เวลามันย้อนกลับไปไม่ได้นะครับ
ระยะหลังมานี้ มีเรื่องหนึ่งที่ผมอ่านพบ ได้ฟัง Podcast รวมถึงเป็นสิ่งที่ผมเคยคิดมาตลอด เลยอยากจะนำมาเขียนอยู่นานแล้ว แต่ยังไม่มีโอกาสสักที วันนี้เป็นวันหยุดก็เลยขออนุญาตมานำเสนอแนวคิดเรื่องนี้กัน

ชื่อเรื่องคือ “ความสำคัญของเวลา” แต่ข้อเขียนนี้ ไม่ได้จะเขียนเรื่องเทคนิคการจัดการเวลา แต่จะเขียนเรื่องความสำคัญของเวลา ใช่ครับ ทุกคนคงทราบว่าเวลาสำคัญ แต่คุณสมบัติอย่างหนึ่งของเวลา คือเราย้อนกลับไม่ได้

ลองเปรียบเทียบระหว่าง เวลา กับ เงินดูนะครับ ถ้าเป็นเงิน ตอนนี้เรารวย เราก็กลับมาจนได้ หรือเราจน เราก็กลับไปรวยได้ มันเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาได้เสมอ เงินเป็นสิ่งที่เก็บไว้ได้ แต่เวลาไม่ใช่

เวลา ณ ขณะนี้ มันจะผ่านไปในอีกช่วงเสี้ยววินาทีข้างหน้า เราไม่สามารถเก็บเวลาตอนนี้ ไปใช้ตอนหลังได้ แต่ข้อดีของเวลาคือ เมื่อหมดวัน เราก็จะมีอีก 24 ชั่วโมงเพิ่มขึ้นมาเท่า ๆ กัน ไม่เหมือนกับเงิน ที่เราก็ยังไม่รู้ว่าพรุ่งนี้ สัปดาห์หน้า หรือปีหน้า จะมีรายได้เข้ามาเท่าไร (คงประมาณการได้ แต่มันก็ไม่มีความแน่นอนเหมือนเวลา)

แล้วประเด็นคืออะไร

คืองี้ครับ ระยะหลัง ๆ ผมไปเจอลูกศิษย์ หรือคนรู้จักหลาย ๆ คนทำงานหามรุ่งหามค่ำ ซึ่ง ในมุมหนึ่งผมก็ชื่นชมความมุมานะของเขานะครับ แต่พอเห็นบาง Status ใน Facebook แล้วมันเกิดความรู้สึกบางอย่างขึ้น

“ไม่ได้เจอหน้าลูกมา 2 สัปดาห์แล้ว”
“นอนตี 3 ติดกันมา 7 วัน”

ยิ่งอ่านหนังสือบางเล่ม บทความบางบทความ เขาเขียนบอกว่า เขาไม่เชื่อเรื่อง Work Life Balance หรอก มันต้อง Work อย่างเดียว จัดเต็ม แล้ว เดี๋ยววันหน้าสบายเอง หรือแม้กระทั่งคุยกับ Startup บางท่าน ก็บอกว่า ผมไม่สนใจอะไรทั้งสิ้นในโลกนี้ นอกจาก Startup ผมจะต้องสำเร็จให้ได้

เน้นอีกทีครับ ผมไม่ได้มีปัญหาอะไรกับความทุ่มเทเลยครับ แต่ที่อยากจะบอกคือ “เวลามันย้อนกลับไม่ได้”

ต้องกลับมาถามว่า จริง ๆ แล้ว ความต้องการในชีวิตเราคืออะไร ถ้าความต้องการสูงสุดในชีวิตคือ เราอยากรวย แล้วหยุดแค่นั้น การทำแบบนี้ ก็อาจจะตอบโจทย์ และอาจจะทำให้ถึงเป้าหมายในเรื่องความรวย ความสำเร็จ ได้เร็ว แต่ลองถามต่อว่า อยากรวยไปทำไม ถ้าใครตอบว่า ก็แค่อยากรวย อันนี้แหละความฝันสูงสุดแล้ว บทความนี้ก็อาจจะไม่มีประโยชน์กับท่าน

แต่ถ้าตอบว่า อ้าว ก็อยากรวย จะได้มีเวลาอยู่กับลูก ๆ อยู่กับครอบครัวมากขึ้น อยากรวย เพื่อที่จะให้พ่อแม่สบาย อันนี้แหละครับ ที่ผมอยากเขียนถึง
เนื่องจากเวลามันย้อนกลับไม่ได้ เพราะฉะนั้น ช่วงเวลาที่เราใช้ในการทำงานอย่างหนัก มันก็เท่ากับเวลาที่เราจะให้กับลูก ๆ กับครอบครัวจะหายไป สิ่งที่มันอาจจะน่าเสียใจเป็นอย่างยิ่ง คือ เราทำงานหามรุ่งหามค่ำ เพื่อที่จะได้มีเงินเยอะ ๆ รวย ๆ แต่เวลาผ่านไป 20 กว่าปี มาถึงตอนนั้น ลูก ๆ เราก็ออกไปมีครอบครัวกันหมดแล้ว เขาไม่ได้ต้องการเราอีกต่อไปแล้ว 
เวลาที่ลูก ๆ ต้องการเรามากที่สุดคือเวลาตอนเขาตัวเล็ก ๆ นี่แหละครับ ผมยังจำตอนลูก ๆ ผมเกิดได้ ตอนนั้น ต้องอุ้มนอนกันทุกคืน (คือไม่อุ้ม ไม่นอน) ผมนี่แหละครับ เป็นคนอุ้มเอง ผู้ใหญ่บางคนก็เคยเตือนบอก อย่าอุ้มมากเดี๋ยวติดมือ คือเด็กเขาจะติด ถ้าไม่ได้เราอุ้ม เขาจะนอนไม่หลับ แต่ผมไม่เคยเกี่ยงเลยครับ ติดมือก็ดี ผมบอกกับตัวเองและกับคนอื่น ๆ ว่า โอกาสที่จะได้อุ้มลูกแบบนี้มีไม่กี่ปีในชีวิตหรอก

และมันก็จริงครับ ตอนนี้ลูก ๆ ผมโตแล้ว จะอุ้มก็ไม่ไหวแล้ว และเขาก็ไม่ได้อยากให้อุ้มอีกต่อไป แต่ผมไม่มีอะไรต้องเสียดายเลย เพราะตอนนั้นก็ใช้เวลาอย่างเต็มที่แล้ว หรือตอนที่ลูก ๆ ยังนอนในห้องนอนเดียวกันแล้วเขาให้อ่านหนังสือให้ฟัง บางทีก็เหนื่อย แต่ก็อ่านให้เกือบทุกครั้ง เพราะผมรู้ว่า พอโตขึ้นเขาก็จะมีชีวิตส่วนตัวของเขาเอง และคงไม่ได้อยากให้เราอ่านให้ฟังตลอดไป

ผมถึงมักเตือนคนที่ใกล้ชิดจริง ๆ ว่า บางทีการที่เรามุ่งเน้นแต่เรื่องงานจนละเลยเรื่องเหล่านี้ไป เงินที่ได้มามาก ๆ ความสำเร็จที่ได้มา มันก็ไม่สามารถเอามาซื้อเวลาในการได้อุ้มลูก หรือ อ่านหนังสือให้ลูกฟังตอนเด็ก ๆ ได้นะครับ

นี่ยังไม่นับการดูแลคุณพ่อคุณแม่ ที่นับวันท่านก็มีอายุมากขึ้นเรื่อย ๆ มันจะมีประโยชน์อะไรครับ ถ้าเราได้เงินมาเยอะ ๆ แต่ไม่มีเวลาดูแลท่าน ไม่มีเวลาพูดคุยกับท่านเลย แล้วพบว่า วันที่เรารวย ท่านก็ไม่อยู่ซะแล้ว

หรือแม้กระทั่งสุขภาพของตัวเราเองเช่นกันครับ จะมีประโยชน์อะไรครับ ถ้าเราพบว่า เรารวยมาก ๆ เป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ แต่เราป่วยมาก ๆ จากการที่เราละเลยเรื่องสุขภาพ เราย้อนเวลากลับไปออกกำลังกาย พักผ่อนให้เหมาะสม หรือรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ไม่ได้หรอกนะครับ

เอาเป็นว่า เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผมแล้วกันนะครับ ผมเคารพการตัดสินใจของทุกคนครับ เพราะเป้าหมายของแต่ละคนแตกต่างกันไป ข้อจำกัดของแต่ละคนก็แตกต่างกันไป บางคนอาจจะคิดว่า ก็มันไม่มีเงิน จะทำอย่างไร จะมีเวลาให้กับครอบครัวได้อย่างไร ไม่ทำงานก็อดตายกันพอดี อันนั้นก็เข้าใจครับ แต่ก็อยากให้ลองมองหาทางเลือกต่าง ๆ กันดู และหลาย ๆ กรณี มันก็ไม่ได้เป็นเช่นนั้น มันเป็นการเลือกของเราเอง

เพียงอยากจะบอกแค่ว่า “เวลามันย้อนกลับไปไม่ได้” เท่านั้นแหละครับ

อ่านบทความอื่น ๆ ได้ที่ www.NopadolStory.com หรือเข้าร่วมกลุ่ม Line@ ได้ที่ https://line.me/R/ti/p/%40nopadolrompho หรือฟัง Podcast Nopadol’s Story ได้ที่ https://nopadolstory.podbean.com/
SHARE
Writer
Nopadol
Writer Professor
ศาสตราจารย์ สาขาบริหารการปฏิบัติการคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

Comments