schindler's list : เอม่อน เกิธ...ซาตานแห่งการทำลายล้างเผ่าพันธุ์
"วันนี้คือประวัติศาสตร์ที่จะถูกจดจำไปชั่วกาลนาน วันสำคัญที่เรามีส่วนร่วม หกศตวรรษแล้ว ที่ยิวหอบลุกจูงหลานเข้ามาตั้งหลักแหล่ง แล้วก็เจริญก้าวหน้าในทุกๆ ด้านทั้งๆ ที่เริ่มต้นโดยไม่มีอะไรเลย
...ดูสิ เดี๋ยวนี้คราคุฟกลายเป็นเมืองยิวไปแล้ว ลองนึกดูสิ วันนี้หกศตวรรษนั้นจะเป็นเหมือนแค่ข่าวลือ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย"

...คำกล่าวสุนทรพจน์ของ เอม่อน เกิธ ในตอนนี่สั่งสลายค่ายกักกัน คราคุฟ มาจัดระบบใหม่เป็นค่ายแรงงาน พลาสโซว์ ซึ่งสร้างกำลังใจให้เหล่าทหารหาญพรรคนาซี ที่พร้อมจะสังหารชาวยิวให้ตายตกตามกัน เหมือนผักปลา

อันเป็นไปตามนโยบายของฮิตเลอร์ เพื่อให้ประเทศเยอรมันเต็มไปด้วยชาว อารยัน ผู้มีสายเลือดบริสุทธิ์

โดยก่อนหน้านั้น ฮิตเลอร์ ได้ออกคำสั่งให้ ริเริ่มการสร้างโครงการ แลเบ็นสบอร์น(Lebensborn) ในปีค.ศ.1933 เพื่อผลิตสายเลือดชาวอารยันบริสุทธิ์
สนับสนุนให้ชาวเยอรมันให้มีเพศสัมพัน์และมีบุตรได้โดยไม่ต้องคุมกำเนิด และ สนับสนุนการหย่าร้างของคู่รักที่ไม่สามารถมีบุตรได้ เพื่อไปจับคู่มีเพศสัมพันธ์เพื่อสร้างเด็กชาวอารยันกับบุคคลอื่น
รวมถึงการโอนกรรมสิทธิ์ในตัวเด็ก หรือลูกๆ ให้อยู่ในการรับฝากเลี้ยงในบ้านของ โครงการแลเบ็นสบอร์น ที่ถูกจัดตั้งขึ้นทั่วเยอรมันก็ได้

...เมื่อแผนงานดำเนินไปเรื่อยๆ ก็ถึงโอกาสที่พรรคนาซี สามารถนำมาเป็นชนวนในการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว

เหตุการณ์นั้นได้แก่ การที่นาย Herschel Grynszpan หนุ่มชาวเยอรมันเชื้อสายยิว ผู้ลี้ภัยไปอยู่ในฝรั่งเศสได้รับจดหมายบรรยายความทุกข์จากครอบครัวที่เผชิญกับความแร้นแค้นจากการถูกเนรเทศ จึงดำเนินเรื่องร้องเรียนถึง Ernst Von Rath เลขานุการอันดับสามของทูตเยอรมันในปารีส

...เมื่อคำร้องไม่ได้รับการเหลียวแล Herschel จึงบุกเข้าไปยิง Ernst Von Rath ถึงที่ทำงาน กระสุนทะลุเข้าที่ท้องจนทำให้ถึงแก่กรรมอีกสองวันต่อมา (แต่ทั้งนี้มีงานวิจัยทางประวัติศาสตร์ในภายหลังสันนิษฐานว่า มูลเหตุครั้งนี้มาจากการที่ทั้งสองเคยมีความสัมพันธ์กันแบบรักร่วมเพศมาก่อน) แต่ในข้อมูลอีกทางหนึ่งกล่าวว่า ผู้ที่เสียชีวิตไม่ใช่ Ernst Von Rath แต่เป็นผู้ช่วยของเขาต่างหาก

ผลจากการกระทำครั้งนี้ทำให้นาย Herschel หลบหนีอย่างลอยนวนอยู่หลายปี จนถูกจับได้เมื่อเยอรมันบุกเข้ายึดฝรั่งเศสได้ในปี 1941 จากนั้นพรรคนาซีได้ส่งไปสู่ค่ายกักกัน และเสียชีวิตราวปี 1945 ในขณะที่พ่อแม่และครอบครัวของเขาที่ถูกเนรเทศไปโปแลนด์กลับหนีไปยังโซเวียต

คดีนี้ถูกพรรคนาซีหยิบฉวย มาใช้เป็นปฐมบทแห่งการล้างเผ่าพันธุ์ เป็นชนวนจุดเพลิงเผาพลาญชีวิตชาวยิวให้ย่อยยับ ด้วยปฏิบัติการณ์ที่เรียกว่า

ค่ำคืนที่กระจกแตกร้าวจาก (Kristallnacht) หรือ Night of the broken glass
โดยในค่ำคืน 9 พฤศจิกายน 1938...ที่เข็มนาฬิกาได้เดินไปถึงดำเนินเวลาเช้าของอีกวัน ซึ่งพรรคนาซีกระทำต่อชาวยิวใน เยอรมัน และ ออสเตรีย

ทรัพย์สิน ทั้งสังหาริมทรัพย์และอสังหาริมทรัพย์ ที่เป็นสัญลักษณ์ของชาวยิว ถูกทำลายพินาศ
...ในเยอรมัน โบสถ์กว่า 1 ,574 แห่ง เกือบทั้งหมดในเยอรมัน ถูกเผาทำลาย ไปพร้อมๆ กับสุสานชาวยิว
...ร้านค้า 7,000 แห่ง ห้างสินค้า 29 แห่ง ถูกทำให้เสียหาย โดยมีคำสั่งมิให้ช่วยดับไฟ แต่ถ้าหากไฟลามไปถึงบ้านของคนเยอรมันก็ให้ช่วยดับ

ประเมินค่าความเสียหายออกมาได้ถึง3ล้านปอนด์ในสมัยเมื่อ 60 กว่าปีที่ แล้ว แต่เมื่อนำมาเทียบกับสมัยนี้ อาจมหาศาลถึงหนึ่งหมื่นล้านบาท!

ที่สำคัญชาวยิวจำนวน 20,000 คนถูกจับกุมและส่งไปเข้าค่ายกักกัน บางคนโชคร้ายถูกทุบจนตาย
ส่วนที่ออสเตรียโบสถ์ 94 แห่ง ถูกทำลาย ชาวยิวหลายคนต้องอับอายขายหน้าเพราะถูกบังคับให้เช็ดขัดพื้น ท่ามกลางการเยาะเย้ยจากกลุ่มชาวออสเตรีย ซึ่งคนเหล่านั้นครั้งหนึ่งเคยรู้จักเคยเป็นเพื่อนกันมาก่อน

...ร้ายไปกว่านั้นชาวยิวยังโดนบังคับให้จ่ายค่าเสียหายเป็นเงินร่วมล้านมาร์คแก่รัฐบาลทั้งที่มีหลักฐานชัดเจนว่าพรรคนาซีเป็นผู้ก่อความวุ่นวายนี้

เจ้าหน้าที่ของพรรคนาซีในชุดยูนิฟอร์มที่น่าเกรงขาม พกอาวุธไว้ไม่ห่างจากตัวและพร้อมที่จะใช้มันประหัตถ์ประหาร เผ่าพันธุ์ที่ต้องกำจัด

ซึ่งผู้คนเหล่านี้จะถูกติดปลอกแขนสีเหลืองไว้ที่ปลายแขนเส้นโค๊ทให้กับกลุ่มชาวยิวที่ถูกต้อนออกจากบ้านเรือนที่ตนเองรัก และถูกยึดทรัพย์สิน พร้อมควบคุมตัวตรวจสอบบัตรประจำตัว ตามมาด้วยการรับการแบ่งปันอาหารอันน้อยนิด

จากนั้นจึงเข้าสู่กระบวนการสำคัญ ได้แก่ การคัดเลือก

ชาวยิวซึ่งอาศัยอยู่ในเยอรมันจำนวน 17,000 คนถูกทหารนาซีกวาดต้อนเพื่อเนรเทศไปยังโปแลนด์ โดยรัฐบาลโปแลนด์หาได้เต็มใจในการรับคนเหล่านั้นไปอยู่ในอาณัติ จนรัฐบาลเยอรมันต้องกล่อมแล้วกล่อมอีก
แต่กว่าจะสำเร็จ ชาวยิวเหล่านั้นต้องย่ำแย่ไปตามกันกับการกลับไปกลับมาระหว่างชายแดนท่ามกลางวันและคืนอันแสนหนาวเหน็บ

ส่วนชาวยิวที่ร่างกายแข็งแรง หรือมีความชำนาญในวิชาชีพเฉพาะทางจะถูกคัดเลือกให้ติด สติกเกอร์สีน้ำเงิน เพื่อที่จะถูกนำมาใช้แรงงานโดยให้สิทธิ์พำนักอย่างแออัดอยู่ใน ค่ายแรงงาน ที่แตกต่างจาก ค่ายกักกัน( Ghetto) เพื่อรอการตัดสินใจอย่างเป็นทางการจากพรรคนาซี ว่าจะจัดการฆ่าหรือใช้งานเยี่ยงทาส พวกเขาจะถูกบังคับให้เดินทางไปสู่ค่ายกักกันในเมืองต่างๆ รวมถึงประเทศอื่นๆ ในแถบยุโรปที่อยู่ใกล้ๆ

ในภาพยนตร์เรื่อง Schindler's list ได้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนในตอนหนึ่งซึ่งครอบครัวชาวยิวผู้เคยมีอันจะกินได้เข้าไปครอบครองห้องเล็กๆ ในค่ายกักกัน ก่อนจะพบว่ามีอีกสามสี่ครอบครัวตามเข้ามาร่วมอยู่อาศัยด้วย ขณะเดียวกัน ชินด์เลอร์ ใช้วิธีการ ล๊อบบี้ ทหารเยอรมันเข้าไปครอบครองบ้านของครอบครัวนั้นแทน ซึ่งค่ายกักกันเหล่านี้มีอยู่หลายแห่งทั่วยุโรป

รวมถึง ค่ายกักกัน "พลาสโซว์" ที่ เกิธ ได้เข้ามาดูแล

------------------------------

กิจวัตรประจำของ เกิธ คือการออกไปยืนอยู่บนระเบียง และสุ่มยิงชาวยิว โดยประมาณการว่าในช่วงที่เขามีอำนาจเขาได้เข่นฆ่าชาวยิวด้วยมือตัวเองไปมากกว่า 2,000 ศพ ซึ่งชาวยิวที่ได้รับการช่วยจาก นั้น ถึงกับกล่าวว่า

"ถ้าคุณเห็น เกิธ...นั่นคือคุณเห็นความตาย!"

...............................

...สำหรับ เกิธ เขาคือนายทหารโรคจิตจากการสวมบทบาทโดย ราล์ฟ ไฟนส์ที่ผู้ชมรู้จักกันดีผ่านภาพยนตร์เรื่อง Schindler's List

ชายใจทมิฬผู้นี้ เกิดเมื่อปี 1908 ที่ กรุงเวียนนา ประเทศ ออสเตรีย ในครอบครัวที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมสิ่งตีพิมพ์ และเข้าร่วมกับพรรคนาซี สาขาออสเตรียเมื่ออายุ 22

จากนั้นเข้าร่วมกับหน่วยSS จนได้รับความก้าวหน้าทางตำแหน่งและไต่เต้าไปเรื่อยๆ จนในปี 1942 เกิธได้เข้าร่วมกับหน่วยผู้นำตำรวจและทหารSS จนได้เลื่อนยศเป็น นายทหาร SS ประจำค่ายกักกัน

...ในปี1943 เกิธได้รับการแต่งตั้งให้ควบคุมดูแลการสร้างค่ายกักกัน พลาสโซว์ โดยมีเงื่อนไขและข้อผูกมัดอย่างลับๆ บางประการกับ ออสการ์ ชินด์เลอร์ ซึ่งล๊อบบี้ เกิธ ไว้เพื่อผลประโยชน์ของทั้งสองฝ่าย

หลากความเห็นกล่าวว่า ชินด์เลอร์ ผูกมิตรกับเกิธ เพื่อที่จะได้แรงงานชาวยิวไปทำงานในโรงงานของตัวเอง รวมทั้งติดสินบน เพื่อไม่ให้ชาวยิวถูกฆ่า

ปี 1944 ค่ายกักกัน พลาสโซว์ ถูกสั่งปิด เกิธ ได้รับตำแหน่งใหม่ด้วยการประจำอยู่ที่สำนักงาน เศรษฐกิจและการบริหารของss แต่ไม่นานนักหลังจากนั้น เขาถูกจับโดยเกสตาโป ข้อหา ขโมยของชาวยิว ซึ่งถูกปลดจากเจ้าของก่อนส่งเข้าห้องฆ่าด้วยแก๊สพิษ

ตามกฏหมายของเยอรมัน ถือว่าเป็นทรัพย์สินของอาณาจักรไรซ์ที่สาม และเขาต้องขึ้นศาลของSSและตำรวจ
แต่เนื่องจากเยอรมันกำลังจะแพ้อยู่รอมร่อ จึงไม่มีผู้ใดใส่ใจจะเล่นงานทำให้เกิธ พ้นผิดไปโดยปริยาย

ซ้ำยังได้รับมอบหมายให้ไปประจำการในเมืองทางใต้ของเยอรมัน ซึ่งเขาได้รับการวินิจฉัยจากนายแพทย์ประจำหน่วยss ว่าเป็นโรคประสาท
จนถูกส่งไปรักษาที่โรงพยาบาลบ้า และถูกทหารอเมริกันจับกุมตัวในช่วงสุดท้ายของสงคราม คือพฤษภาคม 1945

ในที่สุดศาลสูงสุดแห่งชาติโปแลนด์ ได้พิพากษาว่า เกิธ มีความผิดในฐานะฆาตรกรรมชาวยิวกว่าหมื่นคน และถูกแขวนคอในเดือนกันยายน ปี 1946 ไม่ไกลจากที่ตั้งของค่ายกักกันที่เกิธเคยประกอบความต่ำช้า



.................................
SHARE
Writer
Kissda
writer
writer

Comments