schindler's list...ออสคาร์ ชินด์เลอร์ และ เด็กผู้หญิงในชุดแดง
"เหตุการณ์ที่ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิตของ ชินด์เลอร์ ได้เกิดขึ้นในเดือนมิถุนายน ปี 1942 ขณะที่เขากำลังขี่ม้าอยู่บนเนินเขา 
  ก็ได้พบกับภาพที่เด็กหญิงชาวยิวตัวเล็กๆ คนหนึ่งอายุประมาณ 3 ขวบ สวมเสื้อโค้ทและหมวกสีเลือดหมู กำลังถูกฆาตกรรมโดยไพล่พลพรรคนาซีอย่างเต็มตา
   ยิ่งเมื่อได้เห็น พรรคนาซีกวาดล้างชาวยิวในค่ายกักกัน คาดู ปี ค.ศ 1942 เพื่อนำเข้าไปค่ายกักกันใน พลาสโซว์ ชินด์เลอร์รู้สึกสยดสยองกับการสังหารหมู่ชาวยิว ซึ่งแอบซ่อนอยู่ในบ้านของตัวเอง ทำให้ออสคาร์ พิจารณาว่า การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ครั้งใหญ่จะต้องเกิดขึ้นตามมาในไม่ช้า"

.....................................................................

Schindler’s list คือภาพยนตร์ที่นำเสนอเรื่องราวของ ออสคาร์ ชินด์เลอร์ เจ้าพ่อวงการอุตสาหกรรมชาวเยอรมันผู้ร่ำรวย มีฐานะเป็นสมาชิกพรรคนาซีคนหนึ่ง ที่สำคัญคือเป็น เสือผู้หญิง ซึ่งย้ายมาตั้งรกรากเพื่อดำเนินธุรกิจที่เมือง คราคุฟ เพียงเพื่อแสวงหาผลประโยชน์จากแรงงานของนักโทษชาวยิว

ชินด์เลอร์นั้น เกิดในครอบครัวมั่งคั่ง ตัวสูง ผมบรอนด์ ซึ่งมีนิวาสถานอยู่ ณ ซวิตาวีย์ ภูมิภาค โบฮีเมีย ซึ่งตอนนั้นเป็นส่วนหนึ่งของ ออสเตรีย และ ฮังการี (แต่ปัจจุบันคือสาธารณรัฐเช็ค) ครอบครัวต้องย่ำแย่จากวิกฤตทางเศรษฐกิจโลกในช่วงยุค 30 จึงทำให้ออสคาร์หาทางก้าวหน้า และเพื่อหลุดพ้นจากพิษเศรษฐกิจ จึงเข้าเป็นสมาชิกของพรรคนาซี และ Abwehr อันเป็นหน่วยข่าวกองทัพบกเยอรมัน

โดยเนื้อแท้แล้วเขาเป็นนักธุรกิจที่ชอบฉวยโอกาส และใช้ชีวิตแบบฟู่ฟ่า มักอวดตัวเองว่าชอบศิลปะ เขาแต่งงานเมื่ออายุเพียงสิบเก้าปี มีภรรยาชื่อ อีมิล ชินด์เลอร์ แต่ชินด์เลอร์ก็แอบมีเมียน้อยคนหรือสอง

ในช่วงที่เยอรมันบุกโปแลนด์ เขาก็เหมือนกับชาวเยอรมันจำนวนมากที่ไปแสวงหาผลประโยชน์จากพื้นที่ถูกยึดครอง เข้าไปเป็นเพื่อนกับนายทหารเยอรมันรวมทั้งพวกเกสตาโป ปรนเปรอคนเหล่านั้นทั้งสุรา นารี...ออสคาร์จึงได้เข้าครอบครองโรงงานใน คราคุฟ อย่างไม่ลงทุนลงแรงอะไรนัก เขาตั้งชื่อมันว่า ดอยช์ต อีเมลเลอวาเรน (Deutsche Emaillewaren-Fabrik) สำหรับผลิตภาชนะเคลือบน้ำยา และโรงงานผลิตอาวุธ

จากนั้นชินด์เลอร์ ได้รับชาวยิวที่เป็นแรงงานทาสในค่ายกักกันจำนวน หนึ่งพันสามร้อยคนจากค่ายกักกันเพื่อไปทำงานในโรงงาน มีคนว่าการกระทำของเขาเช่นนี้ในตอนแรกเกิดจากเรื่องเงินๆ ทองๆ เช่นแอบซ่อนนักลงทุนชาวยิวผู้มั่งคั่งไว้
แต่ต่อมาเขาได้ปกป้องคนงานของตัวเองอย่างกระตือรือร้นมากขึ้น เช่น เขามักจะอ้างว่า คนงานที่ไร้ทักษะเป็นสิ่งสำคัญอย่างแท้จริงต่อการทำงานในโรงงาน และ การทำอันตรายคนเหล่านั้นจะทำให้เขาต้องร้องเรียนและต้องการค่าชดเชยจากรัฐบาล

...แต่แล้ว ภาพการสังหารหมู่ และการกระทำทารุณกรรมของพรรคนาซี ที่มีต่อชาวยิว ได้ก่อสำนึกให้เกิดขึ้นในจิตใจของชายคนนี้

โดยเฉพาะเหตุการณ์ที่ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิต ซึ่งได้เกิดขึ้นในเดือนมิถุนายน ปี 1942 ชินด์เลอร์ กำลังขี่ม้าอยู่บนเนินเขา ก็ได้พบกับภาพที่เด็กหญิงชาวยิวตัวเล็กๆ คนหนึ่งอายุประมาณ 3 ขวบ สวมเสื้อโค้ทและหมวกสีเลือดหมู กำลังถูกฆาตกรรมโดยไพล่พลพรรคนาซีอย่างเต็มตา

ยิ่งเมื่อได้ไปเห็น พรรคนาซีกวาดล้างชาวยิวในค่ายกักกัน คาดู ปี ค.ศ 1942 เพื่อนำเข้าไปค่ายกักกันใน พลาสโซว์ ชินด์เลอร์รู้สึกสยดสยองกับการสังหารหมู่ชาวยิว ซึ่งแอบซ่อนอยู่ในบ้านของตัวเอง ทำให้ออสคาร์ พิจารณาว่า การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ครั้งใหญ่จะต้องเกิดขึ้นตามมาในไม่ช้า

ทำให้เขาต้องตัดสินใจกระทำการบางสิ่ง เพื่อรักษาชีวิตของชาวยิวให้เหลือรอดมากที่สุดเท่าที่จะทำได้

ทางออกเบื้องต้นือการตัดสินใจสร้างโรงงานกึ่งค่าย เพื่อจ้างแรงงานชาวยิวและ เพื่อคุ้มครองพวกเขาจากการล่าสังหารของพวกนาซี การกระทำครั้งนั้นคือสิ่งที่เสี่ยงต่อมีชีวิต โดยมีทรัพย์สมบัติทั้งหมดของเขาเป็นเดิมพัน แต่ในที่สุด ก็สามารถช่วยให้ชาวยิวกว่า 1,100 คนรอดจากการรมแก๊สพิษมาได้

และเนื่องด้วยเป็นบุคคลที่มีทักษะเป็นนักการทูตที่ปราดเปรื่อง และเริ่มพยายามใช้ความสามารถของตนในการช่วยเหลือพวกยิวมากขึ้น นำไปสู่การทำข้อตกลงกับ เอม่อน เกิธ ผู้บังคับการค่ายกักกัน พลาสโซว์ ให้ส่งชาวยิว 900 คนไปยังอยู่ในโรงงานที่อยู่ใกล้ๆ ซึ่งจะทำให้ปลอดภัยอยู่บ้างจากการทำทารุณกรรมหรือการฆ่า

ทว่าเมื่อกองทัพแดงของโซเวียตใกล้เข้ามา ค่ายกักกันก็ถูกทำลาย นักโทษในค่ายส่วนใหญ่ถูกสังหาร ชินด์เลอร์ย้ายคนงานจำนวนพันสองร้อยคนไปยังโรงงานใน บรุนน์ลิตซ์ ในเขต ซูเดเทนแลนด์

แต่ในปี ค.ศ. 1944 เมื่อการขนส่งแรงงานเกิดผิดพลาดหลงไปยังค่ายกักกัน เอ๊าซวิตซ์ จึงพยายามนำคนเหล่านั้นกลับมา และชาวยิวเหล่านั้น จึงได้รับการปลดปล่อยในเดือนพฤษภาคม ปี ค.ศ.1945

.
..แต่แล้วชีวิตของชินด์เลอร์ ในช่วงหลังสงคราม กลับผกผันไปคนละด้าน ทว่าความดีที่ได้ทำไว้ ก็ช่วยให้เขารอดพ้นจากช่วงเวลานั้นมาได้ใ

วิถีชีวิตที่ต้องพึ่งพาอาศัยนักโทษแรงงานในโรงงานของเขา เริ่มต้นขึ้น หลังจากสันติภาพได้มาเยือนในภูมิภาคนี้ได้ไม่กี่วัน เมื่อนักโทษหนุ่มสาวกลุ่มหนึ่งตัดสินใจจะพาเขาไปส่งให้อยู่ในความดูแลของทหารอเมริกัน

...ชินด์เลอร์ ได้ออกเดินทางโดยนำเพชรพลอยและของมีค่าเท่าที่จะติดตัวไปได้ออกเดินทางไปพร้อมกับคำรับรองจากนักโทษระดับผู้นำหลายคนในโรงงาน แต่เพชรและของมีค่าถูกริบไปโดยทหารชาวเชค


ทำให้ชินด์เลอร์ มีชีวิตอยู่อย่างยากจนข้นแค้นในเยอรมัน

จนกระทั่งอดีตนักโทษในโรงงานของเขากลุ่มหนึ่งที่เดินทางไปเยี่ยมเขาที่นั่น รู้สึกว่าถึงเวลาที่ต้องตอบแทนบุญคุณบ้าง

จึงถ่ายทอดคุณงามความดีของออสคาร์ในช่วงสงคราม และความยากไร้ขัดสน ที่เขากำลังเผชิญอยู่ให้กับคณะกรรมการร่วมที่ทำหน้าที่จัดส่งอดีตนักโทษชาวยิวสู่ประเทศสามในนิวยอร์ค ได้รับราบ และด้วยเงินกองทุนจากคณะกรรมการนี้ ชินด์เลอร์จึงได้ออกเดินทางจากเยอรมัพร้อมกับอดีตนักโทษในโรงงานของเขา กลุ่มหนึ่ง เดินทางสู่ประเทศอาเจนติน่า

ในปี 1957 เมื่อใช้ชีวิตอยู่ในอาเจนติน่าได้พักหนึ่ง ชินด์เลอร์ประกอบธุรกิจปูนซีเมนต์ แต่ไม่ประสบความสำเร็จและล้มละลาย ความภาคภูมิใจที่เคยมีมาแก่เก่าก่อน มลายหายไปหมดสิ้น

นำไปสู่การตัดสินใจแยกทางกับ อีมิล ผู้เป็นภรรยาแล้วเดินทางกลับเยอรมันนี ในปี ค.ศ. 1958 โดยมีอดีตนักโทษที่เขาเคยช่วยเหลือ ต่างให้การดูแลและตอบแทนบุญคุณเขาเป็นอย่างดี

ในช่วงนี้นี่เอง ที่เขาเริ่มติดต่อกับ โพลเด็ด ที่ เบเวอร์ลี่ ฮิลลส์ ซึ่งก็ได้รับเชิญไปกล่าวสุนทรพจน์บ้างเป็นบางครั้ง

รวมทั้งเดินทางไปถึง อิสราเอล ซึ่งเป็นดินแดนของชาวยิวทั้งๆ ที่เขาคือชาวเยอรมัน ผู้สังหารชนชาติยิว...ทว่าผู้คนต่างเข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้น

ชินด์เลอร์ ได้รับการอุทิศต้นไม้ต้นหนึ่งเพื่อเป็นเกียรติแก่คุณความดีที่เขาได้กระทำเพื่อช่วยเหลือชาวยิว ไว้ที่ แอเวนิว ออฟ เดอะ ไรท์เชียส (ถนนสายคุณธรรม) และได้พบรักครั้งใหม่กับภรรยาของแพทย์ชาวเยอรมันคนหนึ่ง ในล๊อบบี้ของโรงแรม คิง เดวิด ในเยรูซาเล็ม

...................

ในช่วงปลายๆ ยุค 60...ชินด์เลอร์ ได้ใช้จ่ายเงินค่าขายลิขสิทธิ์เรื่องราวในชีวิตของเขาให้กับ เอ็มจีเอ็มเพื่อถือลิขสิทธิ์สำหรับทำภาพยนตร์ แต่เงินดังกล่าวก็หมดไปอย่างรวดเร็ว เพราะไม่สามารถทิ้งนิสัยเพลย์บอยทิ้งไปได้

จนกระทั่งชีวิตขถูกปิดม่านลงใน วันที่ 9 ตุลาคม ปี ค.ศ. 1974 ภายในห้องเช่าเล็กๆ ใน ฮิลเดสไฮม์ ด้วยวัยหกสิบหกปี ซึ่งการเสียชีวิตของ ชินด์เลอร์ถูกระบุว่า เพราะ เส้นเลือดใหญ่แข็งตัว-เลือดไม่กลับไปเลี้ยงหัวใจ

ข่าวร้ายที่เกิดขึ้น ทำให้อดีตนักโทษผู้ร่วมชะตากรรมด้วยกันมาและเคารพในตัวชินด์เลอร์ จัดการนำร่างของเขากลับไปที่เยรูซาเล็ม และฝังเขาไว้ ณ สุสานคาธิลิค บนภูเขา ไซออน
รวมทั้งได้รับเกียรติจาก หอยาด วาสเมน ในประเทศอิสราเอล ที่ระลึกถึงการล้างเผ่าพันธุ์ยิวให้ เป็นหนึ่งใน ผู้มีคุณธรรมของโลกซึ่งมิใช่ยิวแต่เคยช่วยเหลือชาวยิว

และแล้ววีรกรรมและการเสียสละของเขาได้ถูกจดจำถ่ายทอดผ่านโลกภาพยนตร์โดย สตีเวน สปิลเบิร์ก เมื่อ ซิดนีย์ เจ. ไชเบิร์ก ประธานสตูดิโอ เอ็ม ซี เอ ส่งหนังสือเรื่อง Schindler’s List หนังสือที่เขียนโดย โธมัส เคนีลลี ให้สปิลเบิร์ก พิจารณา ในปี 1982 ทว่าสปิลเบิร์ก ยอมรับว่ายังไม่กล้าหาญพอที่จะจับงานที่ว่าด้วยเรื่องราวการสังหารหมู่มาสร้าวสรรค์เป็นภาพยนตร์ในเวลานั้น

ทั้งๆ ที่เขาชอบ และสะเทือนใจ ให้สัญญากับตนเองว่าจะต้องสร้างสรรค์หนังสือเรื่องนี้มาเป็นภาพยนตร์ให้ได้อย่างมีคุณภาพแลคุณค่าทางใจผู้คนทั่วโลก ดังที่เขาให้สัมภาษณ์กับสื่อว่า

"เมื่อตอนที่ได้พิจารณาโครงการภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นครั้งแรกในปี ในฐานะของคนทำหนังคนหนึ่ง ผมควรที่จะทำงานที่เกี่ยวข้องกับปัญหาสังคมบ้าง ไม่ใช่จะทำแต่เรื่องสนุกสนานบันเทิง แต่ในตอนนั้นในแง่ของอารมณ์แล้ว ผมยังไม่พร้อม ตอนนั้นยังไม่ได้เป็นพ่อคนด้วย"

...แต่แล้วเวลาผ่านไป 10 กว่าปี ในช่วงเวลาปี 1992 นั้น สปิลเบิร์กคือพ่อของลูกๆ ถึง 5 คน โดยมีลูกชายชื่อ แม็กซ์ อายุ 8 ขวบ จาการแต่งงานครั้งแรกกับ เอมี่ เออร์วิ่ง ซึ่งทั้งคู่ได้สิทธิ์ในการเลี้ยงดูเจ้าหนูแม็กซ์ร่วมกัน รวมถึง เจสสิก้า ลูกสาววัย 17 รวมถึงหนูน้อยผิวดำวัย 5 ขวบ ธีโอ ที่รับมาเป็นบุตรบุญธรรม

และปลายปี 1991 สปิลเบิร์กแต่งงานครั้งที่สองกับ เคท แค็พชอว์ โดยมี ซาซ่า เป็นลูกสาวตัวน้อยๆ และ ซอว์เยอร์ คือลูกชายคนเล็นวัย 2 ขวบ ทำให้สปิลเบิร์ก
กล่าวว่า สถานภาพนี้ทำให้เขาได้เข้าใจลึกซึ้งถึงเรื่องของศีลธรรมและศาสนา จนพร้อมที่จะทำภาพยนตร์เรื่องนี้ขึ้นมา หลังจากที่ไม่มั่นใจว่าตนเองจะมีวุฒิภาวะพอเมื่อ 10 ปีก่อนที่ โครงการภาพยนตร์เรื่องนี้ถูกนำเสนอถึงมือ

"เมื่อผมอายุมากขึ้น และก็คิดว่าบางทีนั่นอาจจะเป็นวีธีการซื่อสัตย์ที่สุดที่จะถ่ายทอดเรื่องราวนี้ออกมา...ตอนที่ลูกๆ ของผมเกิด ผมตัดสินใจได้ว่า ผมต้องการให้พวกเขาเติบโตขึ้นมาในแบบของยิว และได้รับการศึกษาในแบบของยิวด้วย"

...ความไม่มั่นใจของสปิลเบิร์ก เคยแสดงออกมาผ่านกระบวนการทำงาน ด้วยการที่ สปิลเบิร์ก เคยส่งโครงการนี้ไปให้สองผู้กำกับใหญ่ ได้แก่ ซิดนีย์ พอลแล็ค และ มาร์ติน สกอร์เซซี พิจารณา ก่อนที่จะตัดสินใจนำกลับมาทำเองในที่สุด

"พอส่งต่อให้สกอร์เซซี ผมก็กลับคิดถึงมัน เพราะผมกลัวว่าจะปล่อยให้โอกาสที่จะได้ทำบางสิ่งเพื่อลูกๆ และครอบครัวของผมเกี่ยวกับการสังหารหมู่ชาวยิวหลุดลอยไป"

สองผู้กำกับจึงเปลี่ยนงานกัน โดยสปิลเบิร์กเสนอโครงการที่เขากำลังพิจารณาอยู่ นั้นก็คือ Cape Fear ให้กับสกอร์เซซี และขอ Schindler’s List กลับคืน

ทว่าความไม่มั่นใจนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับสปิลเบิร์กเพียงคนเดียว แต่สัมพันธ์กับคนรอบข้างที่สำคัญหลายๆ คนอีกด้วย เช่น ตอนที่เขาถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องนี้ในโปแลนด์ ผู้ที่รอดชีวิตจากการล้างเผ้าพันธุ์ในครั้งนั้น ได้แสดงทัศนะไว้ว่าสปิลเบิร์ก คือตัวเลือกที่แปลกในการสร้างสรรค์ภาพยนตร์เรื่องนี้

แต่ที่สุดแล้ว เขาก็สามารถสร้างขึ้นมาได้อย่างภาคภูมิ และที่สำคัญการสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ ทำให้ชายที่ได้ชื่อว่า พ่อมดแห่งโลกภาพยนตร์ ได้เข้าใจและเรียนรู้ชีวิตมากขึ้น นั่นก็เพราะวุฒิภาวะที่พร้อมต่อการพิจารณาความเป็นไปของโลก รวมถึงหัวใจและมุมมองของการเป็นพ่อคน

"ชินเดเลอร์ เขาเปลี่ยนชีวิตผม ทำให้ผมได้มองเห็นอะไรได้ต่างจากเดิมในความเป็นพ่อ ขณะเดียวกันลูกๆ ก็ได้เห็นผมในแบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน...พวกแกเห็นผมร้องไห้เป็นครั้งแรกตอนที่หนังเรื่องนี้
...ผมกลับจากงานมาร้องไห้ ไม่ใช่เพราะสงสารใคร แต่เป็นเพราะมันเจ็บปวดสุดจะทน แค่ไปออกกองถ่ายก็จะแย่แล้ว จะเป็นเพราะการพร่ำขอดวงวิญญาณ หรือเพราะความรู้สึกรับผิดชอบต่อเรื่องราวที่กำลังทำอยู่ก็ตามที เพราะผมกำลังทำให้สิ่งที่ผ่านไปกลับมาเกิดใหม่อีกครั้ง"

ทั้งนี้สปิลเบิร์กได้กล่าวเอาไว้ว่า เพราะสาเหตุสงครามและสถานการณ์ที่ร้อนระอุ ใน บอสเนีย และอีกหลายแห่งของโลก รวมถึงความพยายามของ ซัดดัม ฮุสเซ็นที่ล่าล้างชาว เคริด์ ซึ่งไม่ต่างจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวที่เกิดขึ้นเลย...ดังนั้นเขาจึงระดมความสามารถ และความตั้งใจที่มีอยู่สร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ขึ้นมาในช่วงเวลานั้น แม้กระทั่ง เลียม นีสัน ผู้รับบทชินด์เลอร์ ก็ได้กล่าวเอาไว้ว่า...

"ผมเคยมองเรื่องการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวในแง่ที่ว่า มันเป็นเสมือนการไม่ยอมรับในเรื่องของความแตกต่างทางจิตวิญญาณ ซึ่งในเรื่องของความเจริญทางด้านจิตใจ เราไม่เคยพัฒนาไปจากสมัยการตั้งศาลเตี้ยในสเปน ที่พระของสเปนลงโทษคนที่นับถือศาสนายิวอย่างทารุณนั่นเลย
...แต่เมื่อผมได้ทำความเข้าใจในเรื่องราวชีวิตของเขา ผมก็เปลี่ยนความคิด เพราะมันพูดถึงความดีและความชั่วที่หลายชีวิตอยู่คู่กัน... "

............................
SHARE
Writer
Kissda
writer
writer

Comments