สีของน้ำ
- 1 -

“แจน น้ำที่นี่ใสจังเลยเนอะ แกว่าไหม” 
“ใสตรงไหนของแกวะไอ้หลิว น้ำที่นี่ตะไคร่เยอะจะตาย เมื่อไหร่โรงเรียนของพวกเราจะเอางบมาปรับปรุงสระสักทีนะ เด็กต้องใช้ซ้อมไปแข่งขัน ทำชื่อเสียงให้โรงเรียนแท้ ๆ ”

หลิวกับแจนเป็นนักกีฬาว่ายน้ำของโรงเรียน เดือนหน้าจะมีการคัดตัวนักกีฬาเพื่อไปเข้าแข่งขันว่ายน้ำประเภทหญิง ระดับจังหวัด ทั้งสองจึงจำเป็นต้องฝึกซ้อมอย่างหนักเพื่อให้ตัวเองได้รับเลือกเป็นตัวแทนนักกีฬาไปแข่งว่ายน้ำระดับจังหวัดให้ได้ หลังจากที่ผลัดกันฝึกซ้อม ผลัดกันจับเวลาจนหนำใจ ทั้งคู่ก็พากันมานอนหงายลอยตัวบนน้ำ ปล่อยให้ร่างกายได้พักจากความเหนื่อยล้า

“แล้วเดี๋ยวแกไปไหนต่อ” แจนถามขณะที่วาดแขนขาขึ้นลงเหมือนปลาดาว จนผิวน้ำกลายเป็นคลื่นริ้วๆ รอบตัว

“ไปหาครูพลน่ะสิ แกเรียกให้ฉันไปติวคณิตเพิ่มกับแก อาทิตย์หน้าต้องไปแข่งระดับภาคแล้วน่ะ”

“โห แกนี่เก่งไปหมดทุกอย่างเลยว่ะหลิว เรียนก็เก่ง ว่ายน้ำก็เก่ง 
ดูอย่างฉันสิ มีแต่การว่ายน้ำนี่แหละมั้งที่ทำได้ดีอยู่อย่างเดียว”

หลังจากที่หลิวแยกกับแจนที่สระว่ายน้ำ เธอก็ขับมอเตอร์ไซค์คันเก่งมุ่งหน้าไปยังห้องพักครูทันที จากสระว่ายน้ำไปยังห้องพักครูใช้เวลาขับรถไม่ถึง 5 นาที ก็ไปถึงจุดหมาย

โรงเรียนที่หลิวเรียนอยู่เป็นโรงเรียนรัฐบาลขนาดกลาง สภาพกลางเก่ากลางใหม่ ถึงแม้ที่นี่จะไม่ได้กว้างขวางเท่าโรงเรียนอื่นๆ แต่กลับมีห้องหับและอุปกรณ์การเรียนที่ครบครัน มีสนามฟุตซอลที่ระบายด้วยสีน้ำเงิน มีแป้นบาส และมีสระว่ายน้ำเล็ก ๆ สำหรับนักเรียนอีกด้วย

วันนี้เป็นวันเสาร์ จึงไม่ค่อยมีใครมาที่โรงเรียน ปกติแล้วก็อาจจะมีครูบางท่านที่แวะมาสะสางงานบ้าง มาเอาเอกสารบ้าง แต่วันนี้กลับไร้วี่แววของคุณครูแม้แต่คนเดียว คงจะมีแต่ครูพลกระมังที่นัดหลิวมาสอนวันนี้

หลิวจอดมอร์เตอร์ไซค์ไว้ที่หลังตึกห้องพักครู พลางควานหาสมุดจดกับหนังสือคณิตศาสตร์อีกครั้งเพื่อให้แน่ใจว่าตนเอาอุปกรณ์การเรียนมา โล่งใจไป หลิวนึกว่าตนจะลืมหยิบออกมาจากบ้านเสียแล้ว หลิวเดินตรงเข้าไปในอาคารจนถึงหน้าห้องคณิตศาสตร์

ก๊อก ก๊อก ก๊อก

หลิวเคาะประตูกระจกสามทีก่อนจะเข้าไปข้างใน เห็นครูพลกำลังตรวจการบ้านนักเรียนอย่างขะมักเขม้น หล่อนจึงเอ่ยทักทายเสียงใส

“สวัสดีค่ะครูพล”

“อ้าว หลิวมาแล้วเหรอ นั่งก่อน ๆ ครูขอตรวจงานกองนี้อีกแป๊บนึงนะ”

“ได้เลยค่า”

ระหว่างที่หลิวนั่งรอครูพลตรวจงาน หล่อนแอบมองครูพลอย่างชื่นชม ‘ครูอะไรน้า ทั้งหล่อ ทั้งขยัน ขนาดวันหยุดยังมาเคลียร์งานที่โรงเรียนอีก อย่างนี้เองสินะนักเรียนหญิงในโรงเรียนเราถึงได้กรี๊ดครูกันนัก’ หลิวคิดในใจ พลางเอาหนังสือขึ้นมาทบทวนไปเรื่อยๆ จนผล็อยหลับฟุบบนโต๊ะ มารู้สึกตัวอีกทีก็เพราะได้รับสัมผัสจากสิ่งแปลกปลอมที่มาวนเวียนอยู่แถวหน้าอกเธอ

“ครูพล! จะทำอะไรคะ”

“อยู่เฉย ๆ เถอะน่า ครูกำลังจะติวพิเศษให้เธอยังไงล่ะ”

ทันทีที่ครูพลสัมผัสร่างหลิว เขากลับกลายร่างจากเทพบุตรเป็นปีศาจร้ายที่บ้าคลั่ง เขาผลักหลิวให้นอนราบลงบนพื้นห้อง โดยที่หลิวไม่สามารถขัดขืนอะไรได้เลย เพราะมือของเขาแข็งแรงราวตะปูที่ตอกตรึงข้อมือทั้งสองข้างของเธอไว้อย่างแน่นหนา เขาลงมือจัดการเหยื่ออันโอชะของตนอย่างหิวกระหาย มันเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว จนหลิวไม่สามารถอธิบายให้ใครฟังได้แม้แต่ตัวหล่อนเอง

“หลิวรู้ใช่ไหม ว่าถ้าเอาเรื่องนี้ไปบอกใครมันจะเป็นยังไง” ครูพลว่าพลางชูโทรศัพท์ที่มีคลิปของเธอกับเขาอยู่ในนั้น 
หลิวเงียบ มีเพียงน้ำตาที่ไหลอาบแก้มและเสียงสะอื้นไห้อันน่าสงสารจากสาวน้อยเป็นคำตอบ

“งั้นครูไปก่อนนะ เป็นเด็กดี เชื่อฟังครูนะหลิว”

แล้วครูพลก็จากไป ทิ้งหล่อนไว้กับสมุดคณิตศาสตร์ที่ขาดวิ่นยับเยิน นานทีเดียวที่หล่อนนอนนิ่ง ไร้เรี่ยวแรงแม้แต่จะเหยียดกายขึ้น แขนสองข้างที่ถูกบีบยังรู้สึกเจ็บแปลบ ๆ ทั้ง ๆ ที่เวลาผ่านไปแล้วร่วมชั่วโมง

เหมือนโลกทั้งใบของหลิวล่มสลาย แหลกละเอียดราวเศษแก้วบิดเบี้ยวที่ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็ไม่มีวันที่จะประกอบกลับมาดังเดิมได้อีก

หลิวฝืนตัวลุกขึ้น ก้มเก็บของทุกอย่างลงในกระเป๋าเป้พร้อมน้ำตาที่พรั่งพรูออกมาไม่ขาดสาย ขณะที่กำลังเดินออกไปหน้าประตูนั้นก็เหลือบไปเห็นวัตถุที่หล่อนคุ้นตาตกอยู่ริมทางเดินก่อนถึงประตูห้องนี้ สิ่งนั้นคือ พวงกุญแจรูปแมวที่แจนมักใช้ห้อยกระเป๋าเป้อยู่เสมอ…



- 2 -

ในที่สุดหลิวพาร่างไร้เรี่ยวแรงของตนกลับมาถึงบ้าน บ้านที่มีกันแค่สองคนยายหลาน

‘จะบอกยายได้อย่างไร แค่นี้ยายของหล่อนก็ป่วยกระเสาะกระแสะมาแรมปีแล้ว หากบอกไป ยายจะไม่ยิ่งอาการทรุดลงเพราะเรื่องของเธอหรอกหรือ’ หลิวคิดในใจ

‘จะทำอย่างไรดี บอกยายดีไหม ยายจะว่าหรือเปล่า หรือไปบอกครูฝ่ายแนะแนวดี แล้วถ้าบอกไปฉันจะโดนให้ออกจากโรงเรียนหรือเปล่า ครูจะเอาไปบอกคนอื่นไหม ถ้าเพื่อนคนอื่นรู้ล่ะ ฉันจะมีหน้าอยู่ในโรงเรียนได้อย่างไร’ ทุกความคิดวนเวียนอยู่ในหัวหล่อนมาตลอดสองวันที่ผ่านมา จนในที่สุดเธอก็ตัดสินใจได้ว่า ยังไงก็ต้องไปปรึกษาคุณครู เพราะถ้าไม่พึ่งคุณครูครู หลิวก็ไม่รู้ว่าจะหันไปพึ่งใครได้อีกแล้ว

เช้าวันต่อมา หลิวได้แต่วนเวียนอยู่หน้าห้องแนะแนว ทำใจครั้งแล้วครั้งเล่าที่จะเคาะประตู แต่ก็ยังตัดสินใจไม่ได้เสียที ครูนิดเห็นดังนั้น จึงเปิดประตูออกมาถามหลิว และชวนให้นักเรียนสาวเข้าไปคุยกันในห้อง

หลิวเลื่อนเก้าอี้ออกแล้วนั่งลงตรงข้ามครูนิด

“ไหน มีอะไรก็ว่ามา”

“คือหนู… หนูไม่รู้จะบอกยังไงดี คือหนู… ถูกข่มขืนค่ะ”

ครูนิดอึ้งไปสักพักจึงถามต่อ

“แล้วหลิวบอกครูได้ไหมว่าใครเป็นคนทำ”

“หนู… ไม่แน่ใจค่ะว่าจะบอกดีไหม เพราะเขาถ่ายคลิปไว้ด้วยน่ะค่ะ”

“ตายจริง เอาล่ะ หลิวใจเย็นๆ แล้วฟังครูนะ ที่ครูต้องการรู้ว่าใครเป็นคนทำเพราะครูจะได้ช่วยเราได้ถูกทางยังไงละจ๊ะ”

หลิวยังชั่งใจ เพราะถึงกระนั้นแล้วทั้งครูนิดและครูพลต่างก็เป็นครูอยู่ในโรงเรียนเดียวกัน ถ้าครูนิดเป็นพวกครูพลขึ้นมาล่ะ

“หนูไว้ใจครูนิดได้ใช่ไหมคะ”

“ได้สิจ๊ะ ครูเป็นครูแนะแนวนะ และครูทุกคนก็มีจรรยาบรรณ เพราะฉะนั้นหลิวไม่ต้องกังวลหรอกนะ ครูจะเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับอย่างดีเลย”

“…”

ทว่าหลิวกลับให้ความเงียบแทนคำตอบ หล่อนพยายามอย่างมากที่จะเอ่ยชื่อนั้นออกไป แต่มันช่างยากเหลือเกิน เพราะแค่นึกถึงชื่อคนคนนั้น ภาพเหตุการณ์เมื่อสองวันก่อนก็ฉายขึ้นมาเหมือนภาพยนตร์ที่ฉายซ้ำแล้วซ้ำเล่า

“หลิว” ครูนิดเรียกซ้ำเมื่อเห็นว่าหลิวเงียบไป แล้วหล่อนก็ต้องตกใจเมื่อเห็นนักเรียนสาวเริ่มปล่อยโฮออกมาอย่างน่าสงสาร

“หลิวใจเย็นๆ ก่อนนะ ถ้ายังไม่พร้อมก็ไม่เป็นไร หลิวยังไม่ต้องบอกครูตอนนี้ก็ได้”

“ครูพลค่ะ”

“หลิวว่าอะไรนะ”

“ครูพล… ข่มขืนหนูค่ะ”

ครูนิดได้แต่อึ้งไปอีกเป็นรอบที่สอง หล่อนยังไม่อยากจะเชื่อหูตนเอง คนที่ดูเป็นคนสุภาพ มีฐานะ มีการศึกษาอย่างครูพลน่ะหรือจะมาข่มขืนเด็กนักเรียนเช่นนี้

“…หลิวแน่ใจแล้วเหรอ อย่ามาโกหกผู้ใหญ่เด็ดขาดนะ”

“ค่ะ หนูแน่ใจ”

หลังจากที่ครูนิดฟังเรื่องราวทั้งหมดจากปากนักเรียนของเธออย่างละเอียด เธอก็เงียบไปครู่ใหญ่เพื่อใช้ความคิด สุดท้ายก็ทำได้เพียงถอนหายใจออกมาอย่างสิ้นหวัง

“เฮ้อ ถ้าเรื่องที่หลิวบอกเป็นเรื่องจริง ก็คงจะยากหน่อยล่ะ ฝ่ายนั้นเขาเป็นถึงหลาน ผ.อ. เลยนะ ครูเองก็ไม่มีอำนาจพอจะไปทำอะไรเขาหรอก” ก็ครูนิดเป็นเพียงครูสาวตัวเล็กๆ เงินเดือนเพียงหมื่นห้าก็จะไม่พอยาไส้อยู่แล้ว หากต้องไปมีเรื่องมีราวกับคนที่มีเส้นสายใหญ่เบ้อเริ่มอย่างครูพล หล่อนมิวายต้องถูกโยกย้ายไปที่อื่น ไม่ก็ถูกไล่ออกหรอกหรือ

หลิวพูดไม่ออก ราวกับมีหินก้อนใหญ่มาจุกอยู่ที่ลำคอ ทำได้เพียงฝืนกล้ำกลืนมัน พร้อม ๆ กับคำขอร้องของตนเองกลับไป

“เอาเป็นว่า… เดี๋ยวมันก็ผ่านไปนะหลิว อยู่เฉย ๆ เดี๋ยวเรื่องก็เงียบไปเองนั่นแหละ อย่าเพิ่งโวยวายไปเลย เพราะมันจะไม่ดีแก่ทั้งตัวเธอเอง และชื่อเสียงของโรงเรียนนะ”



- 3 -

วันเวลาผ่านไปเดือนกว่า ทุกสิ่งทุกอย่างยังคงเป็นเหมือนเดิม ยังไม่มีใครรู้ว่าหลิวโดนข่มขืน และไม่มีใครรู้ว่าครูพลข่มขืนเธอ ครูนิดรักษาคำพูดจริงๆ นั่นแหละ…

หลิวพยายามใช้ชีวิตให้ปกติที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทว่าเธอยังต้องไปหาครูพลเป็นครั้งคราว เพราะเธอกลัว กลัวว่าคลิปอัปรีย์นั่นจะถูกเผยแพร่ออกไป ยิ่งเวลาผ่านไปหลิวก็ยิ่งกลายเป็นคนซึมเศร้าจนเธอคิดว่าตนคงไปสอบแข่งอะไรไม่ไหวอีกแล้ว จึงขอสละสิทธิ์จากการไปแข่งขันคณิตศาสตร์และไม่ไปเข้าร่วมคัดตัวนักกีฬาว่ายน้ำของโรงเรียน เพื่อนๆ รวมถึงแจน และครูท่านอื่น ๆ สังเกตเห็นความผิดปกติของหลิว จึงพยายามเข้ามาพูดคุยกับหล่อน แต่มันก็เท่านั้น เพราะหลิวยังคงฝังใจว่า ไม่มีใครช่วยเธอได้ เพราะแม้แต่ครูนิดยังช่วยอะไรเธอไม่ได้เลย

ภายใต้ท้องทะเลอันสงบนิ่ง ย่อมมีคลื่นใต้น้ำที่รอวันโผล่พ้นผิวน้ำ รอโอกาสแปรเปลี่ยนเป็นคลื่นยักษ์ถาโถมเข้าหาชายฝั่งเสมอ ขณะที่หลิวดำเนินชีวิตประจำวันอย่างไร้จุดหมาย เช้าวันหนึ่งหลิวกลับรู้สึกคลื่นไส้ อยากอาเจียนออกมาตลอดเวลา จนในที่สุดก็หน้ามืดเป็นลมล้มอยู่ในห้องครัว ยายกลับมาจากตลาดเห็นหลิวนอนแน่นิ่งอยู่ตรงนั้นก็ตกใจมาก ร้องเรียกให้เพื่อนบ้านมาช่วยพาส่งโรงพยาบาลกันยกใหญ่

เสียงเครื่องปรับอากาศ และกลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้ออ่อน ๆ ของโรงพยาบาลปลุกหลิวให้ตื่นขึ้น เธอลืมขึ้นมาตาช้า ๆ ก็เห็นยายนั่งมองหน้าเธออยู่ด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยคำถาม

“หลิว ใครเป็นพ่อของเด็ก”

“ยายพูดเรื่องอะไร ฉันงงไปหมดแล้ว”

“หมอบอกว่าเอ็งท้อง ได้ยินไหมว่าเอ็งท้องได้เกือบสองเดือนแล้ว!”

“ยาย… ยายบอกว่าฉันท้องเหรอ”

“เออสิวะ! เอ็งนี่มันเชื้อไม่ทิ้งแถวเหมือนแม่ของเอ็งไม่มีผิด ทำไมถึงได้ทำตัวอย่างนี้ นังหลานไม่รักดี ฮือๆ” หลิวร้องไห้พลางมองยายที่กำลังร้องไห้อย่างรู้สึกผิด ยายคงรู้สึกผิดหวังในตัวเธอมาก เหมือนกับที่เคยผิดหวังในตัวแม่ของหลิวมาก่อน

“ยายจ๊ะ หลิวขอโทษ หลิวไม่ได้ตั้งใจให้มันเกิดขึ้นจริง ๆ ”

หลังจากที่หลิวรู้ว่าตนเองตั้งท้อง เธอก็โทรศัพท์หาครูพลทันที แต่ได้กลับมาแต่เพียงคำตอบที่บาดลึกไปถึงขั้วหัวใจ

“ไปเอาเด็กออกเถอะนะ ถือว่าครูขอ เรื่องค่าใช้จ่ายเดี๋ยวครูจัดการให้เอง”

ได้ยินทีแรกหลิวอยากจะปฏิเสธออกไปทันทีว่า ‘ไม่’ แต่เมื่อครูพลพูดต่อว่า

“คิดดูสิหลิว ครอบครัวเธอก็เหลือแค่ยายเธอคนเดียว ถ้าเธอเก็บเด็กไว้ ยายที่ป่วยหนักอยู่แล้วจะมาดูแลลูกให้เธอไหวเหรอ เธอเองนั่นแหละจะต้องออกจากโรงเรียนมาดูแลลูก ไหนเคยบอกครูว่าอยากเรียนสูง ๆ ไม่ใช่รึไง ถ้าเก็บเด็กไว้โอกาสจะได้เรียนต่อนี่แทบไม่มีเลยนะ ลองไปคิดดูดี ๆ แล้วกัน”

เพราะคำพูดนั่นเอง… จึงทำให้เด็กสาวเชื่อคำแนะนำของครูพล



- 4 -

ลมหนาวของเดือนพฤศจิกายนทำให้แจนต้องกอดอกเอามือลูบแขนไปมา หล่อนขึ้นบันไดอย่างเร่งรีบเพื่อหวังให้ร่างกายอบอุ่นขึ้นจากการออกแรง พลางคิดในใจว่า ทำไมหลิวถึงนัดมาว่ายน้ำในเดือนที่อากาศหนาวเช่นนี้ เมื่อขึ้นมาถึงก็เห็นหลิวยืนหันหลัง จ้องมองไปยังสระน้ำเบื้องหน้า

“หลิว”

หลิวไม่แม้แต่จะหันหลังกลับมามองหล่อน เพียงแต่พูดขึ้นว่า

“แจน น้ำที่นี่สกปรกจังเลยเนอะ แกว่าไหม” 
แจนมองตามก็พบว่าน้ำในสระเบื้องหน้า บัดนี้ได้แปรเปลี่ยนเป็นสีดำสนิทเสียแล้ว

“อืม นั่นสิ”

“ยินดีด้วยนะที่ได้เป็นตัวแทนไปแข่งว่ายน้ำระดับจังหวัดน่ะ”

“ฮ่าๆ ขอบใจนะ นี่ถ้าแกไม่ถอนตัวแกอาจจะได้ไปแข่งแทนฉันก็ได้นะหลิว รู้ไหมว่าตอนแกไม่อยู่ครูเขาบ่นเสียดายฝีมือแกใหญ่เลยนะ” แจนตอบหลิวไปอย่างพร้อมรอยยิ้มฝืดๆ พักหลังมานี้แจนรู้สึกได้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างพวกเธอทั้งสองไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป จากที่เคยคุยกันได้อย่างสบายใจกลับแปรเปลี่ยนเป็นความอึดอัด ราวหล่อนกำลังถูกต้อนจนจนมุมอยู่เสมอ

“จริงๆ ที่ฉันนัดแกเพราะจะเอานี่มาคืนน่ะ” หลิวเปลี่ยนเรื่องพร้อมยื่นพวงกุญแจรูปแมวให้แจน

“อะ…อ้าว ฉันก็หาอยู่ตั้งนาน แกเก็บไว้ได้นี่เอง ขอบใจนะ”

“จริงๆ ฉันอยากถามแกตั้งแต่วันที่เกิดเรื่องแล้ว แต่ฉันกลัวรับคำตอบไม่ได้… วันนั้นแกเห็นทุกอย่างใช่ไหมล่ะ”

“แก… กำลังพูดถึงเรื่องอะไร”

“แกก็รู้ว่าฉันกำลังพูดถึงเรื่องอะไร”

แจนเงียบไป พร้อมใช้มือข้างหนึ่งปาดเหงื่อเม็ดโตที่ผุดขึ้นบริเวณหน้าผาก

“ช่างเถอะ เอ้อ แจน พรุ่งนี้อย่าลืมไปหาครูพลล่ะ เขาเห็นว่าแกสอบตกคณิต เลยฝากฉันมาบอกแกให้ไปสอบซ่อมน่ะ”

เมื่อหลิวพูดจบ เธอก็ค่อยๆ พาร่างกายอันซูบผอมลงในสระ หงายตัวนอน และปล่อยกายให้ลอยตัวบนผิวน้ำ 
ทว่าครั้งนี้ร่างของหลิวกลับไม่ลอยเหมือนอย่างตอนที่ทั้งหลิวและแจนนอนลอยตัวด้วยกัน หลิวค่อยๆ จมลงไปใต้ผืนน้ำสีดำอย่างช้าๆ

ภายใต้น้ำดำมืด หลิวมองเห็นภาพทุกอย่างชัดเจน

เพียงแต่เธอไม่อาจขึ้นมาจากน้ำได้อีกต่อไป



ป.ล. เรื่องสั้นเรื่องนี้ได้รับแรงบันดาลใจมากจากภาพยนตร์เรื่อง อนธการ ค่ะ 
อาจจะเขียนงงๆไปบ้างเพราะยังเป็นมือใหม่ ยังไงก็ฝากติชมด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ <3 
SHARE
Writer
bonuscha
writer eater reader
นัก(หัด)เขียนที่ค้นพบว่าความสุขคือการกิน แรงบันดาลใจเกิดได้ทุกที่ และแค่เดินไปหาข้าวกินก็ถือเป็นการออกเดินทาง

Comments

Fourleafclover
5 months ago
เราชอบ งือออออ โบ้เขียนออกมาได้มีมิตินะ เขียนอีกเรื่อยๆนะ เรื่องสั้นหน่ะ เรารอติดตามเลย
Reply
bonuscha
5 months ago
งือ ขอบคุงมากเก๋ จะฝึกฝนต่อไปงับ เพิ่งเคยแต่งครั้งแรกเลยอะเพราะต้องส่งอาจารย์ 555 ป.ล. เราชอบงานเขียน emotion ของเก๋มากๆ! คือเราอินมากๆ หลายเรื่องเลย (ไปแอบอ่านมาแล้ว555) รอติดตามเหมือนกันน้า
Fourleafclover
5 months ago
เย้ๆ ขอบคุณนะ สู้กันต่อไปปป