ระหว่างเรา/ต้นไม้/สายลม
           คุณเคยได้ยินเรื่องพรหมลิขิตหรือไม่ ถ้าเคยได้ยิน คุณคิดไหมว่ามันมีอยู่จริง แต่คุณจะเชื่อ หรือ ไม่เชื่อนั้น มันเป็นเรื่องของคุณ แต่บนโลกใบนี้คงมีคนอยู่จำนวนหนึ่งที่เชื่อในเรื่องนี้ หนึ่งในนั้นคงมี “รุจิรา”

          สายลมหนาวแห่งเดือนธันวาคมได้พัดผ่านเข้ามาอีกครั้งในช่วงเช้าวันแรกของต้นเดือน หลังจากที่อากาศร้อนมาสักระยะตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ทำให้รุจิรารีบเดินออกมาจากภายในตัวบ้าน เพราะความที่เธอชอบอากาศเย็นๆเป็นทุนเดิมมาตั้งแต่สมัยเด็ก ณ เวลานี้จึงเป็นภาพของหญิงสาวคนหนึ่งที่กำลังนั่งจิบกาแฟอุ่นๆบริเวณสวนหย่อมหน้าบ้าน พลางอ่านหนังสือที่ตัวเองอ่านค้างตั้งแต่เมื่อวานต่อ

          มันคงเป็นอะไรที่มีความสุขมากสำหรับ รุจิรา เพราะมันเป็นสิ่งที่เธอชอบ ความสดชื่นของอากาศพร้อมกับแดดอ่อนๆ และสายลมหนาว ที่ใครไม่ถนัดตื่นเช้าคงไม่เคยสัมผัส ไม่นานนักเธอจึงหยิบไดอารี่ประจำตัวขึ้นมาเขียนบรรยายเกี่ยวกับความรู้สึกในช่วงเช้าของวันนี้ 

          ด้วยความที่เธอเป็นคนชอบแต่งเรื่องราวต่างๆ สรรหาคำ เลือกใช้คำ และพินิจความคิด กลั่นกรองผ่านตัวหนังสือได้อย่างวิจิตร หาใครเทียบได้ยาก ตั้งแต่สมัยเด็กๆ คุณครูภาษาไทยมักจะชมเธอในเรื่องของความถนัดด้านภาษาและการใช้ภาษาที่เกินวัยอยู่ตลอด อาจจะเป็นเพราะเธอชอบอ่านหนังสือด้วยกระมัง ทำให้เธอมีความสามารถอย่างนั้น จนกระทั่งในตอนนี้ เริ่มทำงาน มีงานประจำแล้ว รุจิรา ก็ยังชอบเขียนไดอารี่และแต่งเรื่องสั้นอยู่เสมอ แต่เป็นที่น่าเสียดายที่โชคชะตานั้นมองข้าม 
           
          ตลอดระยะเวลาสิบปีที่ผ่านมา เธอนั้นได้พยายามส่งงานเขียนให้กับสำนักพิมพ์ต่างๆ แต่ก็กลับถูกปฏิเสธ ในข้อคิดเห็นที่ว่ามันมีเกลื่อนบ้างล่ะ มันไม่โดดเด่นบ้างล่ะ น่าเบื่อบ้างล่ะ อะไรทำนองนั้น ทำให้ช่วงสามปีที่ผ่านมา เธอตัดสินใจหยุดส่งงานเขียน และหันมาเขียนไดอารี่ส่วนตัวเพียงอย่างเดียว อาจมีบ้างที่นึกอยากเขียน แต่ก็จะเก็บเรื่องพวกนั้นไว้คนเดียว หรือไม่ก็ส่งให้เพื่อนสนิทได้อ่าน

เหมือนกับวันนี้ที่เธอกำลังจะจรดปากกาลงในไดอารี่ เธอจึงเริ่มเขียน…

“โอ้…แด่ดวงสุริยันผู้ภักดี ใยท่านมิบอกข้าถึงวาระแห่งเหมันต์ฤดู ลมหนาวแรกแห่งความหลังชวนถวิลหา กอปรกับความรู้สึกเปรมปรีดิ์เอ่อล้นท่วมใจ ขอเพลาแห่งความปิตินี้ จงยืนยงตราบนาน จวบจนสิ้นเดือนแห่งกุมภาด้วยเทอญ”
 
ใช้เวลาไม่นานต่อจากข้อความขึ้นต้นดังกล่าว รุจิราได้เขียนโดยใช้ภาษาปกติอย่างที่คนอื่นเขียน และคงเพราะอย่างนี้ทำให้เธอต่าง และมีความโดดเด่นกว่าผู้อื่นในงานด้านการเขียน 
 
               รุจิรา คงจะดื่มด่ำกับธรรมชาตินานไปหน่อย เพราะเมื่อเธอกลับเข้าไปในบ้านก็พบว่า มันสายแล้ว ทำไมเวลาแห่งความสุขมันผ่านไปไวขนาดนี้เนี่ย เธอคิด ก่อนจะรีบจัดการธุระส่วนตัว เพื่อเตรียมไปทำงาน ในหน้าที่ เลขานุการ ของบริษัทแห่งหนึ่งที่เธอเพิ่งจะสมัครงานไปเมื่อห้าเดือนก่อน

              พอไปถึง เธอจึงรีบเตรียมเอกสารการประชุมให้กับทางประธานบริษัท เนื่องจากการประชุมจะมีขึ้นในอีกไม่กี่ชั่วโมงที่จะถึงนี้ ครั้งนี้เธอตื่นเต้นมาก เนื่องจากเป็นการรวมตัวกันของเหล่าบริษัทยักษ์ใหญ่ประมาณสี่ถึงห้าบริษัท ที่จะหารือกันเรื่องข้อตกลงต่างๆร่วมกัน เธอจึงต้องพร้อมที่จะเข้าร่วมประชุมในครั้งนี้

             เมื่อถึงเวลา เหล่าผู้บริหารและตัวแทนพนักงานกว่าห้าสิบชีวิตก็ได้เดินทางถึงห้องประชุมบริษัทของเธอที่สามารถจุคนได้มากถึงสองร้อยที่นั่ง ในการเปิดประชุมและเริ่มดำเนินการตามวาระต่างๆ ทางประธานบริษัทของเธอได้มอบหมายให้ รุจิรา เป็นคนรายงานข้อมูลต่างๆแทน ซึ่งตลอดการประชุม รุจิราได้แสดงความสามารถด้านการวิเคราะห์ข้อมูล และใช้วาทศิลป์ได้อย่างดีเยี่ยม จนในที่ประชุมต่างปรบมือและเห็นด้วยไปกับเธอ แม้จะมีการโต้เถียงในข้อคิดเห็นบางเรื่องบางเวลา แต่เธอก็สามารถแย้งด้วยเหตุผลที่มีน้ำหนักได้ 

              เมื่อการประชุมจบลงช่วงประมาณค่ำๆเย็นๆ ของวัน รุจิรา ก็ได้รับคำชมต่างๆนานาจากผู้บริหารของหลายบริษัทว่าเป็นพนักงานหน้าใหม่ไฟแรงของแท้ แต่ดูเหมือนว่า ความสามารถเหล่านั้นของเธอได้ฉายแสงจนไปกระทบตาใครบางคน จนเหมือนกับว่าเขาคนนั้นจะถูกใจในตัวเธอเข้าซะแล้ว

             ใครคนนั้นคือ ภาสกร นักวิเคราะห์การตลาดของหนึ่งในบริษัทเครือข่ายที่เข้าร่วมประชุม โดยระหว่างที่ฟังการประชุม ตัวเขาเองเกิดรู้สึกชอบ รุจิรา ในความสามารถด้านการนำเสนอและวาทศิลป์ รวมถึงเสน่ห์บางอย่างที่แผ่ออกมาจนทำให้ละสายตาไม่ได้ และความน่ารักในบางมุมจนเขาเผลอหลุดยิ้มออกมาในบางคราว พอเลิกประชุม เขาจึงอดไม่ได้ที่จะต้องไปคุยกับเธอ ภาสกร จึงเดินตรงรี่มาที่เธอทันที

“สวัสดีครับ…เอ่อ..คุณ…” ภาสกรถามอย่างติดจะเขินอยู่ในตัว
“สวัสดีค่ะ รุจิรา ค่ะ” รุจิราผละจากคนที่กำลังคุยอยู่ตรงหน้า ก่อนหันมาตอบ โดยไม่ทันสังเกตทีท่าของอีกฝ่าย
“พอดีผมอยากคุยกับคุณมากเลย เมื่อกี้ ตอนที่คุณพูด ผมชอบมากๆเลยครับ” ภาสกรพูด แต่ในใจ คำว่า ชอบ นั้นหมายถึงเธอต่างหากล่ะ รุจิรา
“ขอบคุณค่ะ ว่าแต่คุณชื่ออะไรเหรอคะ” รุจิราพูด
“ภาสกร ครับ ยินดีที่ได้รู้จักนะครับ พอดีผมเป็นนักวิเคราะห์การตลาด มันดูจะเป็นอาชีพที่น่าเบื่อหน่อยอะครับคุณรุจิรา” ภาสกรพูด เพื่อต่อบทสนทนา
“ไม่หรอกค่ะ แต่ก่อนเราก็เคยอยากเป็นเหมือนกัน แต่ด้วยอะไรหลายๆอย่าง เลยหันเห มาทางด้านนี้แทนค่ะ”
“เสียดายจังเลยนะครับ ถ้าคุณรุจิราได้ทำงานในด้านนี้ ก็น่าจะเก่งมากๆเลยล่ะครับ ดูจากตอนประชุมเมื่อกี้แล้ว”
“ขอบคุณค่ะ แต่เราอยู่เส้นทางนี้ก็ดีไปอีกแบบนะคะ ได้ทำงานตรงด้านเอกสาร ซึ่งส่วนตัวก็ชอบอยู่แล้ว…อ้อ…ลืมบอกไปค่ะ เราอยู่ตำแหน่งเลขาฯของบริษัทนี้นะคะ ยังไงถ้ามีธุระอะไรก็ติดต่อโดยตรงได้ตามนี้เลยนะคะ” รุจิราพูดก่อนจะให้นามบัตรที่มีเบอร์โทรศัพท์ และไลน์สำหรับติดต่องาน ซึ่งทำให้ ภาสกร ดีใจจนหลุดยิ้มออกมาเลยทีเดียว
“ขอบคุณมากเลยนะครับ คุณรุจิราใจดีจังเลยนะครับ ใครอยู่ใกล้ด้วยคงมีความสุข ยิ้มแล้วโลกสดใสจริงๆ 555”
“แหม่ ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกค่ะ คุณภาสกร…ยังไงก็ยินดีที่ได้รู้จักอีกครั้งนะคะ เดี๋ยวต้องขอตัวก่อน พอดีท่านประธานเรียกแล้วค่ะ”
“ครับ หวังว่าจะได้เจอกันอีกนะครับ” 
           
             ทั้งคู่กล่าวลาก่อนจะแยกย้ายกลับบริษัทของตน ในฝ่ายของภาสกร ระหว่างทางเขาก็คิดแต่เรื่องของหญิงสาวธรรมดาๆคนหนึ่งที่ชื่อ รุจิรา เธอเป็นคนที่มีความสามารถพร้อมกับเสน่ห์ที่ยากจะหาใครเหมือน เขาประทับใจในตัวเธอ บางความรู้สึกที่พาเขาย้อนกลับไปในห้วงแห่งอดีต...
 
             ภาสกร ชายหนุ่มผู้เปี่ยมไปด้วยความหล่อ วาจาคมคาย ผู้หญิงคนใดพลันเห็นหน้าหรือได้คุยกับเขาด้วยแล้วเป็นอันต้องหลงในมนตร์เสน่ห์นั้น เขาได้รับฉายาว่าเป็นเสือตัวพ่อของวงการมาตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย ทำให้มีผู้หญิงมาติดพันมาก ภาสกรจึงมีแฟนมาแล้วไม่ต่ำกว่าสิบคน โดยแต่ละคนเขาไม่เคยคบได้ยืดเลย เนื่องจากเขาให้เหตุผลว่า
รักแท้ไม่มีอยู่จริง คนเราก็เพียงแค่หาแฟนเพื่อคลายเหงา เวลาที่เราไม่มีใครเท่านั้น หรือบางทีก็แค่ความสนุก สนองความใคร่ของตัวเอง
              ทำให้ตลอดเวลาที่ผ่านมา เขาไม่เคยจริงจังกับความรักสักคน จนกระทั่งเมื่อสี่ห้าปีที่ผ่านมา เขาได้พบผู้หญิงคนหนึ่ง เธอเป็นผู้หญิงที่สวย น่ารัก และพูดจาหวานปานน้ำผึ้ง ทำให้เขาตกหลุมรักในตัวเธอ พอคบกันได้สักระยะ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เขาหางานทำได้พอดิบพอดี เพื่อที่จะได้นำมาเลี้ยงหญิงสาวคนนี้ แต่แล้วภาสรกรก็พบว่า เธอดันคบซ้อนกับผู้ชายคนอื่นอีก เขาเสียใจมาก เพราะไม่เคยโดนอะไรแบบนี้ แต่พอได้คิดก็นึกได้ว่า คงจะเป็นกรรมที่เขาได้ทำกับคนอื่นล่ะมั้ง ทำให้เจอคนที่เข้ามาทำร้ายความรู้สึกแบบนี้

              ตั้งแต่ได้คบผู้หญิงคนล่าสุด ที่เขาเสียใจมาก เขาก็เลิกนิสัยการเป็น เสือ ทันที แต่แล้วมันก็ไม่เป็นผลกับเธอเลย เพราะต่อจากนั้นเขาก็ขอเลิกกับเธอ และใช้ชีวิตอย่างผู้ชายธรรมดาจนกระทั่งมาในปี 2561 นี้ และแล้วก็เหมือนโชคชะตาจะเข้าข้างเขา เพราะภาสกรได้มาพบกับ รุจิรา หญิงสาวที่ทำให้เขาตกหลุมรักอีกครั้งในวันนี้

              ในส่วนของ รุจิรา พอกลับมาถึงบ้าน ก็รีบเข้าห้องของตัวเอง เพื่อทบทวนความคิดอันแสนจะปั่นป่วนอยู่ในหัวตลอดทางที่ขับรถกลับบ้าน ตั้งแต่ตอนคุยกับภาสกรเมื่อบ่าย เธอเดาได้เลยว่าลักษณะคำพูดแบบนี้มันแฝงนัยที่เขาจะมาจีบเธอ แต่ว่ากลับเป็นเธอที่ใจมันสั่น มันตื่นเต้นอย่างบอกไม่ถูก จนความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในหัวว่า มันคงถึงเวลาแล้วที่โชคชะตาได้พาผู้ชายคนหนึ่งเข้ามาในชีวิตของเธอ ทำให้เธอหยิบไดอารี่ และเริ่มจรดปากกาเขียนอีกครั้ง

“อ้า…แด่องค์จันทรา ใยท่านมิบอกข้าถึงการเยือนของบุรุษผู้นี้ แต่ข้าจักมิถือโทษโกรธาอันใดแก่ท่าน เพียงแค่จักไต่ถามสืบหาความอันแท้ ณ เพลานี้ข้ามีแต่จักขอบคุณท่านที่มอบโอกาสอันดีแก่ข้า”
               พอเขียนเสร็จ รุจิรา จึงได้เข้านอนพร้อมกับความคิดที่ว่า ความรู้สึกที่เกิดขึ้นในวันนี้มันคืออะไรกันแน่

เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก ลมหนาวพัดผ่านคืนแล้วคืนเล่า...
 
ระยะเวลาห้าเดือนต่อมา ต่างคนต่างทำงาน...

ใช้ชีวิตเรื่อยไป เข็มนาฬิกาหมุนเดินหน้า...
 
แม้ว่าภาสรกรจะได้นามบัตรของ รุจิรา ไปแต่เขาก็ไม่กล้าที่จะโทรหาหรือแอดไลน์เพื่อติดต่องาน ส่วนฝ่าย รุจิรา ก็เช่นกัน เธอก็ไม่กล้าที่จะเดินทางไปหาที่บริษัทเขา แม้ว่าจะมีภารกิจให้ไปบ่อยๆอยู่ก็ตาม ทั้งคู่มีเพียงแต่ความคิดถึงที่ส่งถึงกัน
 
จนกระทั่ง...

ปลายเดือนมีนาคม พ.ศ.2562 ณ ฟุกุโอกะ ประเทศญี่ปุ่น

              ในเวลานี้เป็นช่วงดอกซากุระเริ่มเบ่งบานต้อนรับฤดูใบไม้ผลิที่ประเทศญี่ปุ่นประมาณเดือนมกราคมถึงเมษายน รุจิรา เดินทางมาที่นี่เพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ และฉลองวันเกิดของตนเองที่จะถึงในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้ โดยเธอจะมีอายุ 28 ปีพอดี อีกจุดประสงค์หนึ่งนอกจากการลาพักร้อนแล้ว รุจิรากำลังหาไอเดียเพื่อนำมาเขียนนิยายเรื่องใหม่อีกด้วย

            ซึ่งระหว่างทางที่เธอกำลังเดินอยู่ในสวนสาธารณะ เธอก็ได้ศึกษาธรรมชาติและชมทัศนียภาพของเมืองไปด้วย และพบว่ามีจุดที่เหมาะแก่การพักผ่อนและนั่งดื่มด่ำธรรมชาติอยู่จุดหนึ่ง มันเป็นบริเวณที่เป็นร่มไม้ของต้นซากุระที่ส่งกลิ่นหอมโชยมาให้ได้กลิ่นอ่อนๆอยู่เป็นพักๆ พร้อมทั้งมีสายลมหนาวที่พัดมาเป็นระลอก มันเป็นอะไรที่ดีจนเธอต้องเข้าไปนั่งในทันที

เธอคิดอยู่เสมอว่า 
จริงๆแล้วเราทุกคนกับธรรมชาตินั้นเป็นส่วนเดียวกัน เพราะหากลองมองลึกลงไปข้างใน พวกเราจะพบเห็นสัจธรรมที่ซ่อนอยู่ในธรรมชาติทั้งของคน สัตว์ และพืชพรรณไม้ต่างๆ ความจริงที่เมื่อได้สัมผัสแล้วจะพบเห็นความสวยงามของชีวิต มันเป็นความงามที่ไม่ได้ปรุงแต่งอะไรเลย มันเป็นมาอย่างนี้ ก็ให้เป็นอยู่อย่างนั้น ทำให้คนที่อยู่กับธรรมชาติมากๆ มักมีความสุขอยู่เสมอ
เหมือนกับเธอที่หลงใหลในธรรมชาติและรักในชีวิตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

               ระหว่างที่เธอกำลังครุ่นคิดอยู่นั่นเอง ภาสกร ที่กำลังเดินเล่นอยู่ในสวนสาธารณะก็พลันเห็น รุจิรา ที่กำลังนั่งอยู่ใต้ร่มไม้อย่างมีความสุขและกำลังทอดสายตาไปยังเบื้องหน้ามองเด็กๆและคู่รักหนุ่มสาวที่กำลังนั่งเล่นบนสนามหญ้า จนเขาอดคิดไม่ได้ว่า เธอเป็นเจ้าหญิง หรือ นางฟ้ากันแน่ ทำไมเธอถึงได้มีเสน่ห์ขนาดนี้ เพียงแค่ยิ้มก็ทำให้ละลายได้แล้ว เขาคิด

              แต่เพราะความที่ไม่ได้เจอกันนาน ความคิดถึงจึงได้พาเท้าของภาสกรเดินตรงไปที่ รุจิรา นั่งอยู่ จนพอจะถึงตัวเธอ รุจิรา สังเกตเห็นเขาก่อน เธอจึงพูดขึ้นมาด้วยความดีใจอย่างบอกไม่ถูกเช่นกัน

“อ้าว คุณภาสกร ไม่ได้เจอกันนานเลยนะคะ”
“ครับ ดีใจที่ได้เจอกันอีกครั้งนะครับ” ภาสกรรีบตอบอย่างทันควัน
“ค่ะ ว่าแต่คุณภาส มาทำอะไรที่นี่เหรอคะ” รุจิรา ลองพูดชื่อเล่นที่เธอแอบไปศึกษามาระหว่างที่ไม่เจอเขาตลอดระยะเวลาห้าเดือนที่ผ่านมา จนคนฟังอึ้งเล็กน้อย ก่อนจะเผลอหลุดยิ้มออกมา
“พอดีผมมาพักร้อนครับ กะจะมาดูซากุระด้วย เห็นว่าของจริงมันสวยมาก ก็เลยรีบเก็บตังค์มาที่นี่นั่นแหล่ะครับ”
“เหมือนกันเลยค่ะ”
“จริงเหรอครับ ผมก็ไม่นึกเลยว่าจะได้เจอคุณฝ้ายที่นี่ด้วย ว่าจะมาเดินเล่นเฉยๆ” ภาสกรจงใจพูดชื่อเล่นของคนตรงข้าม ที่อยากพูดมานาน จนอีกฝ่ายหัวเราะขึ้นมา
“แหม่ ไม่เบาเหมือนกันนะคะ คุณภาส รู้ชื่อเล่นของฝ้ายได้ สงสัยพวกเราจะศึกษากันมาดี 555”
“แน่นอนอยู่แล้วครับ คนสวยอย่างคุณฝ้าย ผมไม่พลาดอยู่แล้ว”
“ปากหวานจังเนาะพ่อเสือภาส”
“ไม่นะครับคุณฝ้าย ผมไม่ได้เป็น เสือ แล้ว อันนั้นมันเป็นอดีตที่ไม่ดีของผมครับ คือเพื่อนผมอาจจะบอกอะไรผิดไป คุณฝ้ายอย่าถือสาเลยนะครับ”
“ฮ่าๆ ฝ้ายรู้แล้วค่ะ ไม่ต้องสาธยายอะไรยาวขนาดนั้นก็ได้ ฝ้ายแค่แซวเล่น”
“เห้อออ แล้วไปครับ นึกว่าคุณฝ้ายจะเชื่ออะไรทำนองนั้น”
“จริงๆ ตอนแรกฝ้ายก็เชื่อนะคะ แต่พอถามเพื่อนของคุณ แล้วก็แอบไปศึกษาประวัติของคุณมาด้วยแล้ว ฝ้ายก็เลยเข้าใจค่ะ”
“ครับ”
“เอ่อออ นั่งก่อนซิคะคุณภาส ยืนอยู่ตั้งนานแล้ว ฝ้ายเห็นแล้วเมื่อยแทน” ฝ้ายหรือรุจิรา ยังคงพูดว่า คุณ อยู่ แม้จะรู้ว่าชายตรงหน้าเป็นพี่ตัวเองอยู่สองปีก็ตาม เพราะเธอยังไม่กล้าที่จะเรียก
“ขอบคุณครับ”
“แล้วนี่คุณภาสจะอยู่ที่นี่กี่วันเหรอคะ”
“ประมาณสี่ถึงห้าวันครับ”
“งั้นก็ดีเลยค่ะ จะได้ไปเที่ยวด้วยกัน ดีมั้ยคะ”
“แหม่ คุณฝ้ายนี่ใจดีจังเลยนะครับ ชวนผมไปเที่ยวด้วย เราเพิ่งจะรู้จักกันแค่นิดเดียวเอง”
“ก็ถือเป็นการศึกษาไปด้วยไงคะ จริงมั้ยคะพี่ภาส” และคำๆนั้นที่หลุดออกจากปากฝ้ายนั่นเอง ทำให้ภาสกรตัดสินใจจะบอกความในใจ เพราะมันเป็นเหมือนการปลดล็อกกำแพงของอีกฝ่ายที่กำลังจะเปิดทางให้เขาสารภาพบางอย่างนั่นเอง
“เอ่อ คุณฝ้ายครับ”
“คะ???”
“พี่ชอบฝ้ายนะครับ คือพี่ไม่รู้ว่าพี่จะบอกฝ้ายยังไง พี่ชอบตั้งแต่ตอนประชุมนั่นแล้ว พอได้เจอครั้งแรก พี่ก็ตกหลุมรักเลย”
“ค่ะ ฝ้ายดูออกตั้งแต่แรกแล้ว” ฝ้ายพูดด้วยน้ำเสียงว่าเป็นคนที่ดูคนออก
“อ่าว แล้วทำไมฝ้ายถึงไม่ปฏิเสธพี่ล่ะครับ หรือไม่ก็บอกอะไรให้พี่รู้ตัว”
“พอดีตอนนั้นฝ้ายเองก็กำลังสับสนกับความรู้สึกอยู่เหมือนกันค่ะ ก็เลยไม่ได้อะไร แต่พอตอนนี้ฝ้ายก็รู้แล้วว่าฝ้ายคิดยังไง”
“ครับ???”
“เอ่ออ…คือ…ฝ้ายก็ชอบพี่ภาสนะคะ ฝ้ายคิดว่าพี่คือคนที่ใช่จริงๆ”
“’งั้นเรามาลองคบกันมั้ยครับ น้องฝ้าย”
“ตกลงค่ะ”
“แต่คบกับนักวิเคราะห์การตลาดแบบนี้ มันมีความเสี่ยงหลายอย่างนะครับ”
“ไม่เป็นไรค่ะ ฝ้ายเลือกลงทุนในตลาดนี้แล้ว ฝ้ายก็พร้อมที่จะศึกษาในความเสี่ยงนี้ค่ะ โดยเฉพาะคนวิเคราะห์ด้วย 555”
“แล้วนี่ได้ความปากหวานมาจากใครเนี่ย ทำเอาซะพี่เขินเลย”
“แหม่ ก็ใครละคะ ที่เริ่มหยอดใส่น้องก่อน พอถึงที ฝ้ายก็ต้องเอาบ้างสิคะ”
“ฮ่าๆ ดีใจจังเลยนะครับ ที่เราสองคนจะได้คบกันจริงๆ พี่ไม่เคยคิดเลยด้วยซ้ำว่าเราจะมีวันแบบนี้”
“เหมือนกันเลยค่ะ แต่เพราะฝ้ายก็คิดอยู่เสมอว่า มันต้องมีสักวันที่พวกเราจะมีใครสักคนที่เป็นรักแท้และเข้ามาครอบครองหัวใจของเรา เหมือนอย่างที่พี่เข้ามาในชีวิตฝ้ายในวันนี้ไงคะ”
“ครับ พี่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมพี่ถึงรู้สึกเหมือนเรารู้จักกันมาก่อนนะ มันเป็นความรู้สึกคุ้นเคยที่อธิบายไม่ถูกจริงๆ”
“แล้วพี่เชื่อเรื่องพรหมลิขิตไหมล่ะคะ ถ้าพี่เชื่อ คงเป็นเพราะโชคชะตาจริงๆที่นำพาเราสองคนมาพบกัน เพราะพี่ลองคิดดูนะคะ ถ้าเกิดไม่ใช่เรื่องพรหมลิขิต ฝ้ายเองหรือตัวพี่เอง คงไม่มีวันเจอกันหรอกค่ะ”
“จริงครับ แต่ก่อนพี่ก็ไม่เคยเชื่อเรื่องพวกนี้ แต่พอได้เจอฝ้าย พี่ก็รู้สึกว่าเรื่องพวกนี้มันมีอยู่จริง”
“ค่ะ แต่ลองเชื่อก็ไม่มีอะไรเสียหายเนอะพี่ภาส”
“ครับ…อ้อ...ลืมถามไปเลย”
“อะไรเหรอคะ”
“พี่ได้ยินมาว่า ฝ้ายมีความสามารถในการเขียนหนิใช่มั้ย”
“ใช่ค่ะ ส่วนหนึ่งที่มาญี่ปุ่น ก็เพื่อมาหาไอเดียแต่งนี่แหล่ะค่ะ”
“งั้นตอนนี้พี่มีไอเดียให้ฝ้ายแล้วนะ อยากฟังมั้ย”
“อยากค่ะ อยากๆ”
“ก็ลองแต่งนิยายเกี่ยวกับพี่แล้วก็ตัวฝ้ายเองไง ดีมั้ย”
“แหมมมม ฝ้ายก็นึกว่าอะไร ที่แท้ก็จะให้แบบนี้นี่เอง”
“อ่าว ไม่ได้เหรอครับ” ภาสกรทำหน้าหงอย
“ได้ค่า ฝ้ายยังไม่ได้ว่าอะไรเลย งั้นเอาชื่อเรื่องอะไรดีคะพี่ภาส”
“เอาเป็นว่า ฝ้ายคิดเถอะครับ พี่ไม่ค่อยถนัดอะไรด้านนี้”
งั้นเอาเป็นชื่อนี้ดีกว่าค่ะ "ระหว่างเรา ต้นไม้ สายลม" 

แด่...ผู้ศรัทธาในความรัก
จากใจ "ริชมอนด์ วาทะแห่งธรรม"

ปล. เรื่องสั้นแต่งเอง โดยเนื้อเรื่องข้างต้นเป็นความคิดของผู้เขียนทั้งสิ้น มิได้คัดลอกบทความของนักเขียนคนใด หรือแอบอ้างแต่อย่างใด
 
SHARE
Writer
Richmond
Writer
Happy and successful is my goal. To reach that I need to complete everything with my hands.

Comments