ภาวะ “การคุมตัวเอง” ล้มเหลว
อาการปวดหัวจี๊ดแล่นขึ้นมาพร้อมกับฝ่ามือที่กระทบเข้ากับใบหน้าของตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก่อนจะเหวี่ยงสันมือไปฟาดกับขอบโต๊ะอีกหลายครั้ง ความรู้สึกเจ็บปวดกึ่งชา ๆ เกิดขึ้นพร้อมกับน้ำตาที่รินไหล



...ฉันไม่รู้ว่าอาการแบบนี้มันกลับมาหลังจากหายไปหลายปีได้อย่างไร เกือบ 3 ปีที่คิดว่าตัวเองได้หลุดพ้นจากการเป็นคนที่ถูกใคร ๆ เรียกว่า “เด็กเรียกร้องความสนใจ ด้วยการทำร้ายตัวเอง” แต่แล้ว สิ่งนี้มันก็เกิดขึ้นอีกครั้ง...ฉันไม่ได้ตั้งใจจะให้มันเกิด ฉันไม่ได้อยากให้ใครมาใส่ใจตัวฉันที่เป็นแบบนี้ ไม่อยากให้ใครรับรู้ด้วยซ้ำว่าฉันทำอะไร ฉันแค่ทำเพราะรู้สึกว่าความเจ็บปวดทางร่างกายมันทำให้ฉันมีสติจากความคิดที่ฟุ้งซ่านไปไกล มีสติขึ้นมาเมื่อตัวฉันกำลังกดดันตัวเองอย่างถึงที่สุด


ฉันเกลียดตัวเอง...เกลียดที่ไม่สามารถควบคุมความคิดแย่ ๆ ไม่สามารถควบคุมความกังวลที่เกิดขึ้นมากเกินไปในสมองได้ เกลียดที่เป็นคนทำให้ความรู้สึกแย่ ๆ แผ่ไปถึงคนอื่น เกลียดที่ไม่สามารถทำเป้าหมายที่เคยคาดคิดไว้ให้บรรลุได้ เกลียดตัวเองที่เป็นคนมีความคิดลบ ๆ บ้า ๆ ตัวฉันคนนั้นควรจะตายจากไปซะ ฉันไม่อยากให้ตัวเราที่เป็นคนแบบที่ตัวเองไม่ชอบที่สุดมีตัวตนอยู่บนโลกใบนี้ แต่ไม่รู้ว่าทำไม ตัวเรามักเป็นคนแบบที่ตัวเองเกลียดเสมอ



ฉันนั่งสะอึกสะอื้นตรงหน้าคอมพิวเตอร์ พยายามทำงานต่อเหมือนเมื่อสักครู่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น แม้รอยบวมบนสันมือยังคงเจ็บแปลบ บอกตัวเองซ้ำ ๆ ว่าเราโตแล้ว เราเป็นผู้ใหญ่ ไม่ควรขาดสติ แต่กระนั้นน้ำตาก็ยังไม่หยุดไหล ในเมื่อในสมองยังมีแต่ถ้อยคำตอกย้ำว่า “เราไม่มีศักยภาพมากพอ” เล่นวนในหัวตลอดเวลา ตัวฉันควรจะเลิกโทษตัวเองตั้งแต่วันที่ก้าวออกมาจากบ้านแล้ว วันที่ตัดสินใจว่าจะละทิ้งเรื่องราวแย่ ๆ ที่เคยเจอเมื่อ 2 – 3 ปีก่อน แล้วเริ่มต้นเป็นคนใหม่ที่ไม่เป็นผีบ้าแบบนั้นอีก แต่สุดท้ายแล้วฉันก็เพิ่งรับรู้ว่า คนผีบ้าคนนั้นยังคงอยู่ในตัวฉันตลอดเวลา และจะออกมา เวลาที่ฉันกดดันตัวเอง



ฉันกลับมาที่ห้องพัก...น้ำตาได้แห้งไปสักพักแล้ว ฉันหยิบไฟเย็นที่เพิ่งฝากเพื่อนซื้อเมื่อวันลอยกระทงมาจุดตรงระเบียงห้อง มองดูประกายไฟวูบวาบในความมืดหวังให้ใจเย็นลงอีกนิด แต่เมื่อเพลงใน playlist มือถือ เล่นมาถึงท่อนที่ว่า... 

“Sometimes the wrong things feel so right บางทีความผิดพลาดก็รับรู้ได้อย่างชัดเจน

Sometimes the lights shine brighter at night บางครั้งแสงก็ส่องสว่างมากขึ้นในยามค่ำคืน

Sometimes the truth’s a lie บางครั้งความจริงก็เป็นเรื่องลวงหลอก

So when you ask me how I am I say fine เพราะอย่างนั้น เวลาที่คุณถามว่าฉันรู้สึกยังไง...ฉันจะตอบว่าฉันสบายดี” *
 


น้ำตาฉันพาลจะไหลออกมาอีกครั้งจนทำให้มองประกายไฟเย็นเป็นแสงวงพร่าเลือน ฉันรู้ดีแก่ใจอยู่แล้วว่าตัวเองไม่โอเค แต่ก็ได้แต่หลอกตัวเองว่า “ฉันไม่เป็นไร” เก็บทุกอย่างเอาไว้ในใจ แสร้งบอกว่าตัวเองเข้มแข็ง แต่ที่จริงแล้วไม่เลย จนสุดท้ายก็เก็บไว้ไม่อยู่...เนื้อเพลงมันจะตรงกับความรู้สึกเกินไปแล้ว



เพลงจบท่อนไปพร้อมกับเปลวไฟเย็นที่ดับลงเป็นก้านที่เท่าไหร่ก็ไม่รู้ แต่เมื่อฉันจุดไฟเย็นอีกก้านขึ้นมา เพลงใน playlist ก็เปลี่ยนเพลงไปแล้ว เสียงของนักร้องคนเดิมดังขึ้นอีกครั้ง ในเนื้อหาที่เปลี่ยนไป



“Sounds of sobbing fills your room เสียงสะอื้นดังไปทั่วห้อง

Am I fighting for nothing นี่ฉันกำลังสู้อย่างไร้ความหมายอยู่รึไง?

Only chasing a broken dream แค่เพียงไล่ตามความฝันแหลกสลาย

Let them say say what they want ปล่อยให้เขา (ตัวฉันเอง) พูดในสิ่งที่เขาอยากจะพูด

Don't give it up prove them all wrong อย่ายอมแพ้ พิสูจน์ให้เขา (ตัวฉันเอง) รู้ว่าเขาเข้าใจผิดไป

I know you can make it through believe in yourself ฉันเชื่อว่าเธอจะผ่านมันไปได้ เชื่อมั่นในตัวเองสิ

When you feel you can't go on give it one last try เมื่อเธอรู้สึกว่าเธอไปต่อไม่ได้แล้ว ลองพยายามดูอีกสักครั้งสิ

You'll not be broken forever เธอไม่ได้ล้มเหลวตลอดไปหรอกนะ

Will you trust me will you try it เธอจะเชื่อใจฉันมั้ย ลองดูอีกครั้งมั้ย

Will you will you? จะลองพยายามอีกครั้งมั้ย”** 

ฉันเอาหลังมือปาดน้ำตา พูดกับตัวเองในใจหลังจากจบท่อนเพลงว่า “I will.”



รู้ดี...ว่าตัวเองพลาดไปแล้ว รู้ตัวดีว่าทุกความรู้สึกมันเกิดจากข้างในใจตัวเอง ยิ่งโทษตัวเองยิ่งรู้สึกผิด ยิ่งก้าวออกมาไม่ได้มากเท่านั้น ถ้าอยากเริ่มต้นใหม่...ก็มีแต่ต้องให้อภัยตัวเองเท่านั้นล่ะนะ ให้โอกาสตัวเองได้ลองเป็นคนใหม่อีกครั้ง



ถึงจะรู้ว่าสักวันหากสุดกำลังจริง ๆ เราจะควบคุมสติตัวเองไม่ได้อีก แต่ ณ วันนี้ เราก็ต้องให้โอกาสตัวเองอีกครั้งก่อน ถ้ายังกดดันต่อไปเรื่อย ๆ เราก็จะเป็นยัยสติหลุดทุกวัน กดดันตัวเอง Blame ตัวเองทุกวัน ถึงวันนี้เราจะยังทำลายกำแพงของตัวเองลงไปไม่ได้และเริ่มยอมแพ้ แต่ถ้าเราไม่เริ่มพังใหม่ เราก็ไม่มีวันพังมันได้เลยตลอดชาตินี้



บางที...ในวันที่รู้สึกแย่ และเหมือนจะไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้ว แค่เพลงบางท่อน ไฟเย็นและตัวเอง ก็ทำให้เราดึงตัวเองกลับมาได้เหมือนกัน



ได้แต่หวังว่าตัวเราที่แย่ ๆ คนนั้นจะไม่กลับมาอีกในเร็ววันนี้ ตอนนี้ก็รู้สึกดีขึ้นและพร้อมสู้ต่อแล้ว แม้ความเจ็บบนสันมือจะยังอยู่ก็เถอะ...ถ้าสติหลุดอีกรอบหน้า หวังว่าจะไม่หลุดขนาดถึงขนาดที่ทำตัวเองเจ็บไปมากกว่านี้ (ถึงก่อนหน้าที่จะเคยทำก็เถอะ) แต่ถึงชีวิตช่วงนี้จะหนักหน่วงถึงขนาดที่เราไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ แต่ยังไงมันก็ต้องผ่านไป...ชีวิตมันไม่ได้หนักแบบนี้ตลอดเวลาหรอก มันก็ต้องมีช่วงที่หายบ้าง

เราขอแค่อย่างเดียว...แค่ล้มแล้วต้องลุกต่อได้ ก็พอละ ♥



I AM PIMMIE►



*เพลง The wrong things – Roy Wang

**เพลง Will you – Roy Wang

SHARE
Writer
i_am_pimmie
ดอกหญ้าแห่งจินตนาการ
หัวร้อน นอนน้อย เกรี้ยวกราด I AM PIMMIE▶

Comments