The Secret LIFE of Walter Mitty / ชีวิต ความฝัน ความแปรผันที่ต้องยอมปรับ
              LIFE หรือ ชีวิต คำหนึ่งพยางค์ซึ่งประกอบขึ้นมาด้วยอักษรไม่กี่ตัวที่ไม่สามารถขยับได้ด้วยตัวเอง แต่ความหมายของมันกลับดูเป็นพลวัตและมีพลังอย่างมหาศาลที่จะขับเคลื่อนบุคคลหรือกลุ่มคนให้ออกเติมแต่งความหมายโดยรวมของมัน ไม่ว่ากี่ยุคกี่สมัยความเปลี่ยนแปลงในความหมายโดยรอบของมันเกิดขึ้นอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นความเปลี่ยนแปลงในระดับภาพรวม เช่น การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีในการส่งสารข้อมูลในช่วงยุค 90s จากอนาล็อคมาเป็นดิจิตอล อุตสาหกรรมทั้งหลายที่เริ่มเปลี่ยนแปลง ซึ่งส่งผลลงไปในระดับบุคคลที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นผู้คนที่ได้พบ งานที่ได้ทำ ภาระที่ได้แบกรับ หรือความลับที่เลือกแบกไว้

             สำหรับในสมัยนี้ก็เช่นกันความเปลี่ยนแปลงของชีวิตและสิ่งรอบตัว ไม่ว่าจะเป็นสมาร์ทโฟนที่เริ่มพบได้ทั่วไปมากขึ้น การคมนาคมอย่างรถไฟฟ้าที่ถูกสร้างเพิ่มขึ้นมาให้ได้ใช้สอยในหลายพื้นที่ ตึกรามบ้านช่องที่เปลี่ยนไป และปัจจัยอื่นที่ต่างก็ส่งผลให้ตารางการใช้ชีวิตของผู้เขียนและผู้อ่านอีกหลายคนอาจวนเวียนอยู่กับกิจกรรมเพียงไม่กี่อย่าง การดูหนังก็เป็นกิจกรรมที่แพร่หลายจนกึ่งจะกลายเป็นวัฒนธรรมของผู้คนยุคนี้ ยิ่งถูกสร้างให้เข้าถึงง่ายกว่าเดิมโดยการปฏิวัติอุสาหกรรมขนาดย่อม ย้ายไปโผล่ในแพลตฟอร์มออนไลน์ที่เข้าถึงได้ทั่วโลกอย่าง Netflix หรือ ออนไลน์สตรีมมิ่งที่เป็นที่รู้จักอย่างอื่นทำให้ 'ชีวิตธรรมดา' ของใครหลายคนถูกจับจองไว้หน้าจอแสงฟ้าร่วมกัน

               โดยความธรรมดานี้โยกย้อนแพลตฟอร์มไปร่วมอยู่กับชีวิตของ Mr. Walter Mitty (Ben Stiller) ในภาพยนตร์เรื่อง The secret life of Walter Mitty (2013) ซึ่งผู้อ่านสามารถหาดูได้ใน Netflix เช่นเดียวกัน ผ่านสายตากำกับและการแสดงของ Ben Stiller ผู้กำกับสายเลือดฮอลลีวูดแท้คนนี้ได้นำผลงานเขียนเรื่องสั้นออกมาเล่าในแบบที่แปลกใหม่และโลดโผนผ่านชีวิตมนุษย์เงินเดือนที่ทำหน้าที่คอยจัดการเนกาทีฟจากม้วนรูปฟิล์มที่ถูกถ่ายโดยช่างภาพ หนึ่งในผู้บริหารนิตยสาร ' LIFE ' Sean O'Connel (Sean Penn) ซึ่งส่งปมปัญหาก้อนใหญ่ให้กับวอลเตอร์ด้วยการที่ ฟิล์มเนกาทีฟใบที่ 25 ที่ตัวชอนเองกล่าวเอาไว้ในเรื่องว่า 'Number 25 is my best ever, the quintessence of life' และเขาต้องการใช้เป็นภาพปกของนิตยสาร LIFE ฉบับสุดท้ายนั้นได้หายไป เหตุการณ์นี้ลากตัววอลเตอร์ ชายหนุ่มวัยกลางคนที่นอกจากมีปัญหาอาการ zone out หรือหลุดเข้าไปในห้วงความคิดของตัวเองอยู่บ่อยครั้งแล้วยังซ้ำไปตกหลุมรักเขาข้างเดียวแก่เพื่อนร่วมงานสาวม่ายลูกหนึ่งอย่าง Cheryl Melhoff (Kristen Wiig) ให้เริ่มการออกเดินทางสุดมหัศจรรย์เพื่อตามหาเนกาทีฟฟิล์มที่ 25 สานต่อความตั้งใจสุดท้ายของชอนให้ Ted Hendricks (Adam Scott) หัวหน้าฝ่าย HR ใหม่ผู้ที่จะต้องเข้ามาทำหน้าที่ช่วยลดขนาดองค์กรณ์ของ LIFE ให้พร้อมก้าวเข้าสู่โลกอินเตอร์เน็ตนั่นเอง

1. พัฒนาการของความรัก = การเปลี่ยนแปลงที่ไม่ยากเกินรับ        
           การกลัวความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้กับทุกสิ่ง และไม่ใช่ทุกคนที่จะสามารถเปิดรับความเปลี่ยนแปลงทุกอย่างได้ในทันทีทันใดหลังจากการเล่าด้วยภาพ Extreme long shot ภายในเมืองซึ่งทำให้เราสามารถมองเห็นภาพรวมของยุคสมัยที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป ผู้คนอึมครึมที่ต่างติดอยู่ในระบบของการทำงานและหาเงิน อยู่บนย่าน Harlem มาจบบนสถานีรถไฟ 125th street ซึ่งเป็นตัวแทนอันดับแรกๆของย่านที่พัฒนาแล้วในช่วงนั้นไปพร้อมกับ ความกล้าแรกถูกนำเสนอมาในความพยายามเริ่มเชื่อมความสัมพันธ์ฝ่ายเดียวของตัววอลเตอร์กับเชอริลผ่าน online dating ด้วยความเขินอายที่จะเริ่มบทสนทนากับใครซักคน การเลือกช่องทางอื่นอย่าง eHarmony ในการสานความสัมพันธ์จึงเป็นทางเลือกที่ไม่ยากเกินที่จะทำความเข้าใจ ซึ่งถ้าเป็นในปัจจุบัน รูปแบบซ้ำเดิมของออนไลน์เดทติ้งคงมีให้พบเห็นได้ทั่วไป แต่เมื่อช่วงปีที่เกิดขึ้นกลับกลายเป็นช่วงที่การหาคู่แบบนี้เป็นสิ่งที่แปลกใหม่มาก แทบจะเรียกได้ว่าเป็นยุคบุกเบิกของโลกออนไลน์พร้อมไปกับการบุกเบิกความรักของวอลเตอร์เลยนั่นเอง 
 
          ในฉากต่อมาตัวหนังใส่รายละเอียดของบรรยากาศความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเข้ามาเรื่อยๆด้วย long shot ปริมาณมากที่ใช้เล่าได้การมาถึงของโลกออนไลน์ในแวดล้อมแบบแนบเนียนหย่อนใส่ช็อตนั้นนิด ช็อตนี้หน่อย รวมถึงการที่บริษัทจะต้องยุติการพิมพ์นิตยสารแล้วเปลี่ยนเป็นนิตยสารออนไลน์ และการเลือกสถานที่ในการใช้เล่าเรื่อง ดีเทลเล็กน้อยถูกหย่อนเข้ามาไปพร้อมกับความสัมพันธ์ของทั้งสองคนค่อยพัฒนาตามไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นมุกตลกของวอลเตอร์กับนกเหยี่ยวสื่อสาร อีกการที่เชอริลใช้โทรศัพท์ที่คล้ายไอโฟนและคอมพิวเตอร์ซึ่งถูกผลิตขึ้นมาในช่วงนั้นเพื่อช่วยในการออกตามหาชอน หรือการที่ตัวละครลับที่ถูกส่งมาช่วยวอลเตอร์ที่ติดอยู่ในด่านกักตัวคือเพื่อนทางโทรศัพท์ซึ่งเป็นพนักงานของ eHarmony สุดท้ายแล้วบทสรุปของยุคสมัยทำให้เราต้องยอมรับว่าโลกมันเปลี่ยนแปลงไปข้างหน้าหากเราเตรียมตัวและเปิดใจรับ เทคโนโลยีและความสัมพันธ์ใหม่กับคนที่ไม่เคยเห็นหน้าก็จะช่วยคุณจากปัญหาได้เสมอ

           แต่ก่อนจะสรุปอะไรเร่งด่วน เราคงไม่สามารถลืมได้ว่าตัววอลเตอร์นั้นมีปัญหาติดตัวอยู่หนึ่งอย่างนั่นก็คืออาการ zone out หรือหลุดเข้าไปในห้วงความคิดของตนเอง ซึ่งในซีนที่วอลเตอร์เข้ามาที่บริษัทพร้อมกับ Stretch Armstrong ของเล่นเก่าในยุค 70s ซึ่งได้มีส่วนร่วมกับจินตนาการ ซีนการต่อสู้ระหว่างวอลเตอร์กับท็อด ที่ปรากฎให้เห็นบทสนทนาเป็นนัยย์ เช่น ประโยค ' You can't just take my stuff ' ซึ่งในซีนพวกเขาอาจจะกำลังพูดถึงของเล่นเพียงชิ้นเดียวแต่สุดท้ายในบริบทที่ถอยออกมาบางทีการเข้ามาของแพลตฟอร์มโลกออนไลน์อาจจะกำลังคว้าอะไรออกไปจากมือเราอยู่รึเปล่า ยิ่งมองมาในยุคปัจจุบันที่ระบบแทบทุกอย่างถูกโอนเข้าสู่โลกออนไลน์ ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องความรักอีกต่อไป การค้าขายออนไลน์ การทำธุรกรรมออนไลน์ การติดต่อสื่อสารออนไลน์ ผู้เขียนในฐานะนักศึกษาภาพยนตร์และผู้อ่านอีกหลายคนไม่ว่าในฐานะอะไรก็ตาม อย่าลืมตระหนักว่าโลกได้ทำการออนไลน์แล้ว หากเราไม่ปรับตัวเหมือนกับวอลเตอร์ในตอนท้ายของเรื่อง เราอาจจะล็อกอินขึ้นรถไฟแห่งความเจริญขบวนนี้ไม่ทันก็ได้ ซึ่งผู้เขียนก็ไม่อาจทราบได้ว่า fast train ขบวนนี้จะนำพาเราไปถึงจุดไหนเช่นกัน แต่แน่นอนว่าถ้าคุณขึ้นมันไม่ทัน คุณอาจจะไม่ไปถึงที่ไหนเลย
2. แก่นสารของชีวิต , การหลงผิดที่ยังมีโอกาสแก้ไข               ไม่มีอะไรง่ายเลยเมื่อเป็นเรื่องของชีวิต อาจจะเป็นความคิดแรกที่ผุดขึ้นมาในหัวของวอลเตอร์พร้อมกับซีนเปิดของเรื่อง ภาพจากมุม top view ฉาบลงบนโต๊ะให้เห็นถึงตัวเลขในสมุดบัญชีพร้อมกับเครื่องคิดเลขในมุมซ้ายบน นั่นสินะ คงไม่มีอะไรง่ายในชีวิตหรอกหากเราได้สวมบทบาทอยู่ในร่างของชายช่างฝัน นิสัยมุละทุตั้งแต่วัยเยาว์ที่สุดท้ายกลายเป็นลุงออฟฟิสจิตลอยคนหนึ่ง โดยที่เรื่องราวของครอบครัวมิตตี้ถูกเล่าเริ่มจาก Odessa Mitty (Kathryn Hahn) หญิงสาวสายร่วมสายเลือดที่ฉากปรากฏตัวครั้งแรกเธอมาพร้อมกับความเซอร์ไพร์ซอันสดใส ชุดสีสดใสและสิ่งของที่คอยกระตุ้นเตือนความเป็นตัวเองของวอลเตอร์ในมือ ไม่ว่าจะเป็นเค้กวันเกิด ตุ๊กตา Stretch Armstrong หรือการหยิบกระเป๋าเดินทางใบเก่งในวัยเด็กของวอลเตอร์ออกมา เมื่อมองรวมเข้ากับกีฬาสเก็ตบอร์ดและผมทรงโมฮอว์กที่เห็นได้ในรูปถ่ายตอนเด็กนั้นก็เพียงพอแล้วที่เราจะเข้าใจได้ว่าตัวตนของชายที่ติดอยู่ในห้องสีเหลี่ยมและเกลือเงินนั้นได้สูญเสียตัวตนของเขาไปขนาดไหน การออกไปทำงานที่ร้านพิซซ่า แทบทันทีหลังจากที่พ่อของเขาเสียชีวิตลงอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงไปเป็นตัวตนที่ต้องกล้าออกมาสู้กับโลกของเด็กหนุ่มคนนั้น จนถึงตอนนี้ผู้อ่านอาจจะเข้าใจได้แล้วว่า 'เงิน' ได้เข้ามามีบทบาทและอิทธิพลอย่างหนักในชีวิตของวอลเตอร์ และอาจของตัวเราเองมากขนาดไหน การบอกปฏิเสธความฝันที่อยากเป็นนักแสดงของโอเดสซ่า เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งเหมือนกัน

                เมื่อมาถึงจุดนี้แล้วตัวผู้เขียนเองซึ่งก็อยู่ในช่วงที่ตั้งคำถามอย่างบ้าคลั่งกับ จุดประสงค์และแก่นสารของชีวิตนี้ว่าคืออะไรกันแน่ จะเป็นความฝัน ความรัก ความร่ำรวย ความมั่นคง หรือตัวเลือกอีกมากมายว่ายซ้อนกันอยู่ในตัวของผู้เขียน ขณะที่กล้องมุม top view ได้เปลี่ยนจากโต๊ะทำงานเป็นบนกระเป๋าเดินทางในวัยเยาว์เพื่อออกตามหา "The quintenssence of LIFE" ของขวัญชิ้นสุดท้ายจากชอน ให้กับนิตยสาร LIFE และแด่วอลเตอร์ ความรักและความมุ่งมั่นพาเขาออกเดินทางไปสู่ ปรัชญาการเลือกจากหนัง The matrix ที่ว่าหากคุณเลือกยาเม็ดสีน้ำเงินคุณจะกลับเข้าสู่โลกแห่งความจริง แต่ถ้าคุณเลือกยาสีแดงมันจะพาคุณเข้าสู่ดินแดนมหัศจรรย์ รูปแบบได้ถูกเปลี่ยนจากยาเป็นรถยนต์ การนำหลักนี้มาใช้กับเรื่องนี้ยิ่งสร้างภาพของคำว่าชีวิตที่วอลเตอร์ได้รับหลังจากออกเดินทางให้แน่นยิ่งขึ้น จากมุมมองคนดูที่เราได้เห็นวอลเตอร์ออกไปสัมผัสโลกที่ยิ่งใหญ่ ธรรมชาติที่สวยงามอลังการ และความงดงามในวัฒนธรรมที่แตกต่าง ไม่ว่าภาพที่ออกมาจะยิ่งใหญ่ขนาดไหน แต่มันเป็นเพียงชีวิตธรรมดา ของคนธรรมดาที่ 'เลือก' ทางเลือกที่แตกต่างและออกไปสัมผัสโลกและได้พบกับสิ่งที่เค้าออกตามหา

             แม้คุณค่าและแก่นของมันที่ชอนได้มอบให้กับวอลเตอร์ได้จบบนยอดภูเขาพร้อมกับเรื่องราวของแมวผี ท่ามกลางฟุตบอลและชาวบ้าน แต่แก่นที่ทำให้มันสมบูรณ์คือการส่งต่อคุณค่านั้น ยื่นมือและพาผู้อื่นออกไปสัมผัสโลกธรรมดาที่แสนวิเศษเช่นเดียวกันกับเรา เหมือนดั่งเช่นการที่วอลเตอร์เอ่ยปากชวนเชอริลให้ไปลองรับบทเป็น Rizzo in Gease ซึ่งเป็นสิ่งที่ตัวเองเคยบอกปฏิเสธโอเดสซ่าไปในตอนแรก ซึ่งผู้เขียนและผู้ชมสัมผัสอาจจะสัมผัสได้ว่าการที่วอลเตอร์เจอเนกาทีฟ 25 และได้เห็นว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งในรูปนั้นไม่ได้มีคุณค่าเทียบเท่ากับเรื่องราวระหว่างเส้นทางที่เขาเดินทางจนไปพบมันและผู้คนเพียงไม่กี่คนที่เค้าได้อยู่ด้วยในตอนท้าย มองกลับมาในยุคสมัยที่ความเดียวดายและความสัมพันธ์ คาบเกี่ยวกันอยู่บนโลกออนไลน์ การมีผู้คนที่อยู่ด้วยข้างกายในวันนี้ แลกเปลี่ยนและส่งเสริมซึ่งกันและกัน อาจจะเป็นแก่นสารของชีวิตที่ชอน และตัววอลเตอร์โดยไม่ตั้งใจ บอกแก่ผู้เขียนและผู้อ่านที่มีโอกาสได้รับชมก็เป็นได้

3. ทุกอย่างกำหนดด้วยความคิด / จงซึมซับชีวิตที่เกิดขึ้นรอบกาย            ภายในตัวภาพยนตร์ สิ่งที่ถูกฉายให้เราเห็นซ้ำกันหลายครั้งนอกจากจะเป็นภาพความกว้างของโลกโดยรอบ และความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติด้วย long shot และ extreme long shot นั้น อีกอย่างนึงที่ถูกใส่มาในเรื่องในลักษณะที่แปลกกับผู้ชมแต่กลับรวมเป็นหนึ่งไปในการเล่าเรื่องของตัวละครคงจะเป็น บรรยากาศและซีนที่เกิดมาจากความคิดและพลังจินตนาการของวอลเตอร์ ในรูปแบบของ steam of consciousness หรือกระแสไหลเวียนของความคิด เรียกให้เข้าใจง่ายๆว่าการติดอยู่ในห้วงภวังค์หรือการ zone out ของวอลเตอร์ ซึ่งในเรื่องส่งผลให้ตัวภาพยนตร์ออกมาอยู่ในฟอร์มของคำว่า หนัง Magical surrealism หรือภาพยนตร์กึ่งแฟนตาซี

           เราอาจมองได้ว่าการที่ Ben Stiller เลือกเป็นคนกำกับหนังเรื่องนี้เองทำให้ประโยคที่บอกว่าภาพในหัวของวอลเตอร์นั้นเป็นภาพที่เกิดขึ้นในหัวของตัวผู้สร้างเองเช่นเดียวกันหนักแน่นขึ้น ในภายหลังจากผู้เขียนได้ฟังบทสัมภาษณ์ ตัวเบนเคยบอกว่าการทำงานเป็นทั้งผู้กำกับ และนักแสดงไปในตัวเองก่อเกิดสภาวะที่สร้างความลำบากใจที่ทำให้เขาจะต้องเลือกตัดสินใจ ระหว่างภาพจินตนาการภายในหัวกับเวลาและเม็ดเงินที่กำลังสูญเสียไปขณะถ่ายทำ เรียกได้ว่ามีความใกล้เคียงกับตัวละครอย่างมาก ทำให้ผู้เขียนได้ย้อนมองดูลองสังเกตดูทั้งจากคนรอบข้าง และจากคนที่ยืนอยู่ในตรงข้ามอีกฝั่งของกระจก ชีวิตประจำวันของผู้คนในยุคสมัยนี้ที่อาจจะคล้ายคลึงกัน ได้พบปัญหาและอุปสรรคร่วมเดียวกันเช่นใครหลายคนคงเคยหลุดเข้าไปอยู่ในโลกจินตนาการหรืออาการ zone out แบบเดียวกับวอลเตอร์ แน่นอนว่าสิ่งที่เห็นอาจจะไม่ใช่ภาพไซไฟแฟนตาซีแบบที่เราได้เข้าไปเห็นในหัววอลเตอร์ แต่อาจจะเป็นการหลุดไปในห้วงความคิดและปิดกั้นตัวเองจากสิ่งสวยงามที่เกิดขึ้นอยู่รอบข้างอย่างไม่รู้ตัว

           ยุคสมัยที่เปลี่ยนไปและตัวบริบทที่เปลี่ยนแปลงนั้นยิ่งทำให้อาการเหล่านี้เกิดขึ้นง่ายได้เสียเหลือเกิน  เครื่องมือสารสารหรือสมาร์ทโฟนที่เราถืออยู่ ที่เราใช้ติดต่อกับคนปริมาณมากกว่าที่เราจะสามารถรู้จักได้ในยุคที่ไม่มีเครื่องมือเหล่านี้ ทำให้เราหลุดเข้าไปอยู่ในสภาวะปิดตัวจากคนรอบข้างได้อย่างง่ายดาย ขณะเดียวกันผู้เขียนไม่ได้ต้องการจะบอกว่าความสัมพันธ์ที่เราสามารถไว้ใจคนที่ไม่เคยเห็นหน้ามาก่อนไม่มีจริงหรือสิ่งที่อยู่ในอุปกรณ์เหล่านั้นไม่น่าสนใจ เพียงแต่ในชีวิตจริงเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับเราจริง ความอบอุ่นและกลิ่นไอที่เราสามารถสูดดมและจับสัมผัสมันได้ ความงดงามเหล่านั้นคงไม่คุ้มค่าเลยที่เราจะสูญเสียมันไป ตัววอลเตอร์ในตอนจบเองก็ไม่ได้ทำตัวหลุดแผนที่โลกออกไปแบบชอน แต่ก็สามารถพูดได้ว่าเขาได้ยืนอยู่ในจุดที่รู้จักบาลานซ์ของชีวิต เข้าใจความหมายของมัน มองเห็นคุณค่าของการมีชีวิตอยู่ เลือกใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสม และเลือกที่จะซึมซับโดยไม่ยอมปล่อยให้ความงดงามของชีวิตเป็นเพียงแค่กระแสความคิดที่ไหลผ่านและเกิดขึ้นเพียงในหัวของเขาคนเดียวอีกต่อไป

            เหมือนกับของขวัญวันเกิดจากชอน ถ้าคุณมองจากภายนอกอาจจะเห็นกระเป๋าเงินหนังหนึ่งใบที่ใส่รูปเนกาทีฟ 25 และสลัก motto ของบริษัทเอาไว้ แต่ถ้าคุณซึมซับมันจากใจคุณจะเห็นคุณค่าของความสัมพันธ์อันยาวนานของคนที่สุดยอดสองคนที่พานิตยาสาร LIFE และภาพยนตร์เรื่องนี้ดำเนินมาถึงจุดจบอย่างงดงาม บางทีการเลือกเปิดหนังเรื่องนี้มาดูอาจจะนับเป็นก้าวเล็กๆของโชคชะตาที่จะพาคุณทะยานออกไปกระโดดก้าวที่ใหญ่กว่าเดิมก็ได้



Ground Control to Major Tom

Can you hear me Major Tom

…the papers want to know whose shirts you wear
             จากมุมมองการกำกับของ Ben Stiller ซีนที่ทำให้ตัวผู้เขียนประทับใจมีจำนวนมากแต่ถ้าพูดถึงซีนที่พาเรื่องนี้ไปมากที่สุดในความคิดของผู้เขียนคงเป็นจังหวะที่วอลเตอร์เดินทางไปถึง TUUGAALIK หรือบาร์ริมทะเลที่ Greenland หลังจากเขาตัดสินใจออกเดินทางตามหาชอนด้วยรูปนิ้วโป้งปริศนาที่ชอนทิ้งไว้ให้ การเดินทางพร้อมโชคชะตาสู่วันเดอร์แลนด์ที่โลกความเป็นจริง ในรถเช่าสีแดงพาวอลเตอร์กลับมานั่งเครียดอีกครั้งเมื่อ นิ้วโป้งที่เขาค้นพบเป็นคนขับเฮลิคอปเตอร์ที่อาจจะพาเขาเข้าใกล้แก่นของชีวิตหรือเนกาทีฟ 25 มากยิ่งขึ้นกลับอกหักเมาเหล้าอยู่เสียอย่างนั้น
             วอลเตอร์ถูกดึงกลับมาโลกความเป็นจริงใบเก่าจากเส้นทางการพจญภัยของ เพราะความหวาดกลัวในความไม่แน่นอน คนเมาขับเฮลิคอปเตอร์ทั้งที่ท้องฟ้าบอกว่าพายุกำลังจะเข้าเนี่ยนะ บ้าหรือเปล่าใครจะไปขึ้น นี่เป็นชุดความคิดปกติที่จะเกิดขึ้นกับชายคนนี้ที่มีทั้งภาระครอบครัวที่ต้องแบกไว้ดูแล ไหนจะเนกาทีฟ 25 ที่ยังหาไม่เจอ บริษัทที่กำลังจะปิด แถมอาการ zone out ของตัวเองที่ถ้าเกิดขึ้นมาบนนนั้นจะทำยังไง เพิ่งโดนล้อมาเมื่อสองสามซีนที่แล้วเองนะ ให้ไปฝากชีวิตกับคนที่เพิ่งเดินไปขู่กับหมาอีกคงไม่ได้แน่นอน แต่ทันใดนั้นเองห้วงความคิดที่รักความตื่นเต้นและการผจญภัยจากภายในของเขาถูกดึงกลับมาผ่านการ dolly in เข้าเพียงเล็กน้อยพาเชอริลที่อยู่ห่างกันเป็นพันไมล์กลับมาอยู่เบื้องหน้าเข้าพร้อมกับบทเพลง space oditty - david bowie เพลงฮิตติดชาร์จของนักทดลองระดับตำนานซึ่งเชอริลได้เคยมอบความหมายแทนที่การเป็นเพียงผู้พันธ์หลุดวงโคจรด้วยประโยคว่า "That song is about courage and going into unknown" ความทรงจำนั้นถูกประติดประต่อใหม่ในจินตนาการของวอลเตอร์และการที่กล้องพาของเชอริลหรือตัวเขาเองก็ได้กลับเข้าสู่เส้นทางแห่งโชคชะตาที่ทิ้งทุกอย่างที่ผูกมัดเขาไว้ด้วยแล้ววิ่งเข้าหาเฮลิคอปเตอพร้อมกับ take a leap of faith ณ ที่แห่งนั้น

            ความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนซีนนี้อาจจะกำลังสื่อสารกับทุกคนอย่างตรงไปตรงมาว่า ความไม่แน่นอนและบ้าคลั่งของชีวิตคนเราตลอดเวลาก็เหมือนกับการอยู่บนเฮลิคอปเตอร์ที่มีคนขับเมาและต้องขับฝ่าสภาพอากาศที่คาดเดาอะไรไม่ได้ แต่ถ้าสุดท้ายแล้วเรายังเสียเวลาติดอยู่ในความน่าจะเป็นที่อาจจะไม่เกิดขึ้นหรือเกิด zone out เข้าไปในโลกของตัวเองในความคิด ในขณะที่เราจะต้องเชื่อมั่นในความไม่แน่นอนของชีวิต สุดท้ายแล้วเราอาจจะพลาดสิ่งที่สำคัญที่สุดไปก็ได้ วอลเตอร์อาจจะไม่เจอเนกาทีฟ 25 ไม่ได้มีโอกาสคุยกันอีกครั้งกับเชอริล และที่แย่ที่สุดคงไม่มีทางหลุดออกมาจากโลกในจิตนาการของตัวเองและติดอยู่ในสภาวะนั้นจนกว่าจะมีโอกาสได้พบกับเรื่องแบบนี้อีกครั้ง

            กับทุกคนรวมถึงผู้เขียนก็เช่นกัน ชีวิตเราจะเป็นอย่างไรขึ้นอยู่กับมุมมองและความคิด เราได้สร้างโลกของเราขึ้นมาแล้วถึงมันจะโหดร้าย รุนแรง หรือน่าเบื่อหน่าย จงตระหนักและเตรียมตัวให้พร้อมตลอดเวลา เปิดรับสิ่งใหม่ๆ ที่เข้ามา ออกไปใช้ชีวิต แบ่งปันสิ่งที่ได้รับให้กับผู้อื่น และคอยมองหาเฮลิคอปเตอร์ที่จะพาเราเข้าไปสู่ความมหัศจรรย์ถึงขีดสุด แล้วถ้าวันที่มันจอดรอคุณอยู่ตรงหน้า ขอให้เชื่อมั่น แล้วพุ่งก้าวกระโดดให้สุดศรัทธาในชีวิต แล้ววันนึงเราอาจได้ลอยมองโลกเหมือน Major Tom 

This is Major Tom to Ground Control

Planet Earth is blue

And there's nothing I can do...
SHARE

Comments