บันไดไม้จิ้มฟัน
...เมื่อชีวิตเคยชินกับการมาเยือนของความคิดการฆ่าตัวตาย นานวันเข้าความตายก็ยิ่งไม่น่ากลัว กลับกันเขาคิดอยากลองดูว่า เอ๊ะ...ครั้งนี้จะสำเร็จไหมนะ ?

โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน***


ณ เมืองแห่งหนึ่งในคืนที่เงียบสงัด ดวงจันทร์กลมโตดวงใหญ่กว่าทุกๆ วัน เปร่งประกายสุกใสสาดแสงสว่างๆ สลัวๆ ไปทั่วทั้งผืนฟ้าและท้องทุ่ง เป็นคืนที่อากาศหนาว ไร้เมฆบดบังดวงดาวและดวงจันทร์ สายลมเย็นพัดเอื่อยสลัับโหมกระหน่ำพัดเปลวไฟในคบเพลิงดับไปทั้งหมู่บ้าน ผู้คนต่างหลับไหลกันทุกครัวเรือนในพำนักที่อบอุ่นของพวกเขา แต่ยังมีแสงสว่างกำลังแข่งกับแสงจันทร์ในคืนอันเงียบสงบและเย็นยะเยือกนี้ในกระท่อมหลังหนึ่งที่ตีนเขาฟากโน้น~

ในกระท่อมดังกล่าว ชายสามคนกำลังนั่งซ่อมบันไดที่ทำจากวัสดุต่างๆ ของพวกเขาอย่างเงียบๆ โดยอาศัยความอบอุ่นจากตะเกียงน้ำมันก๊าด ใบหน้าของพวกเขาเปรอะเปื้อนไปด้วยเขม่าจากควันของตะเกียง ทั้งเสื้อผ้าที่ใส่ก็เต็มไปด้วยเศษวัสดุที่พวกเขากำลังใช้ซ่อมบันได

บันไดของพวกเขานี้พวกเขาได้สร้างมันขึ้นมาด้วยน้ำพักน้ำแรงของพวกเขาเองตั้งแต่ในวัยเยาว์ ในช่วงต้นของเรื่องนั้นเนื่องจากฐานะยากแค้นของครอบครัว พ่อและแม่ของเด็กชายจำเป็นต้องทิ้งให้เด็กชายที่พอจะรู้ประสาแล้วอยู่ตามลำพัง แล้วออกไปหาไม้มาทำฟืนทำถ่านขาย โดยเด็กชายตัวน้อยก็คุ้นเคยกับสารพัดพรรณไม้ที่ผู้เป็นพ่อและแม่นำกลับมาบ้าน เด็กชายเริ่มเก็บสะสมเศษไม้ซีกต่างๆ มาทำเป็นไม้สำหรับแคะฟันเพื่อช่วยหารายได้ให้ครอบครัวอีกทาง

ทั้งที่อากาศหนาวควรจะทำให้รู้สึกสงบ สบาย และเย็นแท้ๆ แต่สายลมเย็นเอื่อยๆ นี้ กลับแผดเผาร่างกายและจิตใจที่อ่อนไหวให้ลุกไหม้


การใช้เศษไม้จิ้มฟันที่พอจะมีสร้างเป็นบันไดของเด็กชายได้เริ่มต้นขึ้น ณ ตอนนี้เอง เด็กชายอาศัยยางไม้เป็นตัวเชื่อมและประสาน บันไดที่เด็กชายสร้างก็ค่อยๆ เป็นรูปเป็นร่างขึ้นอย่างที่เด็กชายปรารถนา ทุกครั้งที่พ่อและแม่ของเด็กชายกลับมาบ้าน เด็กชายมักได้คำชมจากผู้ให้กำเนิดทั้งสองเสมอ และนั่นยิ่งทำให้เด็กชายชอบที่จะสร้างบันไดให้สูงขึ้น และสูงขึ้น...

เวลาผ่านไปไม่นานครอบครัวช่างทำฟืนก็มีสมาชิกเพิ่มขึ้น เด็กชายนักสร้างบันไดจึงไม่ต้องทนเหงาอยู่กระท่อมแห่งนี้คนเดียวอีกต่อไป น้องชายของเด็กชายต่างเลียนแบบผู้เป็นพี่ พวกเขาช่วยกันสร้างบันไดตามประสาเด็กๆ จากบันไดอันเดียวของพี่ชาย เป็นบันไดสองอันของคู่พี่น้อง และสามอันของสามพี่น้อง และอีกมากมายหลายอัน มีพังลงบ้าง และสูงขึ้นบ้าง น้องของเด็กชายทั้งสองต่างเลียนแบบในสิ่งที่ผู้เป็นพี่สรรค์สร้าง ทั้งสามคนอายุห่างกันคนละสามปีไม่ขาดไม่เกิน

พ่อและแม่ของพวกเขาแสนภูมิใจในผลงานของลูกๆ ของพวกเขามากๆ แม้ด้วยความรู้ช่างทำฟืนอาจไม่พอสอนลูกสร้างบันไดที่สูงๆ ได้ แต่ลูกๆ ทำให้พวกเขามีพละกำลังทั้งแรงใจแรงกายในการไปหาไม้มา และมีเผื่อให้ลูกๆ ได้ใช้ฝึกกันสร้างบันได โดยหวังอนาคตครอบครัวจะได้มีรายได้เพิ่มขึ้นจากพรสวรรค์ที่ลูกๆ มี

ไม่โตเลยสักทีสินะ การโตเป็นผู้ใหญ่นี่ยากจริงๆ แบบไหนกันนะ กับการที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ?

วันหนึ่งช่างทำฟืนผู้เป็นพ่อได้พาหญิงงามคนหนึ่งเข้ามาแนะนำให้ครอบครัวรู้จัก และหลังจากนั้นช่างทำฟืนผู้เป็นแม่ก็ได้พูดจาเสียงดัง ส่วนผู้เป็นพ่อก็มีท่าทีขึงขังน่ากลัว ทั้งสองปะทะอารมณ์กัน สามพี่น้องที่เห็นภาพดังกล่าวต่างไม่เข้าใจเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้า คนพี่ร้องไห้ลั่น สองคนน้องหัวเราะคิกคักตามความไม่รู้ประสา และตั้งแต่วันนั้นผู้เป็นพ่อก็ไม่กลับมาบ้านอีก มีเพียงแต่แม่ที่แบกไม้กลับมาบ้าน และเธอก็ไม่หยุดแค่ขายไม้ขายฟืนขายถ่านแลกเงินซื้อลมหายใจและชีวิตให้ลูกไปวันๆ เธอเริ่มทำขนมไปขายในหมู่บ้าน และได้เปิดร้านอาหารเล็กๆ ในหมู่บ้านที่ห่างจากกระท่อมที่ครอบครัวของเธออยู่ในระยะเวลาเดินเท้าไม่ถึงหนึ่งชัั่วยาม

ผู้หญิงที่ต้องสละทิ้งความรักสวยรักงามเพื่อเก็บเงินไว้ให้ลูกๆ ทั้งยังต้องนำของมีค่าและเครื่องประดับที่พอจะมีอยู่น้อยนิดไปแลกเป็นเงิน เพื่อมาใช้ลงทุนกับอาชีพใหม่ของเธอ การวางแผนครอบครัวนั้นสำคัญแค่ไหน ในฐานะคนหนุ่มสาวในยุคนั้นอาจไม่ได้คำนึง ปัญหาจึงตกอยู่ที่เด็กที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ เด็กชายสามพี่น้องต่างถามหาผู้เป็นพ่อ แต่กลับไม่ได้คำตอบใดใดจากปากของผู้เป็นแม่เลยสักครั้ง และนานวันเข้าการถามเรื่องของพ่อก็จะเป็นที่น่าหงุดหงิดและสุดรำคาญของผู้เป็นแม่ เด็กๆ จึงค่อยๆ เลิกถามถึงพ่อของพวกเขา และภาพจำและความผูกพันธ์ระหว่างพ่อ-ลูกก็เลือนลางเข้าไปเสียทุกที...

เป็นเวลาหลายปีที่อาชีพขายอาหารได้ต่อชีวิตและสานความฝันของครอบครัวนี้ใหม่ ผู้เป็นแม่นั้นความรู้น้อยจึงไม่สามารถสอนหนังสือลูกได้มากนัก แต่เธอก็เป็นคนใฝ่เรียนรู้เป็นทุนเดิมแม้จะได้เรียนหนังสือแค่ตามกำลังทรัพย์ของครอบครัวครั้งวัยเยาว์ หน้าที่ดูแลและสอนวิชาการน้องๆ รวมถึงเรื่องต่างๆ จึงตกไปอยู่ที่พี่คนโตโดยเลี่ยงไม่ได้ อาจเป็นเพราะวัฒนธรรม ณ หมู่บ้านแห่งนั้น ผู้อาวุโสกว่าย่อมปกครองและดูแลอบรมสั่งสอนผู้อาวุโสน้อยกว่า ซึ่งพี่ชายก็มิได้รู้สึกเป็นภาระอันใด แต่ด้วยปัจจัยหลายอย่างพี่ชายจึงกลายเป็นผู้มีบทบาทในครอบครัวขึ้นมาอย่างสำคัญ

บางครั้งคำพูดอาจสำคัญกว่าการกระทำ การกล่าวคำว่ารักจึงมีวันหมดอายุ เมื่อความเคยชินพาความห่างเหินมาเข้ามาแทนที่ คำว่ารักที่กล่าวในวันที่หมดอายุก็ไร้ความหมาย
วันคืนผันเปลี่ยนเด็กน้อยทั้งสามได้เติบใหญ่เป็นวัยรุ่น มีชายคนหนึ่งมาตะโกนเรียกพวกเขาหน้ากระท่อม

"พ่อกลับมาแล้ว"

เมื่อทั้งสามได้ยินดังนั้น ก็รีบวิ่งปรี่พากันออกมาพบผู้เป็นพ่อด้วยความดีใจ เมื่อผู้เป็นแม่กลับมาถึงบ้านภาพที่เธอเห็นคือชายวัยกลางคนที่เหมือนเคยรู้จัก และใช่ นั่นคือสามีของเธอ แม้ว่าเธอจะไม่ย้ายที่อยู่เพราะลึกๆ ยังหวังให้สามีกลับมาสักวัน เธอแสร้งทำเป็นไม่พอใจได้ไม่นานนัก แล้วจึงรีบหาข้าวปลาอาหารน้ำท่าให้พ่อของลูก วันนั้นเป็นวันที่ครอบครัวกลับมาพร้อมหน้าพร้อมตากันอีกครั้ง เด็กหนุ่มแย่งกันเล่าเรื่องของตัวเองและของกันและกันให้ผู้เป็นพ่อได้ฟัง แต่ไม่มีใครถามว่าผู้เป็นพ่อหายไปไหนมา ส่วนผู้เป็นแม่ก็นั่งอมยิ้มมองอยู่เงียบๆ เป็นภาพที่อบอุ่น และเต็มไปด้วยความรัก ♡

แต่ภาพที่อบอุ่นนี้ก็มีอายุอยู่ได้ไม่นานนัก วันหมดอายุของมันก็มาถึง เมื่อผู้เป็นพ่อหายไปอีกครั้ง และเป็นครั้งแรกที่พี่ชายคนโตเห็นแม่แอบร้องไห้อยู่คนเดียว แผลเป็นในใจของแม่ส่งผ่านมายังหัวใจของลูกชายคนนี้ในทันที และเหตุการณ์ลักษณะนี้ก็เกิดขึ้นซ้ำๆ ทำให้เด็กหนุ่มทั้งสามเสียใจที่ผู้เป็นพ่อได้ทำร้ายหัวใจของแม่ผู้เป็นที่รัก แม้แม่จะกล่าวเสมอๆ ว่า แม่ไม่รักพ่อแล้วก็ตาม แผลเป็นก็ยังคอยสะกิดให้คนทั้งสี่เจ็บปวดประปราย

ไม่ผิดหรอกนะหากแต่จะโกรธผู้ให้กำเนิด เขาและเธอก็เป็นคนเดินดินธรรมดามีดีมีเลวมีผิดมีชอบ มีพลาดมีสำเร็จ มีวิชามีมานะ มีแผลเหมือนที่มนุษย์โลกทั่วๆ ไปมีหรือไม่มีก็ได้ การคาดหวังให้ใครทำหน้าที่ตามอุดมคติของสังคมก็ดูจะไม่ค่อยยุติธรรมอยู่บ้าง แต่ในสังคมหมู่บ้านแห่งนี้ก็ดูเหมือนจะเป็นเรื่องปกติที่ทุกคนต้องเล่นบทตามหัวโขนที่ตนใส่ 


ตะกอนในใจ ... ระเบิดเวลา

พี่ชายของบ้านเริ่มเป็นบุคคลเจ้าระเบียบ กลายเป็นคนเจ้ากฎเกณฑ์ ผู้ปรารถนาความสมบูรณ์แบบในชีวิต เขาเริ่มขีดเส้นและบงการแผนการสร้างบันไดของน้องๆ  ซึ่งแน่นอนที่น้องชายทั้งสองจะไม่เต็มใจนักภายใต้การปกครองนี้ ตะกอนในใจเริ่มเกิดขึ้นในใจของชายหนุ่มทั้งสามอย่างเงียบๆ โดยไม่มีใครรู้ตัว หากสิ่งใดไม่เป็นไปตามที่ผู้เป็นพี่ต้องการ เขาก็เริ่มต่อว่าผู้เป็นน้อง หรือแม้แต่กระทบกระทั่ง ใช้อารมณ์และกำลังทำร้ายกัน

ในช่วงวัยที่ทั้งสามต่างกำลังเข้าสู่ช่วงอารมณ์ของม้าป่าแสนพยศกัดดีดถีบเตะ พร้อมต่อสู้ ม้าหนุ่มทั้งสามผลัดกันตีผลัดกันรบกันบ่อยขึ้น แบ่งพรรคแบ่งฝ่าย โกรธเคือง ไม่พูดไม่หารือในสิ่งที่ขุ่นเคืองใจกัน และหลายครั้งที่ผู้เป็นแม่จะตัดสินโทษม้าเลือดร้อนทั้งสาม ซึ่งหลายครั้งม้าที่แก่กว่ามักมีความผิดมากกว่าม้าที่อ่อนกว่ากึ่งนึง แต่ม้าที่ไม่เชื่อฟังม้าที่แก่กว่าก็มีความผิดเช่นกัน ทั้งที่เหตุผลของแต่ละความผิดต่างวาระกัน เกณฑ์การตัดสินย่อมต้องเป็นไปตามความถูกผิดที่สมควรและการให้ความเข้าใจแก่เจ้าสามม้า


การปกครองของพี่ม้านี้เอง ทำให้ตะกอนที่สะสมในใจน้องๆ ต่างก็แน่นขึ้น และแน่นขึ้น ทุกครั้งที่โดนกดขี่หรือที่ปะทะคารมกัน

คนหนึ่งเอาความคาดหวังของตนไปบังคับคนอื่น
คนหนึ่งยอมทำตามคนที่อาวุโสบอกแต่ไม่เต็มใจ
คนหนึ่งไม่ฟังและต่อต้านทุกสิ่งทุกอย่างที่ไม่ใช่ความประสงค์ของตน 

ในที่สุดแล้วตะกอนทั้งหมดก็พวยพุ่งและระเบิดออกมาอย่างหยุดไม่อยู่ คนที่เคยรักกันมาหลายสิบปี เป็นทั้งพี่ทั้งน้องทั้งมิตรทั้งคู่กัดจึงเกิดการเป็นศัตรูกัน ในเมื่อต่างฝ่่่ายต่างมีเหตุผลของตน การไม่เข้ากันใจกันจึงยิ่งพรากพวกเขาให้ไกลห่างจากกันไปหลายพันโยชน์แม้ว่าจะอาศัยอยู่ภายใต้ชายคาเดียวกันแค่กระเบียดเดียวก็ตาม ในที่สุดแล้วสามพี่น้องก็ไม่นับญาติกัน ต่างก็เดินทางไปในทางที่ตนประสงค์พร้อมรอยแผลในใจ เส้นทางชีวิตที่เปราะแตก ส่วนหัวใจของผู้เป็นแม่นั้นได้แตกสลายเป็นเสี่ยงๆ และชีวิตของพ่อที่ลอยตัวอยู่เหนือปัญหาทั้งหมด 

กว่าทั้งสามจะรู้เดียงสา การกล่าวขอโทษก่อนคงไม่ได้หมายความว่่าตนเป็นผู้แพ้

จากบันไดไม้จิ้มฟัน สู่บันไดไม้ไอติม เป็นบันไดตะเกียบ กระทั่งบันไดจากแผ่นอะคริลิกใส กำลังจะจบตรงที่บันไดที่ทำจากกระจกเงาสีสวยวิบวับสะท้อนแสงแสดงสีสรรให้แก่โลก แต่แล้วฐานรากก็พังทลายเพราะไม้จิ้มฟันแบกรับน้ำหนักบันไดทั้งหมดไม่ไหว ถ้าสิิ้นหวังจนต้องทิ้งแผนการสร้างบันไดใหม่ ก็คง ...โทษอะไรไม่ได้หรอกมั้ง


หากแต่ความอดทนจนใจเป็นหินที่แข็งแกร่ง แต่หากภายในใจนั้นกลวงและอ่อนไหว โดนกระทบด้วยแรงลมอาจเปราะและแตกหักง่าย พังทลายลงมาแบบบันไดไม้จิ้มฟัน
.
.
.
.

เพราะไม่ได้อยู่ในทุกเหตุการณ์บนแต่ละขั้นบันไดของแต่ละคน คงยื่นกาวให้ทดลองใช้ไม่ได้ ...

แต่ สู้ๆ นะ สู้ไปด้วยกัน ♡
SHARE
Written in this book
โควตา ๘ บรรทัด
เรื่องสั้นหลายบรรทัด ไม่มีโควตาขั้นต่ำในการเล่า
Writer
Feliciano
Dreamer
Lost Boy from Neverland

Comments