วินัยในสังคมไทย : เมื่อ ‘น้ำใจ’ กลายเป็นข้ออ้างของความเห็นแก่ตัว
“พื้นฐานของคนประเทศผมคือวินัย แต่พื้นฐานของคนไทยคือความเห็นแก่ตัว”
 
เป็นบทสนทนาสั้นๆ ของฝรั่ง 2 คนที่ดูแล้วเดาว่าน่าจะเป็น “อาจารย์” ของโรงเรียนนานาชาติแห่งหนึ่งบนถนนสุขุมวิท, ทั้งคู่คุยกันด้วยสีหน้าเบื่อหน่ายเมืองไทยระหว่างนั่งรอ Sandwiches อยู่ในร้าน Subway ที่ไม่มีลูกค้าอื่นใดนอกจากผม (มอร์ริส เค, 2 กันยายน 2559)

เมื่อ 2 ปีที่แล้วผู้เขียนมีโอกาสได้อ่านบทความในเฟซบุ๊คของคุณมอริส เค นักแสดงรุ่นใหญ่ของเมืองไทย เขาเล่าถึงเหตุการณ์ที่ตัวเองได้ยินฝรั่งสองคนคุยกันเกี่ยวกับ ‘ความเห็นแก่ตัวของคนไทย’ ประโยคที่ฝรั่งคนนั้นพูด แสดงถึงความผิดหวังที่มีต่อคนไทยอย่างเห็นได้ชัด น่าใจหาย… 
ที่แม้แต่ชาวต่างชาติก็เริ่มรับรู้ถึงความจืดจางในวินัยของคนไทย ซึ่งแตกต่างจากภาพลักษณ์ที่พวกเขามองเห็นในตอนแรก เชื่อสิคะ ว่าหากลองไปถามนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เพิ่งมาเมืองไทยเป็นครั้งแรก ส่วนใหญ่คงมีแต่ชื่นชมประเทศไทย แต่หากลองให้พวกเขามาอาศัยอยู่ในประเทศของเราระยะยาว ความคิดของนักท่องเที่ยวเหล่านั้นคงเปลี่ยนไปเหมือนกับอาจารย์ฝรั่ง 2 คนที่กล่าวมาในตอนต้นแน่ๆ

การขาดวินัยมีสาเหตุมาจากนิสัยพื้นฐานที่คนทุกคนล้วนมีอยู่ในตัว นั่นคือ ‘ความขี้เกียจ’ เช่น กินอะไรเสร็จวางไว้ตรงนั้น เพราะขี้เกียจเอาไปทิ้งถังขยะ, เวลาคนข้ามทางม้าลาย รถก็ไม่จอดเพราะคนขับขี้เกียจเบรก, เวลาเดินทางไปไหนก็ขี้เกียจใส่เข็มขัดนิรภัย หมวกกันน็อค หรือห่วงยางชูชีพ เป็นต้น ผู้เขียนจึงลองไปเก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่างผู้ที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานครและเขตปริมณฑล เพราะคิดว่าในชุมชนเมืองที่มีจำนวนประชากรอาศัยอยู่เยอะ พวกเขาน่าจะพบกับปัญหาความไร้ระเบียบวินัยมากกว่าในต่างจังหวัด พบว่า ปัญหาความไร้ระเบียบวินัยในสังคมไทยที่คนเบื่อหน่ายมากที่สุดมีอยู่ 3 ปัญหาหลักๆ คือ ปัญหาการใช้ทางเท้า(ฟุตบาธ) ปัญหาคนฝ่าฝืนกฎจราจร และปัญหาการแซงคิว

‘ทางเท้ามีทุกอย่าง ยกเว้นที่เดิน’ 
ในความเป็นจริงแล้ว ทางเท้าควรเป็นที่ที่มีไว้ให้คนเดินสัญจรไปมา แต่ในประเทศไทย ทางเท้ากลับกลายเป็นที่ตั้งแผงลอย เป็นเลนสวนมอเตอร์ไซค์ เป็นที่จอดรถ หรือเป็นที่สำหรับส่วนต่อขยายร้านค้าริมถนน ซึ่งนอกจากจะทำให้ผู้ที่สัญจรไปมาเดินอย่างยากลำบากแล้ว ยังต้องคอยหลบรถมอเตอร์ไซค์ที่ขับสวนเลนขึ้นมาอีก แล้วพอกลุ่มคนที่ไม่เคารพกฎของสังคมเหล่านั้นถูกร้องเรียนจากคนที่เดือดร้อน บางรายก็ออกมาเรียกร้องก็ว่า ทำไมคนไทยไม่มีน้ำใจเลย จอดรถแค่แป๊บเดียวไม่เห็นจะเป็นไร บ้างก็ว่า ไม่มีเงินไปจ่ายค่าเช่าที่ จึงขออาศัยพื้นที่สาธารณะอย่างทางเท้าเพื่อใช้ในการขายของ นี่แหละค่ะชุดความคิดที่ขาดตรรกะของคนไทย เมื่อความเห็นแก่ตัวไม่ถูกสนอง คนถึงจะมองหา ‘น้ำใจ’ การกลับมาเรียกร้องหาน้ำใจจากสังคมทั้งๆ ที่คุณเองไม่ใช่หรือ ที่ไม่เคารพกฎกติกาของสังคมก่อน เราอยู่ในสังคมเดียวกัน เราควรจะเคารพ ปฏิบัติตามกฎของสังคม เพื่อให้ต่างฝ่ายต่างอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข ไม่ควรจะให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องมาเดือดร้อนจากการกระทำของอีกฝ่ายไม่ใช่หรือ ท้ายที่สุดแล้วคนไทยให้ความหมายของคำว่า ‘พื้นที่สาธารณะ’ ว่าอะไร บางคนอาจจะคิดว่า ก็ในเมื่อมันเป็นที่สาธารณะ ฉันก็มีสิทธิ์ทำอะไรก็ได้ตามใจชอบสิ แต่ลืมไปหรือเปล่าว่าการกระทำเช่นนั้น จะเปลี่ยนจาก ‘พื้นที่ของเรา’ เป็น ‘พื้นที่ของฉัน’ ไปโดยปริยาย

กฎจราจรมีความสำคัญอย่างมากสำหรับผู้ที่ใช้รถ ใช้ถนน หรือแม้กระทั่งคนเดินเท้า การปฏิบัติตามกฎจราจรจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ ‘ทุกคน’ พึงเคารพและปฏิบัติตาม ปัญหาที่จะกล่าวต่อไปเป็นปัญหาสำคัญระดับชาติ นั่นคือ ปัญหาการไม่ปฏิบัติตามกฎจราจร เช่น ไม่เปิดไฟเลี้ยว ฝ่าไฟแดง แซงซ้าย ไม่สวมหมวกกันน็อค คนไทยส่วนใหญ่นึกแต่เพียงว่า ทำอย่างไรฉันถึงได้รับสิทธิพิเศษ หรือความได้รับความสะดวกสบายมากที่สุด สุดท้าย เมื่อคนส่วนใหญ่ไม่ปฏิบัติตามกฎจราจร ทั้งอุบัติเหตุบนท้องถนน รวมถึงปัญหาการจราจรติดขัดก็รังแต่จะเพิ่มขึ้นทั้งในระดับปริมาณและระดับความรุนแรง

ทั้งๆ ที่การปฏิบัติตามกฎจราจรนั้นไม่ใช่เรื่องที่ยาก อีกทั้งยังส่งผลดีต่อสังคม และต่อตัวคนเราเอง นั่นคือ ส่งผลให้การจราจรบนท้องถนนไม่ติดขัด อีกทั้งยังเป็นการป้องกันอุบัติเหตุอันจะนำมาซึ่งความสูญเสียของชีวิต ทรัพย์สิน และจิตใจของประชาชน ทว่าในปัจจุบันนี้ยังมีผู้ฝ่าฝืนกฎหมายจราจรอยู่เสมอ ด้วยเหตุผล 2 ประการ คือ ‘ขี้เกียจ’ และ ‘เห็นแก่ตัว’

“ถ้าคุณไม่คิดถึงความปลอดภัยของคุณเอง คุณก็ต้องคิดถึงความปลอดภัยของคนอื่นบ้าง ลองคิดดูดิ ถ้าสิ่งที่คุณทำเกิดขึ้นกับครอบครัวของคุณ หรือเกิดกับเด็ก คนชรา และหญิงมีครรภ์ล่ะ สิ่งที่ตามมามันจะเกิดอะไรขึ้น” (นักศึกษาคนหนึ่ง, 25 ตุลาคม 2018)
 
ปัญหาการแซงคิว เป็นอีกปัญหาหลักในสังคมไทยที่เราพบเจอบ่อยที่สุด และถือเป็นชนวนที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งได้ง่ายที่สุด เพราะในชีวิตประจำวันไม่ว่าเราจะไปที่ไหนก็มักจะพบเจอความเห็นแก่ตัวรูปแบบนี้ทั้งสิ้น อาทิ เวลาไปต่อคิวจ่ายเงินที่ร้านสะดวกซื้อ ร้านอาหาร หรือแม้แต่เวลาที่รอรถโดยสารสาธารณะอย่างรถเมล์ และ BTS

“หากลองเปรียบเทียบประเทศไทยกับประเทศญี่ปุ่นนั้น จะพบว่าลักษณะสังคมของเรากับเขาแตกต่างกันมาก สำหรับประเทศญี่ปุ่น คนที่แซงคิวจะถูกมองว่าเป็นคนที่ไม่มีคุณค่า เพราะคนนั้นเป็นคนที่เห็นแก่ตัว ไม่เกรงใจคนอื่น ชาวญี่ปุ่นแทบทุกคนเน้นความตรงต่อเวลามาก ดังนั้น การแซงคิวจึงหมายความว่า คนที่แซงนั้นไม่ให้เกียรติต่อเวลาของคนอื่น” (เกรียงไกร กาญจนะโภคิน,1 กุมภาพันธ์ 2558)
แต่สำหรับประเทศไทย เราเป็นสังคมที่ยืดหยุ่นให้กับทุกเรื่อง คนจึงยังถือว่าไม่ใช่ความผิดร้ายแรง และค่อนข้างที่จะเพิกเฉยต่อปัญหานี้

“ฉันมากับเด็ก ให้เด็กก่อนได้ไหม”
ประโยคยอดฮิตที่บางคนนำมาใช้เป็น ‘ข้ออ้าง’ เพื่อให้ตนได้รับสิทธิ์ใดๆ ก่อนผู้อื่น ซึ่งเมื่อถูกนำมาใช้ในสังคมไทยแล้วมักจะได้ผลเสมอ เนื่องจากคนไทยมีอุปนิสัยขี้สงสาร ช่างเห็นอกเห็นใจผู้อื่น การที่ผู้ใหญ่ใช้เด็กเป็นเหตุผลเช่นนี้ หากมีความจำเป็นจริงๆ หรือมีเหตุผลที่เหมาะสม เช่น เด็กปวดปัสสาวะมากๆ แล้วต้องการเข้าห้องน้ำโดยด่วน ก็เป็นที่เข้าใจได้ที่จะให้สิทธิ์เด็กเข้าใช้ก่อน แต่กลับกัน หากผู้ใหญ่นำมาใช้เป็นข้ออ้างเพื่อให้ได้อภิสิทธิ์ต่างๆ นอกจากตัวผู้ใหญ่เองจะดูเป็นคนไม่มีระเบียบวินัยแล้ว ยังทำให้เด็กซึมซับความรู้แบบผิดๆ ไปด้วยว่า ‘เด็กจะได้รับอภิสิทธิ์เหนือคนอื่นเสมอ’ ดังนั้น ผู้ใหญ่คือตัวแปรสำคัญที่จะช่วยพัฒนาและอบรมอนาคตของชาติให้เป็นบุคคลที่มีคุณภาพ มีคุณธรรม เราจึงควรปลูกฝังเรื่องระเบียบวินัยให้พวกเขาตั้งแต่ที่ยังเป็นเด็ก ไม่ใช่เป็นแบบอย่างที่ไม่ดีในการเอารัดเอาเปรียบผู้อื่น

ในสังคมที่คนส่วนใหญ่คิดว่า เรื่องเล็กๆ แค่นี้ ‘ปล่อยผ่านไปบ้างก็ได้’ ชุดความคิดแบบนี้กระมังที่ก่อให้เกิดมะเร็งร้าย ลุกลามและกัดกินสังคมไทยอย่างไม่จบไม่สิ้น

ถ้าการที่เราไม่ยอมหลบให้รถมอเตอร์ไซค์ที่ขี่สวนเลนบนทางเท้า คือ การไม่มีน้ำใจ
ถ้าการที่เราไม่ยอมปล่อยผ่าน เวลาที่มีคนทำผิดกฎจราจรเล็กๆ น้อยๆ คือ การไม่มีน้ำใจ
ถ้าการที่เราไม่ยอมให้แซงคิวจ่ายเงินในร้านสะดวกซื้อ คือ การไม่มีน้ำใจ

แล้ว ‘น้ำใจ’ แบบไหนกันที่ถูกต้อง?

คุณล่ะ ทุกวันนี้ใช้คำว่า ‘น้ำใจ’ ในรูปแบบไหน

‘น้ำใจ’ ที่หมายถึงความใจกว้าง และเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่

หรือ ‘น้ำใจ’ ที่เป็นข้ออ้างของความเห็นแก่ตัว
 
SHARE
Writer
bonuscha
writer eater reader
นัก(หัด)เขียนที่ค้นพบว่าความสุขคือการกิน แรงบันดาลใจเกิดได้ทุกที่ และแค่เดินไปหาข้าวกินก็ถือเป็นการออกเดินทาง

Comments

bonuscha
4 months ago
ยิ่งเห็นข่าวเมื่อเช้า ที่วินมอร์เตอร์ไซค์เอามีดไล่แทงเทศกิจที่มาไล่ไม่ให้ขี่รถบนทางเท้าแล้วเหนื่อยใจเลย : (
Reply
zxzizxz
3 months ago
นอกจากน้ำใจแล้ว ใช้ความรู้เรื่องศีลธรรมข้ออื่นๆ มาเป็นข้ออ้างในการเห็นแก่ตัว
Reply