ตามหาหงส์ดำ (ภาคเสริม)
ในเรื่อง "ตามหาหงส์ดำ" เราได้เห็นแล้วว่าบริษัท Rovio ทำให้ Angry Birds กลายเป็นปรากฎการณ์หงส์ดำได้ยังไง 

ดูเผินๆเหมือนกับว่ามันเป็นเรื่องบังเอิญที่จู่ๆ Jaakko Iisalo ก็คิดออก แล้วเอามาให้คนในบริษัทดู จากนั้นพวกเขาก็ลองลุยโปรเจ็คนี้กัน แต่เราต้องไม่ลืมว่าก่อนที่พวกเขาจะสร้าง Angry Birds ขึ้นมา พวกเขาได้สร้างเกมไปแล้ว 51 เกมที่ไม่ฮิตเลยซักเกม

การพยายามสร้างเกมแต่ยังไม่ฮิตซักทีหมายความว่าพวกเขาต้องเสียเงินและเวลาไปเรื่อยๆ ซึ่งบริษัททั่วไปอาจปิดตัวลงไปแล้วตั้งแต่ 1-2 ปีแรก แต่ Rovio ก็ทนมาได้ นั่นแสดงว่าพวกเขาคงไม่ได้หวังพึ่งแต่โชค

ในการตามหาหงส์ดำเราไม่อาจปฎิเสธได้ว่าต้องใช้โชคด้วย แต่การใช้โชคอย่างเดียวมันไม่เพียงพอ เราจำเป็นต้องใช้กลยุทธ์ในการตามหาด้วย ซึ่งคนที่คิดกลยุทธ์นี้ขึ้นมาก็ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นคนหน้าเดิม Nicolas Nassim Taleb นั่นเอง 
นอกจากจะทำให้คำว่า Black Swan แปลว่าเหตุการณ์ที่ไม่มีใครคาดคิดแล้ว Taleb ยังเอาเครื่องออกกำลังกายชนิดหนึ่งมาตั้งเป็นชื่อกลยุทธ์ด้วย โดยเขาตั้งชื่อกลยุทธ์ในการตามหาหงส์ดำว่า Barbell Strategy  

มันคืออะไร

Barbell strategy คือการบริหารทรัพยากรที่มีอยู่ให้สร้างผลตอบแทนให้ได้มากที่สุดโดยใช้ความเสี่ยงน้อยที่สุด  

ทำไมถึงเรียกว่า Barbell strategy ก็เพราะว่า Taleb แบ่งสัดส่วนการลงทุนเป็นสองส่วนเหมือนกับเหล็กทั้งสองข้างของบาร์เบล

ส่วนแรกให้ลงทุนในทรัพย์สินที่มีความปลอดภัยสูง (Hyper Conservative) อย่างเช่น เงินสด พันธบัตรรัฐบาล เป็นต้น โดยสัดส่วนนี้จะเป็น 85-90% ของทรัพย์สินที่มี

อีกส่วนหนึ่งให้ลงทุนในทรัพย์สินที่มีความเสี่ยงสูง (Hyper Aggressive) อย่างเช่น อนุพันธ์ บริษัทสตาร์ทอัพ สกุลเงินดิจิตอล และแน่นอนรวมถึงการสร้างเกมด้วย โดยสัดส่วนคือ 10-15% ของทรัพย์สินที่มี

ตามกลยุทธนี้ ถ้าเราลงเงินไปในส่วนที่มีความเสี่ยงสูงแล้วเสีย เราจะเสียเพียง 10-15% แต่ถ้าลงทุนแล้วได้ผล ผลตอบแทนที่ได้สามารถเปลี่ยนชีวิตเราได้ 

การแบ่งสัดส่วนเป็นเพียงขั้นแรก และต่อไปนี้คือขั้นตอนที่เหลือที่จะทำให้เรามีโอกาสที่จะเจอหงส์ดำได้ 

--Multiple bets-- 
แม้เหล่าพนักงานใน Rovio จะเป็นคนเก่ง แต่พวกเขาก็ไม่ได้เก่งถึงขนาดใช้ความพยายามครั้งเดียวก็สำเร็จ ในการตามหาหงส์ดำเราจำเป็นต้องบริหารทรัพยากรในมือให้ได้นานที่สุดเพื่อรอเวลาที่หงส์ดำปรากฎตัวออกมา นั่นหมายความว่า เราต้องทำการเดิมพันหลายครั้ง  

การสร้างเกมแต่ละเกมของ Rovio พวกเขาเดิมพันโอกาสชนะด้วยเงินและเวลา พวกเขาไม่อาจสร้าง Angry Birds ได้เลยถ้าพวกเขาเทหมดหน้าตักไปตั้งแต่การสร้างเกมแรกๆ
 
พวกเขาไม่ได้ใช้เงินแบบสุรุ่ยสุร่าย พวกเขาแบ่งเงินเป็นส่วนๆในการสร้างเกมแต่ละเกม นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไม Rovio จึงยังไม่ปิดตัวลงง่ายๆ และมีโอกาสทดลองถึง 51 ครั้ง

วิธีนี้เหมือนกับหลักการลงทุนของ Venture Capital 

ตัวอย่างเช่น พวกเขาจะแบ่งเงินลงทุนเป็น 10 ก้อนเพื่อลงทุนใน 10 บริษัท โดยพวกเขาคาดการณ์ไว้แล้วว่าพวกเขาอาจสูญเงินไปจำนวน 6 ก้อน อีก 3 ก้อนจะสร้างผลตอบแทนได้เพียงระดับปานกลาง แต่พวกเขาก็คาดว่าจะต้องมี 1 ก้อนที่สามารถสร้างผลตอบแทนได้อย่างมหาศาลจนกลบผลขาดทุนทั้งหมดและทำกำไรได้เป็นกอบเป็นกำ
 
เงินสัดส่วนเพียง 10-15% แถมยังต้องแบ่งเป็นส่วนเล็กๆอีก มันอาจจะดูน้อยจนไม่น่าจะสร้างผลตอบแทนได้มหาศาล แต่ในสงครามโลกครั้งที่ 2 พลจัตวา Henry Cave-Brown-Cave แห่งกองทัพอังกฤษก็ใช้เงินเพียงเล็กน้อยลงทุนกับการสร้างต้นแบบเครื่องบินขับไล่ Spitfire ซึ่งต่อมากลายเป็นกำลังสำคัญในการขับไล่กองทัพเยอรมันและสร้างจุดเปลี่ยนจนนำไปสู่ชัยชนะของฝ่ายสัมพันธมิตร

จำนวนเงินที่ Cave-Brown-Cave ลงทุนไปคือ 10,000 ปอนด์
--กำจัดความเสี่ยงให้สุดขั้ว-- 
เวลาที่เรามีเงินเยอะๆ เรามักจะมีแนวโน้มที่จะใช้เงินแบบไม่คิด อย่างเวลาที่เราซื้อหวย เราอาจจะซื้อโดยไม่คิดมากเพราะมันใช้เงินแค่นิดเดียว ถ้าถูกก็จะดีมาก แต่ถ้าไม่ถูกก็ไม่เดือดร้อนกระเป๋าตังค์ แต่ในการตามหาหงส์ดำเราจะทำแบบนั้นไม่ได้ ถึงแม้เงินในสัดส่วนนี้จะดูน้อย แต่เราก็ต้องใช้เงินอย่างฉลาด  

แม้ชื่อจะบอกว่าสัดส่วนที่มีความเสี่ยงสูง แต่ก่อนที่จะลงเงิน เราต้องกำจัดความเสี่ยงให้สุดขั้วซะก่อน 

ทุกครั้งที่ Rovio ปล่อยเกมออกไป พวกเขามีโอกาสที่จะพบกับความสูญเปล่า แต่สิ่งที่พวกเขาได้กลับคือประสบการณ์ พวกเขาลดความเสี่ยงในการเจอกับความสูญเสียโดยนำสิ่งที่เคยผิดพลาดมาปรับปรุงและแก้ไข  

ตอนที่สร้าง Angry Birds ถือว่าพวกเขาผ่านประสบการณ์มาอย่างโชกโชนพอตัวแล้ว พวกเขาลดความเสี่ยงโดยการใส่ใจทุกรายละเอียดในเกม ตั้งแต่ดีไซน์ตัวละคร การเคลื่อนไหวในฉาก สิ่งของประกอบฉาก ตอนที่กำลังจะเปิดตัวใน App Store พวกเขาวางแผนตั้งแต่รูปแอพลิเคชั่น (นกสีแดง) และชื่อ (Angry Birds ไม่ใช่ Catapult)

เท่านั้นยังไม่พอ พวกเขาเพิ่มโอกาสในการเปิดตัวให้บูมด้วยการร่วมมือกับ EA Chillingo เพราะพวกเขารู้ดีว่า Chillingo มีความสัมพันธ์ที่ดีกับ Apple เรียกได้ว่าพยายามหาทางใกล้ชิดกับ Apple ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ 
--ความมุ่งมั่น-- 
Tim Harford ได้เขียนไว้ในหนังสือ Adapt ของเขาว่า "งานวิจัยทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีดีๆไม่รู้กี่โครงการต้องพับไป ไม่ใช่เพราะผู้พัฒนาขาดความรู้ลึกซึ้ง แต่เป็นเพราะพวกเขาไม่ดึงดันยืนกรานความคิดของตัวเองต่างหาก" 

ถึงแม้จะมีการวางแผนอย่างดี แต่พวกเขาไม่อาจทำสำเร็จได้เลยถ้ายอมแพ้กันไปซะก่อน

แม้ Rovio จะสร้างเกมที่ไม่ฮิตถึง 51 เกม แต่พวกเขาก็ยังดึงดันจะสร้างเกมกันต่อไป แม้จะเหลือเงินอีกเพียงก้อนเดียว พวกเขาก็ยังมีสติใช้เงินก้อนสุดท้ายอย่างระมัดระวังโดยหาวิธีเพิ่มโอกาสและลดความเสี่ยงในเวลาเดียวกัน

ถ้าพวกเขายอมแพ้ตอนที่เหลือเงินก้อนสุดท้าย เราคงไม่เห็น Angry Birds ออกมาโบยบิน
Angry Birds ถือว่าเข้าองค์ประกอบของปรากฎการณ์หงส์ดำครบถ้วน 

พวกเขาไม่มีใครคิดว่านกสีแดงหน้าบึ้งจะกลายเป็นเกมที่ฮิตตั้งแต่เปิดตัว (ไม่มีใครคาดคิด)

และนอกจากนั้นมันยังกลายเป็นเกมฮิตไปทั่วโลก (สร้างผลกระทบในวงกว้าง)

แต่ถ้าเรามาย้อนดูสิ่งที่เหล่าพนักงาน Rovio ลงมือทำ เราก็สามารถรู้ได้ว่าทำไม Angry Birds ถึงได้ฮิตขนาดนี้ (การบริหาร กลยุทธ์ และความมุ่งมั่น กลายเป็นผลลัพธ์ชั้นเยี่ยม) 

การหาหงส์ดำให้เจอเป็นเพียงสิ่งแรกที่ต้องทำ แต่อีกสิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือการเลี้ยงมันไว้อย่างดี ใช้โอกาสที่เหลืออยู่อย่างคุ้มค่าเหมือนอย่างที่ชาว Rovio ทำ



ข้อมูลอ้างอิง : https://seekingalpha.com/article/4028101-portfolio-can-benefit-black-swans
https://pulsing.com/how-to-be-luckier-black-swan/
SHARE
Writer
Stikpost
Readaholic / INFJ
กอบโกยความรู้ให้มากแล้วแบ่งใหักับผู้อื่น / Focus on psychology, human behavior and self-improvement

Comments