บางช่วงบางตอนของบทสนทนารอบกองไฟ #อ่านเถิดหนา #readthecloud

1

เราไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่า การเป็นนักอ่าน ก็มีเรื่องเจ็บปวด

มีคนเล่าว่า เธออ่านหนังสือบนรถไฟฟ้า แล้วถูกมองด้วยสายตาประหลาด

วิลงข้อความใน FB ของเธอว่า ตลอดมาอ่านหนังสือคนเดียว ไม่เคยคุยกับใครได้เลย เฝ้าถามตัวเองว่าจะอ่านไปทำไม อ่านไปก็คุยกับใครไม่ได้อยู่ดี เธอค้นพบแล้วว่า นั่นเพราะเธอยังไม่เจอกลุ่มคนที่อ่านหนังสือเหมือนเธอเท่านั้นเอง



2

ฉันมาช้า... มาไม่ทันช่วงที่เค้าพูดกันเรื่อง “หนังสือเปลี่ยนชีวิต” 
มัวแต่เมาท์กับวิและเป็ดที่เรือนกลาง คุยติดพันกันเรื่องมูราคามิ กับเรื่องความเป็นผู้ประกอบการและลูกจ้าง 

อุณหภูมิตอนค่ำชักจะเย็นเกินจนเริ่มทนไม่ไหว เราเลยย้ายตัวเองออกจากเรือนกลาง แต่ก็อยากแวะดูกองไฟที่เมื่อครู่เค้าจุดกัน ถ้าเกิดไม่มีใครนั่งอยู่มากนัก ก็คงได้แยกย้ายกันไปนอน

ที่ไหนได้... นั่งครบองค์เลยต่างหาก



บนฟ้ามีพระจันทร์ที่พึ่งผ่านคืนเดือนเพ็ญ ค่ำคืนปลายเดือนพฤศจิกา อากาศปลอดโปร่ง เมฆไม่มากแบบคืนก่อนหน้า ที่ดาวเต็มฟ้าก็คงเพราะอยากรู้ว่าผู้คนเหล่านี้จะมาพูดคุยอะไร

กลางวงล้อมรอบกองไฟ คนห้าสิบชีวิตนั่งตะคุ่มเรียงกัน ไฟสีส้มกองไม่เล็กไม่ใหญ่ ส่องสว่างไม่เพียงพอให้เราได้เห็นหน้าหรือสบตาใคร ได้รับแค่เพียงไออุ่นจางๆ คอยเงี่ยหูฟังเสียงที่จะเอ่ยขึ้นในเงามืด

เนื่องจากมาไม่ทันการพูดคุยเมื่อหนึ่งชั่วโมงก่อนหน้า จึงต้องพยายามปะติดปะต่อว่าคนเค้าคุยอะไรกันอยู่ ทำไมจึงนั่งนิ่งไม่ขยับ และไม่มีใครมีท่าทีอยากลุกไปไหนทั้งที่ตอนนั้นก็ห้าทุ่มกว่าและน้ำค้างลงมากแล้ว



เรามาทันฟังเรื่องหลักๆ อยู่เรื่องเดียว คือ เรื่องการทำงานของทีม The Cloud

คุณก้อง - ทรงกลด บางยี่ขัน โยนให้คุณแป้งกับย้วยเป็นคนตอบเรื่องประสบการณ์ ปัญหา และอุปสรรคในการทำงาน

ฟังๆ ดูก็เห็นใจย้วย งานย้วยหนัก และเพราะเธอตั้งมาตรฐานงานเขียนของตัวเองไว้สูง (มาตรฐานของ The Cloud มันก็สูงจริงแหล่ะนะ) 
คุณแป้งเล่าว่า เวลามีใครทักใน FB หรือเขียนคอมเมนต์ขอบคุณที่เขียนบทความนี้ หรือบทความที่ย้วยเสียอกเสียใจว่ามันยังไม่ดีอย่างนั้นอย่างนี้ คุณแป้งจะ capture หน้าจอส่งไปในไลน์กลุ่มของทีมงาน ให้ดูว่า นี่ไง! คนชอบนะ เค้าเขียนมาชมกัน! คำขอบคุณเหล่านั้นมันซึ้งใจคนทำงานจริงๆ นะ
 
เราอาจเป็นวัยรุ่นยุค ’90 ที่ทั้งไม่อ่านอะเดย์และไม่ฟังแฟตเรดิโอ (//ยกมือพนม ขอโทษค่ะพี่) แต่พอเป็น The Cloud เรากลับชอบมาก ชอบคอนเทนต์ทุกอย่างที่คุณนักเขียนนำเสนอ ถึงจะสงสัยมากว่าสำนักนี้มีกันกี่คน เพราะเนื้อหาทะลุทะลวงหลายวงการ แถมครอบคลุมพื้นที่หลายประเทศมากๆ

หลายบทความที่เราทักขึ้นมาตอนคุยกับย้วย 
ปรากฏว่าย้วยยิ้มหน้าบานแก้มปริ 
“อันนั้น ย้วยเขียนเองค่า” 
รอยยิ้มตาหยีของแม่หนูน้อยผมแดงน่ารักจริงๆ :-)

หลังม่านกองไฟตอนนั้น พอได้ยินเสียงย้วยเล่าเรื่องช่วงเวลายากลำบาก เราสัมผัสได้เลยนะว่าที่ผ่านมาเธอต้องพยายามมากมายขนาดไหน



3

คุณก้องบอกว่าตอนทำอะเดย์ เวลามีคนไปเที่ยวทะเล แล้วเขียนโปสการ์ดมาหา แถมมีของฝากส่งมาให้ด้วย 
ข้อความทำนองว่า “ไง อะเดย์ สบายดีมั้ย เรามาเที่ยวทะเล ทะเลสวยมากเลย คิดถึงนายนะ” 
มันคือความเป็นแฟนคลับ มันคือความผูกพัน มันคือความเป็นเพื่อน และเพราะสายสัมพันธ์ของมนุษย์เช่นนี้ที่ทำให้คุณก้องเชื่อว่า The Cloud ทำได้และเป็นไปได้


เช่นกัน... เราไม่เคยอ่านงานคุณก้อง (//พนมมือไหว้ครั้งที่ 2) ไม่รู้ด้วยซ้ำว่างานเขียนคุณก้องเป็นแนวไหน และไม่รู้ด้วยว่าทริปนี้คุณก้องจะมา ผลคือเราเป็นพวกชนกลุ่มน้อยที่ตกมาอยู่ในกลุ่มแฟนคลับทั้งรุ่นเล็กและรุ่นใหญ่

สิ่งที่ได้ฟังตลอด 3 วัน 2 คืน เราประทับใจวัฒนธรรมองค์กรของ The Cloud และการสื่อสารภายในองค์กรค่ะ ไม่แปลกใจเลยว่าจะมีน้องขอฝึกงานกันไม่ขาดสาย


และรอบกองไฟนั้นเอง ก็มีหนุ่มน้อยผู้กล้าหาญประกาศเจตนารมณ์ขอฝึกงานและสอบสัมภาษณ์งานกันกลางวงตรงนั้นเลย! (พี่ปรบมือให้ครับน้อง ประทับใจความกล้าหาญของผมจริงๆ)

คุณก้องมีคำถามสามข้อ 
ถ้ามองว่ามันเป็นคำถามสัมภาษณ์งานสายสื่อมวลชน ก็จัดว่าถามไม่ง่าย 
แถมน้องยังมีสักขีพยานร่วมรอฟังคำตอบของน้องอยู่อีก 48 ชีวิต 
ระดับความตื่นเต้นน่าจะพอๆ กับตอบคำถามรอบชิงมงกุฎ

คำถามข้อ 1. จนถึงตอนนี้ เคยทำอะไรทุ่มเทเต็มที่สุดชีวิตมาบ้าง
คำถามนี้มีคำถามย่อยคือ อายุเท่าไร และได้อะไรจากประสบการณ์ครั้งนั้น

คำถามข้อ 2. โตขึ้นอยากเป็นอะไร
น้องตอบว่าอยากเป็นนักเขียน คุณก้องจึงถามต่อว่าอยากเป็นนักเขียนแบบไหน

คำถามข้อ 3. ให้โอกาสถามอะไรก็ได้คุณก้อง 1 ข้อ จะถามว่าอะไร
ตอนคุณก้องถามคำถามข้อนี้ มีเสียงฮึมฮำฮือฮาไปรอบวง ...พ่อหนุ่มน้อยของเราก็นิ่งนึกอยู่นาน


ทั้งสามข้อเป็นคำถามน่าสนใจ เป็นคำถามปลายเปิดชนิดที่ให้คนตอบได้แสดงทัศนคติ และทำให้คนฟังได้เรียนรู้เกี่ยวกับผู้ตอบอย่างรวดเร็วในเวลากระชั้น แน่นอนว่าสำหรับนักศึกษาปีท้ายๆ คำถามเหล่านี้ตอบไม่ง่าย 
...แต่ก็นะ คำถามสมัครงานไม่เคยง่ายอยู่แล้ว ยิ่งผสมความตื่นเต้นเข้าไปอีก



แล้วคุณก้องก็เล่าเรื่องว่าเขากลายมาเป็นนักเขียนได้อย่างไร

คุณก้องเริ่มต้นจากการเป็นเด็กกิจกรรมชอบจัดค่ายสมัยเรียนมหาลัย วิธีเรียกแขกให้มาสมัครจะใช้วิธีตั้งชื่อค่ายเด็ดๆ พร้อมคำโปรยเก๋ๆ ชนิดว่าถ้าเห็นป้ายคัทเอาท์ค่ายนี้ หรือกระดาษเอสี่แปะบอร์ดประชาสัมพันธ์อยู่ ต้องรีบวิ่งไปสมัครเลย

เราชอบตัวอย่างค่ายเกี่ยวข้าวมาก 
สมัยก่อนการท่องเที่ยวเชิงนิเวศยังไม่เป็นที่นิยม วัยรุ่นจีบกันเค้าไม่พาแฟนไปดูนาแน่นอน ปิดเทอมทั้งทีจะให้ชวนสาวไปเกี่ยวข้าว... มันช่างดูไม่เท่เอาเสียเลย

ก็เลยคิดคำโปรยทำนองว่า “มีเธอคนเดียว เลยอยากจะเกี่ยวกับเธอ” (จำประโยคจริงไม่ได้ แต่ประมาณนี้)

ผลคือ คนแห่แหนสมัครกันล้นหลาม :-)



และเพราะเวลาทำค่าย บางทีก็ไปประชาสัมพันธ์ค่ายตามสถานที่นอกมหาลัย 
มีครั้งหนึ่งคุณอธิคม คุณาวุฒิ (มติชน) ผ่านมาตรงที่คุณก้องตั้งโต๊ะประชาสัมพันธ์ค่ายอยู่ คุณอธิคมเองก็คงสะดุดใจกับการใช้คำของคุณก้อง เลยแนะนำตัวว่าเขียนคอลัมน์อยู่ บอกว่าค่ายคุณก้องน่าสนใจ

ไปๆ มาๆ คุณก้องเลยได้เขียนบทความประชาสัมพันธ์ค่ายตัวเองส่งให้คุณอธิคม คุณก้องว่าเขียนไม่เป็น แต่คุณอธิคมก็ยังบอกให้ “เขียนมาเถอะ” 
...คุณก้องก็เลยได้เริ่มชีวิตบนเส้นทางนักเขียนด้วยประการเช่นนี้



ตัดภาพมาหลังจากนั้นอีกหลายปี...
คุณก้องได้กลับมาอ่านผลงานรวมเล่มของตัวเอง “โปรดอ่านใต้แสงเทียน เพราะผมเขียนใต้แสงดาว” ซึ่งมันมีบทความที่เขียนสมัยเริ่มเป็นนักเขียนรวมอยู่ด้วย คุณก้องถึงกับสะท้อนใจว่าถ้าเขาเป็น บ.ก. ในวันนั้น งานเขียนชิ้นนั้นไม่มีทางยอมให้ตีพิมพ์โดยเด็ดขาด

แต่ถึงอย่างนั้น คุณอธิคมก็ยัง “ให้โอกาส”



ตัดภาพมาอีกที
คุณก้องได้รับเชิญจากคุณ A (//ขอโทษครั้งที่ 3 จำชื่อไม่ได้จริงๆ ค่ะ) ให้มาบรรยายให้น้องๆ ในเวิร์คช็อปหนึ่งฟัง

พอได้คุยกับคุณ A คุณก้องถึงได้รู้ว่า คุณ A นี่เองที่ทำให้คุณอธิคมได้เข้าวงการ และงานเขียนช่วงแรกของคุณอธิคมก็จัดว่าอาการหนักมิใช่น้อย

คุณก้องถึงได้เข้าใจคำว่า “ให้โอกาส”

คุณ A ให้โอกาสคุณอธิคม 
คุณอธิคมให้โอกาสคุณก้อง
ไม่ใช่เพราะใครคนนั้นเขียนงานได้ดีที่สุด แต่เพราะเห็น “ความเป็นไปได้” จึงให้โอกาส

คุณก้องจึงบอกว่า ทุกวันนี้เลยชอบให้โอกาสคน เพราะตนเองที่มีวันนี้ได้ก็เพราะได้รับโอกาสมาเช่นกัน

(ส่วนเรื่องหนุ่มน้อยขอฝึกงาน คุณก้องให้ย้วยเป็นคนตัดสินใจค่ะ เพราะคนที่น่าจะต้องการน้องช่วยงานเพิ่มในตอนนี้คือย้วย)




4

มีอีกคำถามหนึ่งจากไตเติ้ล สาวน้อยที่พก “ดอน กิโฮเต้” มาอ่านเพราะเครียดจากการอ่านหนังสือสอบ และอยากรู้ว่าเล่มนี้มันมีดีอย่างไรถึงกล้าเขียนคำโปรยชนิดที่ว่า “หากในชีวิตจะอ่านหนังสือเพียงเล่มเดียว จงอ่านเล่มนี้”

ไตเติ้ลถามคุณก้องว่า “นักเขียนมีพลังที่จะเปลี่ยนโลกได้ใช่ไหมคะ”

คุณก้องไม่ได้ตอบทันที แต่ถามกลับว่า ถ้าไตเติ้ลได้รับพรวิเศษสามประการ ขออะไรก็ได้ แต่ต้องขอให้คนอื่นนะ ไม่ใช่ขอให้ตัวเอง สามข้อนั้นไตเติ้ลจะขออะไร

น้องคิดอยู่นาน ก่อนจะตอบว่า
1)ขอให้นักการเมืองไม่โกง
2)ขอให้คนไทยไม่ทะเลาะกัน บ้านเมืองสงบสุข
3)ขอให้การศึกษาประเทศเราดีขึ้น (ข้อนี้ได้ยินไม่ค่อยถนัด แต่คิดว่าเป็นเรื่องการศึกษา)

คุณก้องบอกว่า “นักเขียนสามารถทำทั้งสามข้อที่น้องว่ามาได้” 
นั่นคือคำตอบสำหรับคำถามของไตเติ้ล



5

ในความเห็นเรา ทริปอ่านเถิดหนา 2018 ที่ค่ายเยาวชนเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ มันเป็นกึ่งๆ ระหว่างเข้าค่ายลูกเสือกับการไปปฏิบัติธรรม

เหมือนเข้าค่ายลูกเสือ เพราะทุกคนมาทำกิจกรรมกัน แต่ละคนมีหนังสือติดไม้ติดมือกันมาคนละเล่มสองเล่ม ถึงจะต่างคนต่างอ่าน แต่ใครใคร่วิ่ง ใคร่ปั่นจักรยาน ใคร่แช่น้ำพุร้อน ก็เรียนเชิญตามสบาย ตกเย็นหลังกินข้าวเสร็จ ก็นั่งล้อมวงคุยกัน

เหมือนการไปปฏิบัติธรรม เพราะเราปลีกวิเวกไปอ่านหนังสือเองคนเดียวหลังกอไผ่ แช่เท้าลงไปกลางธารน้ำไหล ฟังเสียงน้ำ เสียงแมลง เสียงใบไผ่สีกัน พอตาเริ่มจะล้าจากการอ่านหนังสือ แหงนหน้ามองขึ้นมาก็เจอดอยเชียงดาวตั้งตระหง่านอยู่ หรือพออยากพักสายตา มองไปทางไหนก็เห็นเป็นท้องฟ้าสีสดเข้ม มีวิวทอดตัวยาวแบบสุดลูกหูลูกตา

เวลาของเราส่วนใหญ่ถูกดูดจมหายเข้าไปในตัวหนังสือ แต่พอรู้สึกตัวอีกที ก็ยิ้มให้กับเสียงน้ำไหลผ่านแนวหิน รู้สึกถึงน้ำเย็นๆ คลอเคลียขา อุณหภูมิที่เชียงดาวช่วงที่ไปคือเย็นสบายกำลังดี ตอนเช้ามีหมอกให้ได้ตื่นเต้น อากาศดี หายใจได้ปลอดโปร่ง เบาสบาย

เราเป็นคนเงียบๆ และชอบอ่านหนังสือ พูดคุยกับผู้คนไม่เก่งเท่าไร ทักษะการเข้าสังคมจัดอยู่ในขั้นวิกฤต พอได้มาอยู่ร่วมวงกับคนที่ไม่รู้จัก และหลายคนก็น่าจะเป็นอินโทรเวิร์ตเหมือนกัน มันก็แปลกดีนะที่ไม่ต้องปรับตัว กิจกรรมละลายพฤติกรรมก็ไม่มี ทุกคนดูสบายๆ นั่งล้อมวงแนะนำหนังสือเล่มที่ตัวเองพกมา แล้วจู่ๆ ก็เข้ากันไปได้เองเฉยเลย

งานเขียนยอดนิยมในทริปนี้เป็นแนวประวัติศาสตร์ มีทั้งประวัติศาสตร์แบบเบาๆ แบบประยุกต์ และแบบจริงจัง มากันหลากหลายสาย เล่มยอดฮิตคือซาเปียนส์ นักเขียนที่ถูกพูดถึงบ่อยที่สุดหนีไม่พ้นออพาน ปามุก และหนังสือเล่มที่ถูกพูดถึงบ่อยที่สุดแต่ไม่มีใครหยิบติดมือมาคือ Shape of Water

หัวข้อพูดคุยในวงหลัก มีตั้งแต่สงคราม เพศสภาพ ความตาย การมีชีวิตอยู่ การทำงาน 
ส่วนวงย่อยมีรับปรึกษาปัญหาความรัก :-)



ก่อนมา เราสงสัยมาตลอดว่าคนที่อ่าน The Cloud เป็นใคร จะเป็นคนแบบไหน อายุเท่าไร มนุษย์ที่สนใจหัวข้อ Creative Living จะเป็นคนแบบไหนกันนะ พอได้เจอจึงพบว่า ทุกคนน่ารักมากมาย นักเขียนเองก็น่ารักด้วย แต่ละคนอาชีพการงานแตกต่างหลากหลาย ช่วงอายุที่มาก็มีตั้งแต่รุ่นนักศึกษาไปจนถึงวัยเกษียณ

อ่อ... เพราะ content น่ารัก 
community ของ The Cloud จึงน่ารักตามนี่เอง :-)



6

กลางวงสนทนา วิยกมือขึ้นถามว่า 
“ทริปอ่านเถิดหนาจะทำบัตรสมาชิกแบบตลอดชีพบ้างไหม 
ถ้ามี จะขอสมัครเป็นคนแรกเลย”
 
รอบวงยิ้มกันใหญ่ เราแน่ใจว่าทุกคนอยากกลับมาที่นี่อีก
เราเองอาจพูดไม่เก่ง แต่ยินดีที่ได้รู้จักทุกคน 
เป็นประสบการณ์ชีวิตที่ดีมาก

ขอบคุณ The Cloud ที่จัดทริปดีๆ และมอบช่วงเวลาแสนพิเศษนี้ให้ค่ะ :-)



nananatte
2018.11.28



***

ทริปอ่านเถิดหนา 23 - 25 พ.ย. 2018 ที่ค่ายเยาวชนเชียงดาว อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่
ระยะเวลา 5 วัน 4 คืน สำหรับกลุ่มที่ออกจากกรุงเทพ (นั่งรถไฟอุตรวิถีไป-กลับ)
ระยะเวลา 3 วัน 2 คืน สำหรับกลุ่มที่พบกันที่เชียงใหม่



SHARE
Written in this book
what i've learned this year...
บันทึกข้อคิดจิปาถะที่เราค่อยๆ เรียนรู้ไปทีละนิด
Writer
nananatte
storyteller
nananatte (นานานัตเต) ...ทำอาหารไม่เก่ง ...ชอบแมว โดยเฉพาะแมวดำ ...เป็นนักเขียนนิยายแนว slice of life กึ่งโรแมนติก กึ่งชิลล์ เพราะชอบเรื่องราวของคนธรรมดาที่อาศัยอยู่ในเมืองเล็กๆ นิยายที่เขียนก็เลยมีแต่เรื่องราวของผู้คนเหล่านี้ ...ชอบเครื่องเขียน ชอบกาแฟดำ ชอบอ่านหนังสือ ชอบสวน ชอบเดินเล่นในวันอากาศดีๆ ยินดีที่ได้รู้จักนะคะ ขอบคุณที่แวะมาทักทายค่ะ ผลงานนิยายของเราตอนนี้มี 2 เรื่อง คือ Say You Love Me และ ร้านหนังสือเที่ยงคืน ติดตามอ่านกันได้ที่ fictionlog นะคะ :-)

Comments

porumdal
7 months ago
ภาษาคนเขียนละมุนอีกแล้ววว ชอบบบบ

Reply
nananatte
7 months ago
ขอบคุณค่ะคุณพระจันทร์ :-)
ป.ล. ใช่จ๋ารึเปล่าคะ?
1Chamei0
7 months ago
ชอบมากเลยคะ ขอบคุณนะคะ ที่เอามาเล่าให้ฟัง
Reply
nananatte
7 months ago
ขอบคุณมากค่ะ
ทริปสนุกมากเลย พี่ๆ the cloud ตัวจริงก็น่ารักมากเลยน๊า (^___^)