Wreck-It Ralph | จงทุบความสัมพันธ์ของฮีโร่ให้สลาย แล้วปล่อย "เธอ" ไปอย่างเติบโต
หากเราตีความหมายแบบตรงไปตรงมากับคำว่า Wreck-it Ralph ซึ่งก็คือ "ทุบมันราล์ฟ" นั่นมันหมายความว่า เจ้าตัวละครเอกของภาพยนตร์ชุดเรื่องนี้เมื่อได้กลับมาในภาคต่อ ก็คงจะต้องจัดการ "ทุบ" อะไรซักอย่างให้มันแตกสลายไปอีกครั้งนึง

จากภาคที่แล้ว เจ้าวายร้ายอ้วนใหญ่ตัวเหม็น ที่อยู่ในเกมส์ทุบตึก อยากจะทุบคำนิยามของคำว่า "คนดี" ให้เห็นชัด บุกเข้าอีกเกมส์ ช่วยเหลือสาวน้อยตัวเล็กจ้อยจากอาณาจักสีลูกกวาดที่โดนปกครองโดยกษัตริย์ขี้โกงตัวร้าย ทำให้เธอได้หลุดพ้นจากการเป็นคนที่ไม่ได้รับการยอมรับในสังคม ก้าวมาเป็นคนที่เท่าเทียมกับคนอื่น เพื่อพิสูจน์ว่า

ฉันเลวและนั่นมันก็ดีแล้ว ฉันไม่มีวันดีและนั่นก็ไม่เลว ฉันจะไม่มีวันเป็นคนอื่น นอกจากเป็นตัวฉันเองไม่น่าเชื่อว่าคำนี้ จะย้อนกลับมาทุบตัวเขาเองในภาคต่อมา เมื่อโลกที่กว้างกว่าอย่างอินเตอร์เน็ตได้เปิดออก และท้าทายสองตัวละครที่เคยใช้ชีวิตอยู่แต่ในโลกที่ใช้ดวงอาทิตย์ในการวัดเวลาเข้าออกงาน เปลี่ยนเป็นโลกที่ทุกอย่างหมุนเวียนตลอด 24 ชั่วโมง

นับว่าภาคนี้ได้ตีโจทย์ของ "โลกอินเตอร์เน็ต" ได้ลึกซึ้ง นอกจากจะพาเราไปสำรวจศักยภาพของอินเตอร์เน็ตที่มีผลต่อชีวิตของทุกคนแล้ว ยังพาดิ่งลงไปถึงความฉาบฉวยของไวรัลที่ไร้แก่น แต่ทว่าได้ใจผู้คนที่เข้าถึงมัน รวมไปถึงกฎข้อแรกของการใช้อินเตอร์เน็ตอย่าง "ห้ามอ่านคอมเมนต์เด็ดขาด" หรือแม้แต่จุดเปลี่ยนสำคัญของหลายๆคน ที่เกิดขึ้นจากการแอบไปบังเอิญเห็นข้อความลับของคนที่เราแคร์ในเวลาที่เขาคุยกับคนอื่นโดยไม่ได้ตั้งใจ ราล์ฟ เขามีหัวใจฮีโร่ที่เขายึดถืออยู่ เขาเชื่อว่าตัวเองทำทุกอย่างเพื่อ "เจ้าตัวเล็กสุดที่รัก" ของเขา ดังนั้นเขาไม่จำเป็นต้องสนใจสิ่งใดก็ได้ เขาเพียงแค่ต้องหาวิธี "จ่าย" ให้กับโลกอินเตอร์เน็ตให้มันจบๆไป ยอมทำให้ตัวเองเป็นตัวตลก มีช่องทาง มีซีนของตัวเอง ทำทุกอย่างเพื่อ "เธอ" แล้วทำให้ความสัมพันธ์กลับไปเป็นเหมือนเดิมแบบที่เขาเข้าใจ เหมือนกับโลกเกมส์ตู้ยุค 80's ที่เขาเกิดมา

สำหรับตัวละครสองตัวที่ตัวนึงเป็นผู้ชายตัวอ้วนใหญ่ ไม่ใส่รองเท้า ในฉายา "ตัวเหม็นเอาแต่ใจ" ถูกจับคู่กับเด็กสาวน่ารักตัวเล็กจ้อย เสียงเล็กเสียงน้อยร่าเริง ที่ถูกกรอบให้อยู่ในภาพลักษณ์ของ "ลูกกวาด" สีสดสวย ราล์ฟกุมตำแหน่งฮีโร่ของอีกฝ่าย และใช้กำปั้นทุบดินกับทุกๆอย่าง อะไรก็ตามถ้ามันไม่มีประโยชน์ก็ต้องเท่ากับเลว หรือถ้ามันมีประโยชน์ก็ต้องเท่ากับดี และใช้มุมมองแบบขาวดำชัดเจนของเขา กรอบให้กับ "เวเนโลปี้" เด็กสาวที่ถูกกรอบให้เจอแต่กับความน่าเบื่อจากค่านิยามคำนิยมมาตาคติเหล่านี้จนอยากจะออกไปเผชิญกับความท้าทายใหม่ๆ หาตัวตนที่แท้จริงของตัวเองให้เจอในโลกที่กว้างกว่า แม้ว่าโลกนั้นจะขัดใจกับ "ฮีโร่" อย่างราล์ฟก็ตาม 

เมื่อรู้สึกว่าความสัมพันธ์ไม่ปลอดภัย ฮีโร่จึงรู้สึกต้องลงมือทำอะไรซักอย่างแม้กระทั่งใช้วิธีสกปรกในการยื้อความสัมพันธ์ของอีกฝ่ายเอาไว้ และใช้ "ความอ่อนไหว" ของตัวเองทำลายคนอื่นซะ

เพราะเขาเชื่อว่า เวเนโลปี้ ต้องถูกโลกกว้างนั้นล้างสมอง พื้นที่ตรงนั้นมันรุนแรงสำหรับเธอเกินไป เธอจะต้องเป็นเพื่อนที่น่ารักสำหรับเขาเหมือนเดิมเท่านั้น

ในขณะที่สาวน้อยอย่างเวเนโลปี้ แม้รูปลักษณ์ภายนอกของเธอจะดูน่าทะนุถนอมอย่างไรก็ตาม ชีวิตของเธอก็เฝ้าแต่จะหาตัวตนที่แท้จริงของเธอ เหมือนที่เคยเป็นมาตลอด เกมส์สีลูกกวาด ที่เธอเป็นเพียงแค่ Avatar ให้คนอื่นเลือกเธอไปซิ่งแข่งกับความน่ารักอื่น มันไม่ใช่ระบบที่เธอพอใจอีกต่อไป พื้นที่ใหม่ในโลกที่กว้างกว่า แม้ว่ามันจะดูเถื่อนๆ ดิบๆ มีฉลามตัวโตอยู่ในท่อระบายน้ำ ระบบการแข่งขันแย่งชิงในโลกจริง การระบบจัดการทำโทษผู้เล่นที่แบบต้องตาโตใส่ แต่มันก็มีขึ้นเพื่อผู้เล่นโตขึ้นให้มากกว่าเดิม และเรียนรู้จากความล้มเหลว สิ่งเหล่านี้ มันคือโลกที่สาวน้อยในชุดกระโปรงลูกกวาดนั้นแหละพอใจ และ "ความอ่อนไหว" ของเธอ ความวูบวาบของเธอนั้นไม่ใช่ปัญหาอะไรด้วยซ้ำ

มีผู้เล่นสีลูกกวาดอีกตั้ง 15 ตัวในเกมส์เดิม ขาดฉันไปซักคนนึง มันไม่เป็นไรนักหรอก
เมื่อ "ความอ่อนไหวของฝ่ายฮีโรเท่านั้นที่เป็นปัญหา มันใหญ่โตแตกหน่อรวมกลุ่มก้อนของผู้ชายตัวใหญ่อ้วนเหม็นจนกลายเป็นกองทัพ วิธีแก้วิธีเดียวคือการบำบัดความอ่อนไหวนั้นซะ แล้วแตกภาระฮีโร่ให้กลายเป็นสองซีก ต่างฝ่ายรับผิดชอบความสัมพันธ์ ภาระ และความสวยงามของความสัมพันธ์ของกันและกันไว้ เพื่อรักษาเสี้ยวที่เหลืออยู่ไม่ให้มันพังไปมากกว่านี้ เพราะสุดท้ายแล้วย่อมไม่มีใครเป็นเจ้าของกันและกันได้อย่างแท้จริง

มันทำให้อดคิดไม่ได้ว่า มิติของภาพยนต์ภาคต่อนี้ ลงลึกไปถึงมุมมองโดยใช้สัญญะของ "เพศ" เข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นสัญญะทางคาแรกเตอร์ที่บ่งบอกชัดเจนว่าทางฝ่ายตัวละครชาย มักจะดำดิ่งลงไปหา "ตลาดมืด" เสมอ ในขณะที่ฝั่งตัวละครหญิงมักจะช่วยกันพาตัวละครอีกตัวก้าวผ่าน ให้ค้นพบความฝันและเติบโตอย่างเป็นตัวของตัวเองเท่านั้น 

หรือมันเป็นเพราะว่า ความอคติ ยึดติด เอาแต่ใจ และงี่เง่า มันไม่ใช่นิสัยของผู้หญิงเสมอไป เพราะผู้ชายตัวอ้วนใหญ่ ก็อ่อนไหวได้เหมือนกัน แถมสร้างหายนะได้มากมาย เมื่อรวมตัวกันเป็นหมู่มาก
สัญญะนี้ นอกจากการทุบลงไปในคาแรกเตอร์ การแยกสร้อยคอรูปหัวใจแห่งฮีโร่ให้ต้องแตกออกเป็นสองเสี่ยง เพื่อเพิ่มสถานะให้เวเนโลปี้ ได้กลายเป็นเจ้าหญิงคนต่อไปอย่างสมบูรณ์ ตามนัยยะ "ผู้หญิงยืนหนึ่ง" ได้เองตามแบบฉบับเจ้าหญิงดีสนีย์แล้ว อีกสัญญะที่น่าสนใจ ยังสะท้อนลงไปถึงเพลงประกอบภาพยนตร์ทั้งสองภาค ผ่านมุมมองของราล์ฟจอมทุบ ที่เป็นเจ้าของเรื่อง เพลงประจำตัวของเวเนโลปี้ ภาคก่อนคือ Sugar Rush ของ AKB48 ที่พูดถึงความน่ารักสดใส นักซิ่งในโลกของน้ำตาล เพลงประจำเกมส์ที่เอาตัวละครน่ารักๆ มาเรียงกันให้ผู้เล่นเลือกว่าจะใช้ตัวไหนแข่งกับตัวอื่น พอมาภาคนี้ กลายเป็น In This Place ของ Julia Micheal ที่พูดถึงตัวตนที่แท้จริงของฉัน การพยายามไปสู่ความฝันของตัวเอง เพราะฉันไปอยู่อีกเกมส์ที่ท้าทายกว่า
 
ในขณะที่มุมมองจาก Ralph ภาคที่แล้วคือ When Can I See You Again ของ Owl City ในความหมายว่า ฉันอยากจะกลับไปพบเธอที่ยังอยู่ตรงนั้นอีกครั้ง แต่ครั้งนี้กลับกลายเป็น Zero ของ Imagine Dragon มันยากเหลือเกินที่จะบอกเธอว่าความรู้สึกฉันมันเหลือศูนย์ เมื่อทุกอย่างเริ่มต้นใหม่

จึงเห็นได้อย่างชัดเจนว่า "การทุบ" ของราล์ฟรอบใหม่นี้ มันคือการบอกเราว่า 

มันไม่ใช่ว่าฉันไม่ได้อยากมีเธอ ฉันไม่ได้บอกว่าฉันไม่อยากมีเธอ แต่เธอเป็นคนที่นิสัยแย่และนั่นคือความจริง บางครั้ง เธอต้องลองมองดูตัวเองจากมุมที่สูงกว่าเพื่อเรียนรู้ บางครั้งเราก็ต้องแตกกัน เพื่อรักษามิตรภาพ ตัวตนและความฝันของกันและกันไว้ ไม่ให้มันพังไปกว่าที่เป็น 
และสำหรับคนที่โตมากับโลกออฟไลน์ ใช้ชีวิตตามดวงอาทิตย์ขึ้นตก มันก็อาจจะเจ็บปวด ที่รู้ตัวเองว่าการพยายามเป็นฮีโร่ให้คนอื่นมันไม่มีความหมายเลย โลกอินเตอร์เน็ตที่หมุนตลอด 24 ชั่วโมง มันทำให้เพื่อนตัวน้อยน่ารักของฉันเปลี่ยนไป มันเป็นสิ่งเจ็บปวดอย่างมหาศาล และคำถามสำคัญมันจะย้อนกลับมาหาตัวเราเองว่า "เราจะยังเฝ้ามองเขาอยู่ไหม หากเขาไม่ได้เป็นอย่างที่เราอยากให้เป็น"

แต่สุดท้ายแล้ว เราจะค้นพบว่า โลกอินเตอร์เน็ตนี่แหละ ที่เชื่อมให้เราหากัน และทำให้เราเห็นมิติของกันและกัน รวมถึงความสัมพันธ์ให้ชัดขึ้น

เพราะมันไม่มีทางที่ระบบอะไรจะออนไลน์ได้ตลอดไป มันต้องมีวันพักและอัพเกรด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของโค้ดให้ดีขึ้น แล้วทำไมกัน เราถึงจะไม่ใช้เวลาที่ระบบมันพัก ใช้เส้นทางออนไลน์อื่นๆ โทรหากัน หรือนัดเจอกันล่ะ

ความสัมพันธ์มันก็ยังอยู่ แค่แตกแยกออกไป แล้วความออนไลน์ก็ยังเชื่อมเราให้อยู่ใกล้กันได้ นั่นต่างหากคือสิ่งที่ราล์ฟไม่มีวันทุบมันแตก และเป็นประโยชน์ที่แท้จริงของอินเตอร์เน็ต 

SHARE
Writer
Miranda
Bitchy Writer
I'm a bitch. I'm a lover. I'm a child. I'm a mother. I'm a sinner. I'm a saint. I do not feel ashamed | นามปากกา "มิรันดา" ผู้ใช้ภาษาแปลกประหลาด ผิดจริตและดัดจริต | มุมมองชีวิต ความรัก สังคม วัฒนธรรม และการเมือง ที่เผ็ดแสบร้อนเหมือนตะกอนลาวา |

Comments

Raal
5 months ago
แต่เราคิดว่ามันไม่เมคเซ้นส์นะคะ ตอนที่เกมส์พังใหม่ๆ นางบอกนางรักบ้านรักเกมส์ แต่พอมาตอนทะเลาะกันกลับบอกว่า มีผู้เล่นตั้ง16คน ขาดฉันไปคนหนึ่งก็ไม่เป็นไร
เอิ่ม.... เรางงมาก ณ จุดนี้
Reply
Miranda
5 months ago
ส่วนตัวยังไม่ได้ดูพากษ์ไทยนะ แต่ Message ตัวละครนี้มีมาตั้งแต่ก่อนที่เกมส์จะมีปัญหาแล้วค่ะ ตั้งแต่ฉากที่นั่งคุยกับราล์ฟก่อนอาเขตเปิด แล้วบอกว่าเกมส์ตัวเองน่าเบื่อ เพราะอ่านทุกอย่างออกหมดแล้ว
Raal
5 months ago
ตอนเกมส์พังแล้วอยุ่บนตึก ราฟก่อเต้นท์หมอน
เหมือนมีประโยคยังไงราฟก็แบบ ดีแล้วนี่ไม่ต้องทำงานไงล่ะ
จำไม่ได้ว่าเวตอบไงตอนแรก แต่ท้ายประโยคแบบ หนูรักเกมส์ของหนู....
Miranda
5 months ago
เกมส์ของเวเนโลปี้คือเกมส์แข่งรถ เมื่อบวกกับการที่เธอพูดว่าหนูอยากได้เส้นทางใหม่ ความท้าทายใหม่ การที่เธอพูดว่าหนูรักเกมส์ของหนูมันอาจจะหมายความว่า หนูอยากเจอเกมส์ที่เหมาะกับหนูอย่างแท้จริง ช่วงนั้นเธอยังสับสนเลยอยากอยู่คนเดียว ราล์ฟสร้างบ้านหมอนให้กับเธอ เพื่อจะสื่อถึง Comfort Zone ค่ะ ในขณะที่เวเนโลปี้แยกไปที่กองอิฐและเริ่มสร้างบ้านใหม่เองด้วยอิฐ
PLAN
4 months ago
อยากอ่านงานเขียนเรื่องนี้ในเชิงวิเคราะห์ตัวละคร ว่าตัวละครมีการพัฒนามากขึ้นอย่างไร การปล่อยให้ความสนิทก่าวก่ายอีกคนเป็นประเด็นที่น่าสนใจมากๆเลย จากลาเพื่อรักษามิตรภาพ ชอบที่ตัวหนังเองเลือกนำเสนอเเบบนี้ เข้าใจเปรียบเทียบพฤติกรรมของราฟกับความเป็นโอตะนะ. แต่ส่วนตัวผมมองว่าราฟเองมีสัญญะของความเป็น. เด็กผู้ชาย. มากกว่าความเป็นชาย สังเกตุจากการที่หนังใช้ซีนที่เรฟมาจากคิงคอง คือตัวละครเองทำไปด้วยความไร้เดียงสา หวังดีบริสุทธิ์โดยไม่เห็นถึงผลเลวร้าย คือทำโดยไม่คิดเนี่ยแหละ 
Reply