ถอดแนวคิดการสร้างคอนเทนต์ โดย รวิศ หาญอุสาหะ เจ้าของเพจ Mission To The Moon
29 พ.ย.18 ที่งานประกาศรางวัล Thailand Best Blog Awards 2018 ผมมีโอกาสฟังบรรยายจากคุณรวิศ และได้เขียนสรุปเอาไว้เผื่อจะเป็นประโยชน์กับหลาย ๆ คน

GREAT WAY TO CONSTRUCT & EXECUTE YOUR CONTENT

ว่ากันว่าคอนเทนต์กว่า 90% บนโลกนี้ พึ่งเกิดขึ้นภายใน 2 ปีที่ผ่านมา ในยุคที่โลกเรามีคอนเทนต์เกิดขึ้นใหม่ทุกวินาที มนุษย์ส่วนใหญ่จึงเลือกที่จะใช้ Lazy Mind ในการเสพคอนเทนต์ หรือพูดง่าย ๆ คือ ไม่มีใครตั้งใจเสพคอนเทนต์อย่าง 100%

คุณรวิศ ยกตัวอย่างโจทย์เลขง่าย ๆ ว่า 
“ถ้ามีของ 2 ชิ้น ราคารวมกัน 1.1 เหรียญ โดยที่ชิ้นใหญ่มีราคามากกว่าชิ้นเล็กอยู่ 1 เหรียญ ถามว่าของชิ้นใหญ่ราคาเท่าไร”

คงไม่มีใครหยิบกระดาษ กับปากกาออกมาเขียนสมการแก้โจทย์นี้กันอยู่ใช่มั้ยครับ เพราะถ้าอ่านผ่าน ๆ ก็แทบจะตอบได้ทันทีว่าของชิ้นใหญ่ราคา 1 เหรียญ

และถ้าคุณตอบ 1 เหรียญเหมือนกันล่ะก็ ยินดีด้วยครับ คุณอยู่ในกลุ่มคนส่วนใหญ่ และอย่างที่ผมบอก คนส่วนใหญ่ใช้ Lazy Mind ในการเสพคอนเทนต์ จึงไม่แปลกที่จะได้คำตอบที่ผิดออกมา

คำตอบที่ถูกคือ ของชิ้นใหญ่ราคา 1.5 เหรียญ และชิ้นเล็กราคา 0.5 เหรียญ

เมื่อคนไม่ตั้งใจอ่านคอนเทนต์ แล้วคนสร้างคอนเทนต์อย่างเราต้องทำความเข้าใจอะไรบ้าง?

1. เข้าใจคอนเทนต์
เราต้องรู้ก่อนว่าคอนเทนต์ของเราจะทำหน้าที่อะไร เราจะทำคอนเทนต์นี้ไปเพื่ออะไร

คุณรวิศ ยกตัวอย่างโฆษณาของ Gillette ซึ่งไม่ได้พูดถึงสเป็กของมีดโกนว่ามีกี่ใบมีดอย่างที่เราคุ้นเคย แต่พูดถึงเรื่องราวของชายแก่ที่มีลูกชายคอยดูแล และโกนหนวดให้ เพราะโฆษณานี้ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อขายมีดโกนให้คนทั่วไป แต่ขายมีดโกนรุ่นพิเศษที่ออกแบบมาให้จับได้ถนัดเมื่อต้องใช้โกนให้คนอื่น

เมื่อเรามองเห็นปลายทาง เราจะสร้างคอนเทนต์ที่ดีได้ง่ายขึ้น

2. เข้าใจผู้อ่าน
เราต้องรู้ว่าผู้อ่าน หรือผู้ชมของเราเป็นใคร เรากำลังทำคอนเทนต์ออกไปหาใคร

- Demographic ข้อมูลพื้นฐาน เช่น เพศ อายุ ระดับการศึกษา ที่อยู่ เป็นต้น
- Psychographic ความชอบ ความเชื่อ รสนิยม ลักษณะนิสัย

คนทำคอนเทนต์ส่วนใหญ่จะสนใจเฉพาะ Demographic แต่ลืมใส่ใจ Phychographic ทำให้การสื่อสารออกมาไม่ตรงกับความสนใจของผู้อ่าน เช่น

ถ้าแบ่งตาม Demographic ว่าเราจะทำคอนเทนต์ให้นักศึกษา เพศหญิง ในกรุงเทพฯ แต่ถ้ามองลึกลงไปถึง Psychographic จะเห็นว่าในกลุ่มนักศึกษาหญิงยังแบ่งได้เป็น คนที่ชอบอยู่บ้าน, คนที่ชอบออกไปปาร์ตี้ หรือคนที่ชอบออกไปทำกิจกรรมเพื่อสังคม ซึ่งการสื่อสารที่จะเข้าถึงคนแต่ละกลุ่มก็มีวิธีที่ต่างกันออกไปอีก

การทำความรู้จักผู้อ่านของเราให้ดี ก็จะสามารถสร้างคอนเทนต์ที่ดีสำหรับผู้อ่านแต่ละกลุ่มได้ง่ายขึ้น

3. เข้าใจและนำไปใช้ให้เป็น
แม้เราจะเข้าใจคอนเทนต์ และผู้อ่าน จนเริ่มเกิดไอเดียแล้วก็ตาม แต่ไอเดียที่ดีถ้าสื่อสารออกมาได้ไม่ดีก็ไม่มีประโยชน์เช่นกัน

ปัญหาของ SME ไทย หรือแม้แต่คนที่ทำธุรกิจออนไลน์คือ เวลาทำโฆษณามักอยากยัดทุกสิ่งทุกอย่างลงไปให้หมดในคอนเทนต์เดียว ไม่ว่าจะเป็นรูปสินค้า พรีเซนเตอร์ โลโก ชื่อแบรนด์ ชื่อผลิตภัณฑ์ รายละเอียดสินค้า ราคา ช่องทางติดต่อ ฯลฯ

คอนเทนต์ที่ดีจะต้องเรียบง่าย ตรงประเด็น และถูกใจคนดู การใส่ข้อมูลเยอะเกินไป นอกจากจะทำให้เสพยากแล้ว ผู้อ่านหรือผู้ชมก็ไม่สามารถเข้าถึงประเด็นที่เราต้องการสื่อสารอย่างตรงจุดอีกด้วย

เช่น ป้ายโฆษณาพื้นหลังสีดำ มีตัวหนังสือสีขาวเขียนว่า JUST DO IT. เป็นตัวอย่างการสื่อสารที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง ป้ายนี้ไม่มีรูปสินค้า ไม่มีโลโก ไม่มีชื่อแบรนด์ มีแค่สโลแกนที่ทุกคนจำได้ ป้ายนี้ก็ได้ทำหน้าที่ของมันแล้ว
สำหรับคนที่กำลังคิดจะทำคอนเทนต์แต่ยังไม่รู้จะเริ่มยังไง ลองเริ่มจากมารู้จักประเภทของคอนเทนต์ ที่แบ่งได้ง่าย ๆ เป็น 3E ดังนี้

Engagement คือคอนเทนต์ที่คนอื่นสามารถมีส่วนร่วมด้วยได้ สามารถเข้าถึงผู้อ่านได้ง่าย เช่น มาแชร์กันหน่อยว่าผลิตภัณฑ์ไหนของแอปเปิ้ลที่คุณชอบมากที่สุด ,หน้าหนาวนี้ใส่ชุดไทยไปไหนกันดี เป็นต้น

Evergreen คือคอนเทนต์ที่อยู่ได้นาน อ่านเมื่อไหร่ก็ได้ ไม่หายไปตามกระแส เช่น วิธีคิดแบบสตีฟ จ๊อบส์ ,ประวัติศาสตร์อยุธยาตอนปลายเป็นต้น

Event คือคอนเทนต์แบบเรียลไทม์ เป็นกระแสในช่วงเวลาหนึ่ง จะเข้าถึงคนได้จำนวนมากในช่วงแรก แต่เมื่อกระแสหายไปคนก็อาจไม่สนใจอีกเลย เช่น สรุปงานเปิดตัวไอโฟนสิบ ,ใครเป็นใครในละครบุพเพสันนิวาส เป็นต้น
อย่างไรก็ตามการทำคอนเทนต์อย่าไปโฟกัสที่ Attention มากเกินไป แต่ให้โฟกัสที่ Mission ว่าคอนเทนต์นั้นทำหน้าที่ของมันได้ตามที่เราต้องการหรือยัง

Speaker : รวิศ หาญอุตสาหะ (เจ้าของเพจ Mission to the moon และ CEO บ.ศรีจันทร์สหโอสถ)

EVENT : Thailand Best Blog Awards 2018



SHARE

Comments