กระเป๋าเดินทาง
    “ อยากลองตื่นมาแล้วเจอว่าที่นี่มันไม่ใช่บ้านอ่ะแม่ ”

ฉันบอกแม่ด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นเกี่ยวกับสาเหตุว่าทำไมฉันถึงอยากไปย้ายไปอยู่โรงเรียนประจำ

ในตอนนั้นมันก็คงเป็นแค่ความคิดเล่นๆ 
ที่ว่าอยู่โรงเรียนประจำคงดีกว่าที่บ้าน เพราะจะได้ไม่ต้องทำงานบ้าน จะได้ไม่ต้องทนฟังแม่บ่น ไม่ต้องทะเลาะกับน้อง แล้วก็จะได้ไม่ต้องรีบตื่นเช้าด้วย

แต่พอสอบติดปั๊บ
โอเค..ไม่คิดเล่นๆก็ได้จ้า

ฉันยัดเสื้อผ้าที่จำเป็นลงในกระเป๋าเดินทางสีชมพู ข้าวของเครื่องใช้ใส่ลงในลังพลาสติก บอกลาเพื่อนแท้สี่ขาทั้งสี่ตัวและตุ๊กตาแมวเน่าที่อยู่เคียงข้างกันมานานกว่า 10 ปี ก่อนที่จะขนของทั้งหมดขึ้นรถ มุ่งหน้าสู่ประเทศกำแพงแสนซึ่งอยู่ไกลจากบ้านมากกว่า 80 กิโลเมตร

ฉันมองดูตึกสีเขียวอันแปลกประหลาดที่อยู่ตรงหน้า ตอนนั้นคงรู้สึกตื่นเต้นไม่น้อย ฉันยิ้มแย้มทักทายพี่ๆและเพื่อนๆที่มาช่วยขนของขึ้นไปที่ห้อง และพบกับรูมเมทอีกสามคนที่กำลังยุ่งอยู่กับการจัดของให้เข้าที่เข้าทาง วันแรกของการเป็นนักเรียนหอมาถึงจริงๆแล้วสินะ !

ฉันหยิบรอยยิ้มและความสดใสของฉันออกมาจากกระเป๋ามอบให้ทุกๆคนที่อยู่ตรงหน้าและทำความรู้จักกับหลายๆคน เราเดินจูงมือไปไหนด้วยกันตั้งแต่วันแรก หัวเราะด้วยกัน กินข้าวด้วยกัน หลับในห้องเรียนด้วยกัน ขนของไปนอนห้องคนอื่นบ้าง ไปเที่ยวข้างนอกบ้าง เราสนิทกันเร็วมาก ทั้งๆที่เพิ่งมาเจอหน้ากันแค่เดือนกว่าๆ ทุกอย่างมันดูสนุกมากกว่าที่คิดไว้เลยในช่วงแรกๆ 

ใช่แล้ว.. ในช่วงแรกๆ


สมัยม.3 ในวิชาภาษาอังกฤษมีบทความให้อ่านเกี่ยวกับ culture shock ตอนนั้นฉันก็ไม่ค่อยเข้าใจมันเท่าไรนัก แต่พอผ่าน “ช่วงแรกๆ” ไปแล้ว ฉันก็ประสบกับมันโดยไม่รู้ตัวเลยว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร รู้ตัวอีกทีก็แทบจะไม่เหลือความสดใสในกระเป๋าเดินทางให้หยิบขึ้นมาใช้ซะแล้ว

อยู่ดีๆ ก็เกิดอยากจะปล่อยมือออกจากเพื่อนข้างๆ เริ่มคิดถึงชีวิตที่โรงเรียนเก่า เราหยิบของแทนความทรงจำสมัยม.ต้นมาตั้งบนโต๊ะที่ละชิ้น นาฬิกา รูปถ่าย กระดาษข้อความอวยพร เรามองดูสิ่งของเหล่านี้ซ้ำไปซ้ำมาวันละหลายๆ รอบ พลางคิดว่าถ้าเราไม่ลาออกมาเราคงได้อยู่กับเพื่อนๆของเราต่อ กับเพื่อนๆ ที่รู้จักกันมามากกว่า 8 ปี จากนั้นเราเริ่มกลับมาอยู่คนเดียวหลังเลิกเรียนเหมือนสมัยม.ต้นมากขึ้นเรื่อยๆ รู้สึกอยากกลับบ้านทุกวัน รู้สึกว่าอะไรที่นี่มันไม่เหมือนกับที่ๆเราจากมา เดินในโรงเรียนก็ไม่รู้จักครูคนไหนเลย เพื่อนที่เรียนอยู่ห้องถัดไป ทั้งๆที่รุ่นเดียวกันแท้ๆ แต่ก็ไม่รู้จักกัน อยากเล่นกับหมาที่บ้านเหมือนเดิมที่เคยทำมาตลอดสิบกว่าปี กว่าจะผ่านช่วงน้ันมาได้ก็ค่อนข้างหนักหนาและกินเวลาค่อนข้างมาก แต่หลังจาก culture shock หายไม่นานก็เจอเรื่องกังวลใจเรื่องใหม่เข้ามาจนทำให้รู้สึกอยากลาออกมากๆ อีกครั้ง แต่เมื่อหลายๆอย่างมันบังคับไม่ได้ ฉันโยนทุกอย่างที่รู้สึกเข้ากระเป๋าเดินทางของฉันโดยไม่สนใจอะไร ยิ้มและหัวเราะแห้งๆ งุนงงกับความรู้สึกของตัวเองไปวันๆ และได้เริ่มการนับถอยหลัง “วันจบ” ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

หลายๆ อย่างที่เกิดขึ้นมันทำให้เราเก็บรักษาตำแหน่ง best friends ไว้อย่างแน่นหนาในกระเป๋าเดินทาง เพราะว่าเรากลัวที่จะผิดหวังกับคนๆ ที่เราเชื่อว่าสนิทใจที่สุด เราไม่เคยมอบตำแหน่งให้นั้นกับใครที่นี่และก็คงไม่มีวัน 

และแล้ววันสุดท้ายก็มาถึง


รู้ตัวอีกทีเลขเคาท์ดาวน์ก็เป็นเลขศูนย์ วันนั้นมาถึงแล้ว ฉันเปิดกระเป๋าเดินทางอีกครั้ง แล้วจู่ๆ ก็พบว่าสิ่งที่ยัดๆ มาทั้งหมดมันคือความสุขซะส่วนใหญ่ มันคือเสียงหัวเราะที่หายไปจากชีวิตประจำวัน

บางทีอาจเป็นเราเองที่เลือกจะไม่รู้สึกอะไรกับเรื่องราวดีๆในวันที่ผ่านมา 

บางทีอาจจะผิดที่เราเองที่มีอคติมากเกินไป

และสุดท้ายกระเป๋าเดินทางใบนี้ก็เต็มไปด้วยความทรงจำสามปีที่ไม่สามารถย้อนกลับไปได้ 

ฉันบรรจงเก็บคำว่า best friends ลงในกระเป๋าช้าๆ และหยิบสิ่งที่เหมาะกับผู้คนที่ฉันพบเจอมาตลอดสามปีนี้ขึ้นมา

my family :)













SHARE
Written in this book
ซนฮานึล | 손하늘
เรื่องราวของฮานึลในมุมมองของฮานึล ตลอดเวลาสามปีในรั้วโรงเรียนที่ไม่มีอยู่จริง
Writer
elyish
myself
www.dlrowehtanool.com

Comments