอมขึ้น status บน facebook กับเรานะ คือเราก็ไม่ได้ซีเรียสอะไรหรอก จนกระทั่งมีผู้หญิงคนนึงทักแชทเรามา ว่าเธอคนนี้เป็นแฟนของ H และเค้าสองคนยังไม่เลิกกัน เราก็อ้าว! เป็นคนอยู่ดีๆ ผ่านไปไม่กี่นาทีเป็นควายเฉ๊ย เราก็ไม่รอช้า รีบโทรไปเคลียร์กับ H ว่าตกลงยังไง? เราไปก็ได้นะ เพราะเรามาทีหลัง แต่เค้าก็ไม่ให้ไป ยังคงยื้อไว้ แล้วก็ไปขอเลิกกับแฟน เพื่อจะมาคบกับเรา โดยเค้าให้เหตุผลว่า เค้ามีปัญหากันมานานแล้ว แต่แค่ยังไม่บอกเลิกกัน และแฟนเค้าก็นอกใจเค้าเหมืิอนกัน อืม เราเชื่อก็ได้ รู้มั้ยว่าพอเรารู้ตัวว่าโดนหลอกมาตลอด เราร้องไห้เหมือนคนบ้า อาจจะเพราะเราจิตใจอ่อนแอกว่าตอนปกติล่ะมั้ง แต่ก็ยังให้โอกาสเค้า ที่อย่างน้อยก็เลือกเราก็แล้วกัน 
เราคบกันมาโดยที่เค้าก็รู้ ว่าเราเป็นอะไร เค้าก็บอกว่ารับได้ แต่พูดจริงๆนะ เค้ารับเราได้ เพราะเค้ารู้ว่าเราทำงานอะไร และเราก็ยังไม่ได้ออกจากงาน ยังมีเงินเดือน มีครอบครัวที่ค่อนข้างดูดี ถ้าตัดเรื่องป่วยออกไป ก็ถือว่าโปรไฟล์ดีพอสมควร บวกกับเราเป็นคนที่เวลารักใครก็จะอยากทำอะไรดีๆเพื่อเค้า โดยที่เราไม่เคยขอ หรือหวังอะไรตอบแทนเลยสักครั้งเดียว 
แต่แล้วความสวยงามมันก็ค่อยๆแย่ลง เพราะเมื่อเรารู้จักกันดีขึ้น เราค้นพบว่า H คือผู้ชายที่ยังไม่โต เค้าก็คือเด็กผู้ชายคนนึงที่ต้องการความสนุก ตื่นเต้น และอยากได้แฟนที่ให้อารมณ์เหมือนเพื่อน แต่เราเป็นให้เค้าไม่ได้ เพราะเราป่วย ทั้งทางจิตใจที่บอบบาง เค้าพูดอะไรแรงใส่ก็ร้อง ทั้งๆที่ใจจริงเราไม่ได้อยากร้องเลย แต่มันเหมือนควบคุมไม่ได้  และร่างกายที่เป็นผลมาจากสมองทำให้เราทำอะไรที่ตื่นเต้น หรืออยู่ในที่ๆเสียงดังไม่ได้ เอาง่ายๆ คือเราไปสนุกกับเค้าไม่ได้อย่างที่เค้าต้องการ จนสุดท้าย เค้าก็ขอเลิกกับเรา เพราะเค้ารับไม่ได้แล้ว เค้าขอโทษ เค้าบอกว่าเค้าเครียดเรื่องที่บ้าน เรื่องงาน เค้าไม่อยากเครียดเรื่องเราด้วย เออ ดีนะ พอมีปัญหา สิ่งแรกที่เค้าเลือกจะตัดออกจากชีวิต คือเรา แต่ความจริงมันง่ายกว่านั้น H เธอยอมรับเถอะ ว่าเธอเลิกกับเรา เพราะเราป่วย และเธอมองไม่เห็นเลยสักนิด ว่าเราพยายามแค่ไหน ที่จะทำตัวให้ปกติที่สุด เพื่อจะคุยกับเธอให้เข้าใจ ในขณะที่สมองเราประมวลผลแทบไม่ทัน เธอไม่ให้โอกาสเราเลย

ผู้ชายคนที่ 2 : P

ด้วยความที่ไม่มีสังคม ไม่ได้ออกไปเจอใคร ความน่าเบื่อทั้งหลายก็พาเรามารู้จักกับ Tinder 
แล้วเราก็ matched กับพี่ P 
บอกเลยว่าแอพนี้ ขายหน้าตา และโปรไฟล์ที่มีแต่ด้านดีๆที่ใครจะโม้อะไรก็ได้ล้วนๆ เพื่อที่จะให้คนอื่นมาสนใจ แล้วเราก็สนใจกันจริงๆ ทั้งหน้าตา งาน ความสนใจ จนวันนึงก็นัดกันไปดูหนัง นั่นเป็นครั้งแรกที่ได้เจอตัวจริงกัน หลังจากคุยกันมาได้ระยะหนึ่ง ตัวจริงก็ไม่ต่างอะไรกับในรูป เป็นทุกอย่างที่เค้าเขียนเอาไว้ และเราก็รู้สึกด้วยกันทั้งคู่ ว่าเฮ้ย โอเคว่ะ เราเจอตัวจริงกันแล้ว และก็ไม่มีใครคิดจะเทใคร งั้นเราก็คบกันไปเลยล้ะกัน
เราคบกับพี่ P มาได้ไม่กี่เดือน เค้าก็ดีนะ ด้วยความที่เค้าโตกว่า เค้ารับฟังปัญหา และทำให้เรายิ้มได้ทุกครั้งเวลาที่ความเศร้ามันมาเล่นงานเรา และเรารักคนนี้มากว่ะ 
จนวันนึงที่ความเปลี่ยนแปลงมันเกิดขึ้น เหมือนโลกสีชมพูอยู่ดีๆ ก็กลายเป็นสีเทาแบบไม่ทันตั้งตัว จู่ๆพี่ P ก็เริ่มไม่รับสาย ไลน์ไม่ตอบ นานๆทีจะโผล่มาคุย เราเลยถามตรงๆไปเลยว่าเป็นอะไร? เค้าก็เล่าให้ฟัง ว่าเค้าคิดว่า เค้าตัดสินใจผิด ที่คบกับเราเร็วเกินไป (ทำไมเพิ่งจะคิดวะ) เค้าเพิ่งเลิกกับแฟนเก่าที่คบกันมา 5 ปี และสัญญากันไว้ ว่าจะบินไปเรียนต่อที่อิตาลีด้วยกัน แต่ก็เลิกกันซะก่อน และวันที่เค้าหายไป คือวันที่แฟนเก่าเค้าบินไปเรียนต่อ โดยไม่มีเค้า อืม เราก็เข้าใจนะ เป็นเราก็คงใจหายแหละ เค้าก็เลยขอเวลาสักพัก ถ้าเค้ารู้สึกโอเคเมื่อไหร่ เค้าจะทักเรามาเอง เราก็ได้ค่ะ 
แต่แล้วความเหี้ยก็ปรากฏ พี่ P ทักมาแล้วก็จริง แต่เราก็รู้สึกได้ว่าแม่ง เค้าเปลี่ยน เราไปหาที่ออฟฟิศเค้า ไปนั่งรอให้เค้าเลิกงาน เพื่อที่จะเจอหน้าเค้าสักนิดก็ยังดี แต่เค้าก็บอกเราทุกครั้ง ว่าเค้ามีนัดกับเพื่อน เจอกันแค่ 10 นาที แล้วเค้าก็ไป เราเคยขอตามไปด้วยนะ เพราะก็คบกันมาสักพัก เรายังไม่เจอเพื่อนเค้าเลย แต่เค้าก็ไม่ให้ไป 
จนความอึดอัดของเราผลักดันให้เราตัดสินใจ เอาวะ เราจะลองไปที่บ้านเค้าดู (ไม่ได้จะบุกเข้าบ้านนะ) แค่อยากไปให้ใกล้เค้าที่สุด แล้วออกไปคุยกันข้างนอกดีๆ ว่าตกลงพี่ยังรักกันรึเปล่า? เพราะที่รู้สึกได้ คือไม่ ก็ทะเลาะกันซะงั้น หาว่าเรารุกล้ำความเป็นส่วนตัว แล้วจะให้ทำยังไงวะ? ไลน์ก็ไม่ตอบ โทรก็ไม่รับ จนเราแชร์ location ไปว่าอยู่แถวบ้านอ่ะถึงจะยอมมาเจอ แว้บแรกที่เห็นคือ แววตามันไม่ใช่แล้ว เค้าไม่รักเราแล้วแน่นอน เรามั่นใจ แต่มันยากตรงไหน ก็บอกเลิกสิ อย่าทำตัวแบบนี้ เรารับความรู้สึกสับสน งง เสียใจ คิดไปเอง ไม่ได้อ่ะ 
แต่ที่ช็อกกว่า คือพี่ P บอกว่า เค้ามีคนอื่น เพราะเค้าต้องการคนที่ปกติ ไม่ใช่คนที่ป่วยเป็นซึมเศร้า  เท่านั้นแหละ ความคิดในหัวที่ยังคิดว่าอาจจะยังต่อเวลากับความสัมพันธ์ครั้งนี้ได้ ก็ขาดสะบั้นทันที เราร้องไห้แบบใกล้ตาย แล้วเดินหนี ขึ้นรถกลับบ้าน โดยที่มีพี่ P วิ่งตามมา คงกลัวเราตายมั้ง เพราะเค้ารู้ ว่าถ้าเราช็อค เราอาจจะเป็นลม หรือแย่กว่าคือเกิดอุบัติเหตุ แต่เรามีสติ เราแค่เสียใจ เรารับเรื่องแบบนี้ไม่ได้ เค้าจะกั๊กเราไว้ แต่ไปมีคนอื่นพร้อมๆกันไม่ได้ เราหนีออกมา แล้วไม่กลับไปยุ่งกับผู้ชายคนนี้อีกเลย

ผู้ชายคนที่ 3 : พี่ K

เราเจอกันในวันที่พี่ K กำลังจะออกไปเล่นดนตรีที่ชั้นดาดฟ้าหรูแห่งหนึ่งย่านทองหล่อ เราอยากรู้ว่านักดนตรีเค้าทำงานกันยังไง และการไปดูพี่เค้าเล่นดนตรีอาจจะทำให้เราอารมณ์ดีขึ้นก็ได้ เพราะอย่างน้อย เราก็จะได้ออกจากโลกส่วนตัวไปเจอคนใหม่ๆบ้าง และวงของเค้าก็เป็นวงฝรั่ง (ที่มีชื่อเสียงพอสมควร) ทุกคนคือชาวต่างชาติ มีเค้าเป็นคนไทยคนเดียว และด้วยความที่มันอยู่บนดาดฟ้า เสียงมันก็ไม่อบอวลเหมือนอยู่ในที่แคบๆ เราก็เลยตัดสินใจลองไปดู 
สิ่งแรกที่ประทับใจ คือเค้าเป็นน้องเล็กในวง และมักจะถูกเพื่อนๆแกล้ง เค้าเลยดูแบบน่ารักดี เค้าแนะนำให้เรารู้จักคนเยอะแยะ แลกเปลี่ยนเรื่องราวเป็นภาษาอังกฤษ ก็สนุกดี 
โดยที่พื้นเพจริงๆของเค้าคือที่บ้านมีธุรกิจ Jewelry แต่ด้วยความอินดี้ ก็ออกมาทำงานในสิ่งที่ชอบ เราก็คุยกันมาเรื่อยๆ จนถึงเวลาที่น่าจะคบกันได้แล้วล่ะ เค้าก็พาเราไปบ้าน เจอครอบครัว
แต่... เราค่อยๆค้นพบว่า เค้ามีปัญหาในเรื่องของการคิด วิเคราะห์ แยกแยะ ความเชื่อใจ เพราะที่ผ่านมาเค้าก็เคยเล่าว่าโดนแฟนเก่าหลอกแดก จนเค้าไว้ใจคนยาก แต่ด้วยความที่เราเองไม่เคยขออะไรจากเค้า ทุกอย่างอยู่บนความ fair เราแชร์ค่าอาหารกัน ค่าน้ำมันรถ และเรื่องต่างๆที่เกี่ยวกับเงิน เพราะเราถูกสอนมาให้เป็นแบบนี้ ไม่ใช่คนที่เกาะผู้ชาย หรือรบกวนอะไรกับรายได้ที่เค้าก็หามาด้วยน้ำพักน้ำแรงเค้าเหมือนกัน 
และพี่ K ก็เห็นว่าเราเคยทำงานด้าน creative มาก่อน เราพอมีพื้นฐานด้านความคิดสร้างสรรค์ พัฒนาแบรนด์ ออกแบบ และการโฆษณา เราก็เลยตกลงร่วมลงทุนสร้างแบรนด์ Jewelry เล็กๆ ด้วยกัน ทุกอย่างก็เป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป จนถึงวันที่พี่ K เริ่มเผยนิสัยที่เราเองรู้มานานแล้ว แต่ไม่คิดว่าเค้าจะเป็นหนักขนาดนี้ คือเค้าชอบกดดันเราเรื่องเงิน เค้าต้องการขายของในราคาแพง โดยลืมไปว่า Target ที่เราตกลงกันไว้ว่าจะเริ่ม gain เข้ามา คือกลุ่มวัยรุ่น ที่มีกำลังซื้อ แต่ไม่มากเว่อ เราเป็นทั้งคนออกแบบ คนวางแผนการขาย คนทำเพจ แอดมิน คนถ่ายรูป ทำ artwork คนทำในส่วนที่เป็นสินค้า handmade และค่อยๆศึกษาเรียนรู้งานจากพี่เค้า งงม้ะ? ทำไมหุ้นส่วนกัน 50/50 แต่เค้าทำหน้าที่แค่ส่งของกับพาเราไปซื้อของ ส่วนที่เหลือคืองานเราหมดเลย โดยเค้าบอกเราคำเดียวว่า “เค้าทำไม่เป็น” 
จนเราเริ่มเครียด กดดัน ทั้งจากโรคที่เป็น และพยายามต่อสู้ ควบคุมตัวเอง ในขณะที่เค้ากดดันเราไปเรื่อยๆ และหวาดระแวงบ้าบออะไรตลอดก็ไม่รู้ว่าเราจะแอบไปคุยกับใครโดยที่เค้าไม่รู้ ซึ่งมันไม่มีเหตุให้เค้าต้องตั้งคำถาม หรือระแวงเลยจริงๆ ด้วยซ้ำ เพราะเวลาที่เราคบแฟน เราคบคนเดียว ถ้าจะมีใครทักทายมา เราก็จะเว้นระยะห่างชัดเจน ว่าใครเป็นเพื่อน พี่ น้อง แล้วเราก็ทะเลาะกันด้วยเรื่องงี่เง่านี่บ่อยมาก จนเราเข้าโรงพยาบาลเพราะความเครียดไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง 
และด้วยความที่พี่ K เองมีปัญหาชีวิตมากมาย ที่เค้าไม่เคยบอกเรา พอเรารู้ เราก็ช่วย หาทางช่วยทุกอย่าง แต่เหมือนเค้าแสดงออกเป็นนัยย์อ่ะ ว่าอย่าเสือก แล้วเค้าก็เครียดบ้าบออยู่คนเดียว 
แล้วจุดแตกหักก็มาถึงจนได้ คือเค้าปิดกั้นตัวเองจากเรา ในขณะที่เราพยายามมากในการทำความเข้าใจผู้ชายคนนี้ แต่ก็ไร้ประโยชน์ เค้าขอร้อง ให้เราเลิกกัน แล้วก็ block เราทุกช่องทางการติดต่อ
จบ ศพสวยมั้ยล่ะคะคนอ่าน


ผู้ชายคนที่ 4 : พี่ P2 ( ไอ้เ-ี้ย )


นี้เป็นช่วงที่เรากำลังจะหายจากอาการป่วย และเข้าใกล้ความปกติดีเข้าไปทุกทีแล้ว
หลังจากผ่านประสบการณ์ความรักปัญญาอ่อนมา เราเลือกที่จะคุยกับคนที่เป็นผู้ใหญ่กว่า คือพี่ P2 อายุห่างกับเรา 5 ปี อาชีพ interior designer ซึ่งโปรไฟล์ดูก็โอเค จนถึงรถที่ขับคือ BMW ความคิดในหัวเราตอนนั้นคือ เราต่างกันไปรึเปล่า? เค้ารวย เค้ามีชีวิตในสังคมที่ไม่เหมือนเราเลยอ่ะ แต่ เค้าเลือกจะคุยกับเรานะเว่ย อ่ะ ลองดู 
ตอนที่อยู่กับเรา เค้าดีกับเรามาก เทคแคร์ดี รับได้ในสิ่งที่เราเป็น และเราก็รู้สึกว่าเค้าน่าสนใจตรงที่มีอะไรให้ค้นหาเยอะ เพราะเราชอบทำความเข้าใจคน คนที่ไม่เหมือนเรา จนเราเริ่มแน่ใจแล้วว่า เราจะคุยกับคนนี้แหละ คนเดียว เค้าก็บอกเรานะว่าเค้าคุยกับเราคนเดียว
แต่คนเหี้_ จะทำยังไงก็ปิดได้ไม่นานหรอกค่ะ 
ด้วยความที่เค้าเป็นมนุษย์ที่ไม่ชอบอ่านข้อความ ไลน์ไปก็ไม่อ่าน วิธีที่จะได้คุยกับเค้า ก็คือการโทร
แล้ววันนั้นเราก็โทรเข้า facebook เค้า ปรากฏว่า เป็นเสียงผู้หญิงสาวรับสาย ใจตอนนั้นคือ เชี่ยยยยย เอาแล้ว โดนอีกแล้ว เหมือนเคสของ H เลย ที่ยังไม่เลิกกับแฟน แล้วมาคบเรา แต่คนนี้แปลกกว่า คือ เค้าเลิกกับแฟนเก่าแล้วจริงๆ หลังจากที่คบกันมาหลายปี แต่พี่ P2 ไม่ยอมปล่อยแฟนเก่าเค้าไป ยังอยู่บ้านเดียวกัน นอนเตียงเดียวกัน และยิ่งกว่านั้น คือแฟนเก่าเค้าโดนพี่ P2 ทำร้ายร่างกาย จนดูน่าสงสาร จนแฟนเก่าเค้าคิดจะหนี แต่ก็หนีไม่ได้
แต่จากความโง่ ความวัว ความควายที่ผ่านมา ทำให้เราเชื่อคำคนยากขึ้น เราเลยตกลงกันว่า เอางี้ หนูจะทำเป็นว่าหนูโง่ ไม่รับรู้เรื่องอะไรทั้งนั้น จะรอดูซิ ว่าพี่ P2 จะตอแหลไปได้นานขนาดไหน? แล้วก็ห้ามให้รู้ว่าเราคุยกัน เพราะพี่เค้ากลัวโดนกระทืบ
แต่ไม่นาน เค้าก็รู้ว่าเราคุยกับแฟนเก่าเค้า เค้าโกรธมาก หาว่าเราไปยุ่งกับชีวิตเค้า ( ซึ่งเค้ามีสิทธิอะไรมาโกรธหรอถามจริง ในเมื่อเค้าหลอกเรามาตลอด ) แล้วเราก็เอ๊ะ เค้ารู้ได้ยังไงนะ? อ๋อ แฟนเก่าเค้าก็บอก ว่าเค้าส่งข้อความไปบอกลา ว่าจะย้ายออกแล้วนะ แล้วดันบอกไปด้วยว่าคุยกับเรามา คืออ้าว ไหนพูดเองว่าอย่าให้เค้ารู้ว่าเราคุยกัน เพราะกลัวโดนพี่ P2 กระทืบ สุดท้ายก็หล่อนนั่นแหละที่ทำลายแผนตัวเอง แล้วอีกอย่างนะ ถ้าพี่คิดจะหนีออกมาจริงๆ จะส่งข้อความไปบอกเค้าเพื่อ? เค้าจะปล่อยออกมามั้ย? เรียกร้องความสนใจแบบบนี้ เพราะตัวเองนั่นแหละที่ไม่อยากไป 

สรุป เคสสุดท้ายปลายปี คือเราเจอคนโรคจิต 2 คนที่อยู่ด้วยกันอ่ะ จบสวยยยยยยย เอาสายสะพายคนตอแหลมั้ยคะ? จะสั่งทำแล้วส่งไปให้ ทั้งคู่เลย

ผู้ชายคนที่ 1 again : H



พอเลิกกับเราไป ไม่นานเค้าก็มีแฟนใหม่ แล้วก็ยังคบกันอยู่ แต่ช่วงหลังๆนี้ เค้าก็ชอบทักมา ถามว่าหายรึยัง? จะกลับไปทำงานได้รึยัง? พอรู้ว่าเราดีขึ้นแล้ว ก็เหมือนว่าอยากจะกลับมา ทั้งๆตัวเองก็มีแฟนนะ อยากมาหา อยากคุยด้วย ทั้งที่ก่อนหน้านี้ เหมือนเราไม่มีตัวตนด้วยซ้ำ

ผู้ชายคนที่ 3 again : พี่ K


พอเค้าเลิกกับเราไป ชีวิตเค้าก็ค่อยๆเสียศูนย์ อาจจะเป็นเพราะว่าเค้าเองเป็นคนไม่มั่นคง เชื่อมั่นในตัวเองนะว่าอยากทำอะไร แต่ไม่ลงมือทำ ไม่คิดจะพัฒนาตัวเองในเรื่องที่เป็นไปได้อย่าง Jewelry ขนาดเราเพิ่งเข้ามาในวงการนี้ เรายังพยายามหาที่เรียน หาข้อมูล พยายามทำความรู้จักวัตถุดิบชนิดต่างๆ รวมไปถึงการลงมือทำเครื่องประดับด้วยมือตัวเองให้เป็น และที่สำคัญ ขอเดาอย่างมั่นใจ ว่าพอไม่มีเรา ก็ไม่มีใครในโลกพยายามทำความเข้าใจเค้าอีกแล้ว ตอนนั้นเค้าปล่อยมือเรา เพราะเราป่วย พอเราดีขึ้น เค้ากลับมาขอร้อง ให้เราอยู่ในชีวิตเค้า ทั้งๆที่เค้าเองเคยขอร้อง ให้เราปล่อยเค้าไป ตลกดีเนอะ

เราใช้เวลา 1 ปี ที่ไม่ได้เข้าไปทำงานออฟฟิศ ไปกับการทำความรู้จักผู้ชายที่ต่างกัน 4 คน
ที่ทุกคน สอนให้เรารู้ถึง การเชื่อใจ ไว้ใจ และความใจร้ายของโลกที่มีแต่คนที่เค้าทำร้ายเรา หรือไม่เรานี่แหละที่ยอมทำร้ายตัวเอง เพื่อที่ว่าอยากจะรักษาความสัมพันธ์เอาไว้ 

และทำให้รู้ว่า ต่อไป เราควรรักตัวเองให้มากกว่านี้
เห็นมั้ยล่ะ ว่าตอนที่เรายังแย่ ยังป่วย ไม่มีใครแม้แต่พยายามทำความเข้าใจ เพื่อช่วยให้เราหายสักคน จนแม่เรา หมอ และตัวเอง ต่อสู้กับโรคซึมเศร้าที่ฝังใจเรามาหลายปี จนดีขึ้น และกำลังจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่มั่นคงอีกครั้ง  ...

มันถึงจะมีคนอยากกลับมา . 😏


บอกเลยค่ะว่า No 
เพราะคนที่บอกว่ารักเรา แต่รับเราไม่ได้ในตอนที่เราตกอยู่ใน version แย่ๆ เค้าก็ไม่คู่ควร ที่จะอยู่กับเรา ในวันที่เรากลับมาเป็นปกติ มีหน้าที่การงาน มีชีวิต และเป็น version ที่ชอบตัวเองที่สุด

ความรักในเวลาที่ไม่ใช่ ยังไงก็ต้องจบ 
จะจบดี หรือจบแบบมองหน้ากันกี่ทีก็เกลียด
อันนี้ก็แล้วแต่คน แต่สำหรับเรา 
ถือว่าเป็นปีที่แย่จริงๆ

พวกเค้าทุกคนเลือกปล่อยมือเรา เพราะเราป่วย
โดยไม่ให้โอกาสเราด้วยซ้ำ ว่าวันนึงเราจะหายได้
ก็ดีเหมือนกัน ถือว่าคนเหล่านี้ ไม่คู่ควร! บายค่ะ



SHARE

Comments

Gun1708
14 days ago
ขอบคุณที่เขียนเรื่อนี้นะคะ
เป็นกำลังใจให้หนูมากเลย
1ปีกับ3ผู้ชาย3คนของหนูกลายเป็นเรื่องตลกไปเลย

ยังไงซะเราก็ต้องเริ่มจากรักตัวเองแล้วมูฟออนต่อนะคะ

/รัก 💛
Reply
ZeroMove
13 days ago
จำนวนราษฎรทั่วราชอาณาจักร แยกเป็นกรุงเทพมหานคร และจังหวัดต่างๆ ตามทะเบียนราษฎร ทั้ง 77 จังหวัด ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2557 ระบุว่า ประชากรรวมทั่วประเทศ 65,124,716 คน แยกเป็นชาย 31,999,008 คน เป็นหญิง 33,125,708 คน // ยังมีผู้ชายดีๆ อีกเยอะครับ แค่อาจจะยังไม่เจอ สู้ๆ ครับ 55555 ,,, เคยมีคนบอกผมว่า อยากเจอคนแบบไหน ก็ให้ไปหาในสถานที่นั้นๆ ลองดูครับไม่เสียหาย 
Reply
U-min
11 days ago
ปีนี้ก็เจอแต่เหี้ยเหมือนกันค่ะ สู้ๆ สักวันคงได้เจอคนที่จะไม่ทำให้เราเสียใจ
Reply
LunaAndRe
10 days ago
เป็นกำลังใจให้นะคะ จากเพื่อนผู้เป็นไบโพล่า เราอ่านแล้วเข้าใจเลย ปีนี้เราเลิกกับแฟนที่ทำร้ายร่างกายเรา เพื่อนสนิททิ้ง พร้อมโดนไล่ออกเพราะตอนนั้นซึมเศร้า คือหนักมาก พอดีขึ้นก็มีคนคนเข้ามานะ แต่เราเป็นไบโพล่าไง ช่วงเรามาเนียคือสนุกสุดเหวี่ยงจริงๆ ผชเข้าหาเยอะแยะ แต่ธรรมชาติเนอะ เรากลับมาเศร้าอีก ไม่มีใครอยู่กับเราสักคน เราคิดได้ว่าคงต้องรักตัวเองมากๆก่อนจะรักคนอื่น และถ้าคนนั้นไม่อยู่ช่วงกับเราช่วงเราแย่ ก็อย่าอยู่เลยดีก่า
Reply