หรือต่อไปจะไม่มีใครเรียนจบ
บทความนี้เป็นงานพูดที่ผมไปพูด TED Talk (TEDxKhonKaenU) มาครับ ผมพูดถึงมหาวิทยาลัยไทยในอนาคตที่กำลังจะเจอมรสุม 3 ลูกพร้อม ๆ กัน

1. เราก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุแล้ว
 
สัดส่วนผู้สูงอายุเกิน 10% ของจำนวนประชากรทั้งหมดมาตั้งแต่ปี 2007 แล้ว นี่คือนิยามของคำว่า “สังคมผู้สูงอายุ” และตัวเลขนี้จะสูงขึ้นถึง 20% ในปี 2021 ซึ่งหมายความว่าเราจะก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์

ในทางกลับกัน จำนวนเด็กที่เกิด ก็ลดลง เมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว มีเด็กเกิดประมาณปีละ 1 ล้านคน แต่ปัจจุบันเหลือประมาณปีละ 7 แสนคน ด้วยเหตุผลทางธรรมชาติแบบนี้ จึงไม่แปลกที่จำนวนคนเรียนมหาวิทยาลัยจึงต้องลดลงตาม

2. เราอยู่ในยุคดิจิตอลแล้ว
 
ยุคนี้การเรียนการสอนมันไม่จำเป็นที่จะต้องออกไปเรียนที่มหาวิทยาลัยเสมอไป ผมมีรุ่นน้องบางคนที่เรียนจบมาทางหนึ่ง แล้วไปทำงานอีกสายหนึ่ง โดยที่เขาไม่ได้เรียนผ่านหลักสูตรใด ๆ แต่เขาเรียนผ่าน Youtube และหาบทความจาก Google มาอ่าน ถึงแม้ว่าอาจจะยังมีข้อจำกัดในบางสายงาน ที่อาจจะต้องใช้การฝึกปฏิบัติเยอะ แต่หลาย ๆ สาย รวมทั้งบริหารธุรกิจ (ที่ผมก็เป็นอาจารย์สอนอยู่นี่แหละ) อาจจะถูกทดแทนโดยพวก Online Course ได้เป็นจำนวนมาก

และคุณภาพของ Online Course นี่ก็ไม่ใช่ธรรมดานะครับ อาจารย์ที่สอนมาจากมหาวิทยาลัยระดับโลกกันทั้งนั้น จึงทำให้ความจำเป็นในเรียนผ่านมหาวิทยาลัยลดลงไปอีก

และถ้าวันนี้ บริษัทประกาศออกมาว่า เขารับคนจบ ม. 6 มาทำงาน แล้วเดี๋ยวเขาสอนเอง ไม่ต้องเรียนปริญญาตรีหรอก แค่นี้ ผมคิดว่ามหาวิทยาลัย (ที่ไม่ปรับตัว) ก็ล่มสลายแล้วครับ

3. หลักสูตรมีมากขึ้น
 
ในขณะที่เราเจอวิกฤติจำนวนผู้เรียนน้อยลง หลายมหาวิทยาลัยกลับเปิดหลักสูตรเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยไม่ได้ปิดหลักสูตรที่เคยเปิดไว้ ทำแบบนี้ยิ่งทำให้เกิด Oversupply คือจำนวนหลักสูตรมากกว่าจำนวนคนเรียน แต่ละหลักสูตรก็ต้องมีอาจารย์ประจำหลักสูตร นั่นหมายความว่า เรามีจำนวนอาจารย์มากเกินไป

จากเหตุผล 3 ประการนี้ จึงไม่แปลกเลยครับ ที่ปีที่ผ่านมา (2017) จำนวนคนสมัครเรียนเข้ามหาวิทยาลัยทั้งหมดมีแค่ 60% ของจำนวนที่นั่งของมหาวิทยาลัย

นั่นหมายความว่า มหาวิทยาลัย 40% อาจจะปิดตัวลง หรือ จำนวนคณะหรือหลักสูตร จะต้องหายไปประมาณ 40% นั่นเอง

แล้วมหาวิทยาลัยในอนาคตหน้าตาจะเป็นอย่างไร

ต้องบอกแบบนี้ก่อนครับว่า ปรากฏการณ์นี้ ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะที่ประเทศไทย Professor Christensen จาก Harvard Business School ก็ได้ทำนายว่า ภายใน 10 ปีที่จะถึงนี้ 50% ของมหาวิทยาลัยในประเทศสหรัฐอเมริกาที่มีจำนวนกว่า 4,000 แห่ง จะต้องปิดตัวลง
 
ผมมองว่า สิ่งที่จะเกิดขึ้นกับมหาวิทยาลัยในประเทศไทย หากต้องการจะอยู่รอดจะมีทิศทางดังต่อไปนี้ครับ

1. อาจารย์จะต้องเปลี่ยนบทบาทจากผู้สอน (Instructor) เป็นผู้อำนวยการเรียนรู้ (Facilitator)
 
ผมมองว่า ความรู้มันมีอยู่เต็มไปหมดแล้ว ใน Youtube ใน Google ถ้าอาจารย์ยังมีบทบาท เพียงแค่อ่านตำราแล้วมาเล่าให้นิสิตนักศึกษาฟัง ผมคิดว่า Value ของอาจารย์จะมีไม่มากนัก แต่ความจำเป็นที่ยังต้องมีอาจารย์คือ หากให้ผู้เรียนไปเรียนเอง บางทีเขาไม่รู้หรอกว่า จะไปดู Clip ไหนดี ไปอ่านบทความใน Website ไหนดี

อาจารย์ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญ ยังคงต้องมีบทบาทชี้แนะได้ว่า อยากทำอาชีพนี้ เราต้องเรียนรู้เรื่องนี้ และแหล่งเรียนรู้อยู่ตรงนี้ ไปเรียนได้เอง สงสัยมาสอบถามได้ มหาวิทยาลัยอาจจะเป็นแหล่งฝึกปฏิบัติมากกว่าแหล่งการเรียนรู้ในเชิงทฤษฏี ซึ่งนักศึกษาสามารถทำได้เอง

2. คณะ หลักสูตร แบบปัจจุบันจะหายไป
  
ปัจจุบัน เรายังใช้หลักการผลิตบัณฑิต ออกมาเป็น Block อยู่ครับ (คล้าย ๆ กับการผลิตสินค้าในระบบอุตสาหกรรม) เราเชื่อว่าคนที่จะเป็นนักการตลาด ต้องเรียนแบบนี้เท่านั้น เท่านี้หน่วยกิต จึงจะเป็นนักการตลาดที่ดีได้

แต่ด้วยสภาพแวดล้อมในปัจจุบัน ลักษณะของ Mass Production มันมักจะใช้ไม่ได้แล้ว (อาจจะยังได้บางบริบทเท่านั้น) แต่มันควรก้าวเข้าไปสู่ Mass Customization แปลว่า คนออกแบบหลักสูตรอาจจะไม่ใช่อาจารย์อีกต่อ แต่เป็นผู้เรียนนั่นแหละที่จะเป็นคนเลือกเองว่า วิชาไหนเขาควรเรียน วิชาไหนเขาไม่ควรเรียน

แล้ว ถามว่า แล้วใครจะเป็นดูว่าการเรียนนี้ เหมาะสมไหม คำตอบคือ ก็ตัวผู้เรียนนี่แหละครับ เขาจะออกแบบ Transcript เองได้ และถ้าออกแบบมาไม่ดี นายจ้างเห็นแล้ว เขาก็ไม่จ้าง เท่านั้นเอง อาจารย์อาจจะยังคงออกแบบหลักสูตรมาตรฐานได้ว่า อันนี้คือสิ่งที่คนที่อยากเป็นอาชีพนี้ควรจะเรียนนะ แต่การตัดสินใจ จะอยู่ที่ผู้เรียนเองนี่แหละ

ทำแบบนี้ ไม่ต้องกลัวหลักสูตรล้าสมัย เพราะเราไม่จำเป็นต้องปรับหลักสูตร เพราะมันไม่มีหลักสูตร เราปรับแค่วิชาเรียน วิชาไหน ที่ไม่มีคนเรียน ก็ปิดไปเท่านั้น

3. การเรียนจะกลายเป็นการเรียนตลอดชีวิต
 
แต่ก่อนมหาวิทยาลัย คือสถานที่ที่ใช้สอนคนอายุประมาณ 18-22 ปี (ในระดับปริญญาตรี) หรืออาจจะมากกว่านั้นนิดหน่อย ในระดับปริญญาโทและเอก แต่ต่อไปการเรียนการสอนมันจะต้องเกิดขึ้นตลอดชีวิต

คนเรียน อาจจะมาเรียนสัก 2 ปี แล้วคิดว่า นี่แหละพอแล้ว เอา Transcript ที่เขาออกแบบเรียนเอง ไปสมัครงานดู ถ้ามีที่ทำงานรับ ก็ทำงานไปเลย
 
คราวนี้ ทำงานไปสัก 1 ปี พบว่า เอ ตรงนี้ เรายังมีความรู้ไม่พอ ต้องเรียนเพิ่มแล้ว ก็กลับมาเรียนได้
 
บางคน บอก อ้าวแล้วมหาวิทยาลัยจะจัดการได้เหรอ ก็ลองดูสถิติสิครับ ว่าตอนนี้ที่นั่งมันเกินไปตั้ง 40% ก็ตรงที่เหลือนี่แหละครับ และถ้ามหาวิทยาลัยเพิ่มบทบาทการเรียนรู้ตลอดชีวิตแบบนี้ มหาวิทยาลัยไม่ต้องกลัวหรอกครับว่าจะแย่ ด้วย Aging Society เพราะคราวนี้ มหาวิทยาลัย ไม่ได้เป็นที่สำหรับให้คนอายุแค่ 18-22 ปี มาเรียนรู้แล้ว แต่เป็นแหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิต

คำว่า “จบการศึกษา” ก็อาจจะไม่มีอีกต่อไป เพราะจริง ๆ แล้ว การศึกษามันไม่ควรมีวันจบ มันควรจะเป็นสิ่งที่อยู่กับเราไปตลอดชีวิต จริงไหมครับ

ถ้ามหาวิทยาลัยปรับตัวเป็นแบบนี้ ปัญหาว่าจะต้องปิดตัวคงไม่มี จะกลายเป็นว่า มีที่ไม่พอด้วยซ้ำไปครับ

4. รั้วของมหาวิทยาลัยกับรั้วที่ทำงาน อาจจะกลายเป็นรั้วเดียวกัน
 
ผมเชื่อว่าต่อไปองค์กรใหญ่ ๆ จะลุกขึ้นมาทำบทบาทของมหาวิทยาลัยแทน เราจะเห็นสิ่งที่เรียกว่า Corporate University เพิ่มมากขึ้น องค์กรเหล่านี้ ไม่จำเป็นต้องรอให้มหาวิทยาลัยมาผลิตคนให้ แต่เขาสามารถรับนักเรียนเข้ามาทำงาน และให้การศึกษาไปด้วยเลยในตัวเอง แบบนี้ เขาจะได้คนที่ตรงกับความต้องการเขาจริง ๆ

จะว่าไปแล้ว ปัจจุบันก็มีมหาวิทยาลัยแบบนี้แล้วนะครับ ไม่ใช่ว่าไม่มี

ถือว่าเป็นการ Review TED Talk ที่ผมเคยพูดไว้แล้วกันนะครับ เผื่อจะเป็นประโยชน์สำหรับหลาย ๆ ท่านด้วยครับ

อ่านบทความอื่น ๆ ได้ที่ www.NopadolStory.com หรือเข้าร่วมกลุ่ม Line@ ได้ที่ https://line.me/R/ti/p/%40nopadolrompho หรือฟัง Podcast Nopadol’s Story ได้ที่ https://nopadolstory.podbean.com/
SHARE
Writer
Nopadol
Writer Professor
ศาสตราจารย์ สาขาบริหารการปฏิบัติการคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

Comments

MyFeeling
6 months ago
เห็นด้วยอย่างยิ่งเลยค่ะ ตอนนี้ก็เกิดความรู้สึกแบบว่า “พอมาทำงานแล้ว อยากเรียนเรื่องนั้นเรื่องนี้เพิ่มจัง” เพราะตอนที่เรียนอยู่มันเรียนตอนปี 1 กว่าจะได้ใช้งานผ่านมาเกือบ 10 ปี อีกทั้งความรู้ตอนที่เรียนกับตอนที่ทำงานจริงมันคนละแบบ ใช้เทียบกันไม่ค่อยจะได้ มองหาที่เรียนเฉพาะวิชาก็ไม่ค่อยจะมี ทำให้มีข้อจำกัดในการเรียนรู้ค่ะ
Reply