คำสารภาพ ของ(เด็ก)ชายที่เห็นแก่ตัว
ผมฆ่าพ่อตัวเอง          ประโยคสั้นๆที่ฟังดูเหมือนไม่มีทางจะได้พูดในชีวิตประจำวัน กลับวนเวียนไปมาในหัวของผมมาตลอด 7 เดือนที่ผ่านมาหลังจากงานศพของพ่อ ผมตัดสินใจเผยแพร่เรื่องนี้หลังจากที่คิดอยู่นานมากๆ ไม่ใช่เพื่อเตือนสติหรือให้ข้อคิดใครทั้งนั้น แต่เพียงเพราะลึกๆแล้วผมแค่หวังว่าจะได้รับการเยียวยาจิตใจ และเผื่อว่าฝันร้ายที่เกาะกินผมทุกๆคืนจะบางเบาลงได้บ้าง

          เรื่องเริ่มต้นขึ้นหลังจากที่พ่อป่วยเป็นมะเร็งได้สองเดือนกว่าๆ อาการพ่อแย่ลงพร้อมๆกับสภาพจิตใจ ผมรู้ได้ว่าข้างในพ่อหวาดกลัวเพียงใด และสิ่งที่เด็กชายผู้อ่อนต่อโลกและไม่เคยต้องแบกรับความลำบากใดๆมาก่อนก็ชัดเจนขึ้น
          พ่อตรวจพบอาการลุกลามของมะเร็งในระยะสุดท้าย มันลุกลามไปยังไขสันหลังสองจุด ทำให้เกิดอาการปวดในระดับเกือบเต็มสิบ ระบบประสาทเกิดความบกพร่องทำให้มีอาการชาอย่างรุนแรง พ่อได้รับการฉายรังสีเพื่อระงับการกระจายตัว อาการดีขึ้นในช่วงแรก...เพราะฤทธิ์ยาฉีดระงับปวด และมอฟีนที่มิลลิกรัมเพิ่มขึ้นแบบกราฟเส้นตรง กว่าสามเดือนที่การตรวจชิ้นเนื้อไม่สามารถหาต้นตอของมะเร็งได้ ไม่ว่าจะสั่งย้อมชิ้นเนื้อกี่ครั้ง ผลการย้อมก็เหมือนเดิม ไม่ได้อยู่ที่ ปอด ลำไส้ ต่อมลูกหมาก กระเเพราะอาหาร ระบบเลือดก็ไม่ใช่ ระบบประสาทแต่กำเนิดก็ไม่ใช่ พวกเราต้องผิดหวังอยู่เสมอกับผลการตรวจตลอดสามเดือน และสิ่งที่ทำได้ก็เพียงแค่ 'เพิ่มปริมาณมอฟีน'
         จนวันหนึ่งในวันที่พ่อไม่อาจจะลุกขึ้นยืนได้อีกแล้ว โลกของพ่อแคบลงเรื่อยๆ จากทั้งจังหวัด กลายเป็นแค่ในร้าน และลดลงเหลือแค่ชั้นสามของบ้าน สุดท้ายพ่อมีชีวิตอยู่แค่ในห้องนอน บนที่นอนลมของเตียงผู้ป่วย

          เราต้องตื่นตีสี่ทุกครั้งที่พ่อมีนัดหมอที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในกรุงเทพ แม่ต้องจ้างรถพยาบาลพร้อมเจ้าหน้าที่ๆมีแปลสนามเพื่อพาพ่อลงจากชั้นสามของอาคารพาณิชย์สามชั้น พื้นที่อาคารคับแคบ การขึ้นลงไม่เคยมีคำว่าสะดวก ผมไม่เคยนอนหลับอีกเลยจากวันนั้น เพราะต้องคอยพะวงว่าพ่อจะตื่นหรือเรียกอะไรหรือไม่ แม่เองก็ด้วยแต่ถ้าวันปกติแม่ยังต้องตื่นมาเปิดร้านเพื่อขายข้าวแกงในทุกๆวันอีก วันไหนตื่นมาเจอพ่ออารมณ์ดีก็ดีไป วันไหนพ่อกับแม่ดูซึมๆก็เพราะกลางคืนไม่มีใครได้นอนเลยแถมทะเลาะกันอีก ผมอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านงาน ผมออกมาเรียนเป็นเวลาหนึ่งปีและนั่นก็ใกล้กับวันสอบเข้ามาทุกที ผมใช้ข้ออ้างโง่ๆที่แสนเห็นแก่ตัวนี้มาตลอดช่วงเวลานั้น เพราะต้องสอบ เพราะไม่มีเวลาแล้ว ถ้าไม่ผ่านก็ไม่มีอะไรเพิ่มเติม กลับไปทำงานตำแหน่งเดิมๆ และอีกมากมาย แต่พ่อกับแม่ก็ไม่เคยว่าอะไร ปล่อยให้ผมได้ใช้ชีวิตตามที่ต้องการตลอดมา ถึงกระทั่งไม่ต้องกลับมาก็ได้ อยู่กันได้ทั้งที่จริงๆแล้ว...ไม่เป็นแบบนั้นเลย
          บางครั้งความเหนื่อยทำให้ผมรู้สึกแม้กระทั่งเวทนาในตัวพ่อ อยากให้พ่อเสียชีวิตไปซะจะได้จบๆความทรมานนี้เสียทีด้วยซ้ำ ยิ่งช่วงหลังๆผมหมดความหวังในการยื้อชีวิตพ่อ ผมมองความตายเป็นทางออก อยากแม้กระทั่งจะให้พ่อได้หลุดพ่อเสียที
         เหมือนในฉากสุดท้ายของละคร พ่อจำเป็นต้องย้ายมาอยู่ตึกผู้ป่วยในโรงพยาบาล เพื่อฉายแสงอีกรอบ ผมยังคงใช้ข้ออ้างเดิมๆมาหาพ่อแค่ช่วงเช้า และไปอ่านหนังสือในช่วงบ่าย และก็ไมไ่ด้ไปอยู่ค้างที่โรงพยาบาลด้วย ปล่อยให้แม่ทำคนเดียวทั้งหมด ทุกเช้าที่เดินเข้ามาที่โรงพยาบาล ถ้าแม่บอกพ่อหลับดี ก็ดีไป แต่ถ้าไม่ แม่จะดูอ่อนล้าที่ต้องคอยตื่นมาทำทุกอย่างให้พ่อ ส่วนพ่อก็จะดูหงุดหงิดไปทั้งวัน โกรธที่แม่ไม่ทำคอยทำตามใจตัวเอง จนเวลาผ่านไปผมสอบเสร็จผมก็ยังคงมาดูแลพ่อแต่นั่นก็เหมือนจะเป็นฉากสุดท้ายของทุกๆสิ่งแล้ว ความเหนื่อยตลอดสี่เดือนกว่าๆเริ่มส่งผลให้ทุกๆคนแย่ลง ทั้งตัวผม แม่ หรือแม้แต่พ่อก็ด้วย อาการเห็นภาพหลอนของพ่อหนักขึ้นทุกวัน แม้แต่ตอนนี้ผมก็ยังไม่รู้ว่ามันเกิดขึ้นจริงๆหรือพ่อแค่อยากได้รับความรักจากพวกเรา ผมในตอนนั้นคิดเพียงว่าพ่อเข้มแข็งพอที่จะรับความจริงได้ว่าการรักษาไม่อาจเกิดขึ้นได้อีกต่อไป
        ย้อนกลับไปนิดหน่อยในช่วงก่อนที่พ่อจะมาอยู่โรงพยาบาล พ่อที่นอนอยู่ในบ้านเกิดอาการเห็นภาพซ้อน ทำให้เวียนหัวตลอดเวลาที่ลืมตา ตอนแรกก็คิดว่าคงเพราะอาการสายตายาวและตาเอียง เราจึงพยายามจะตัดแว่นให้พ่อแต่ก็ไม่ดีขึ้น จนกระทั่งจักสุแพทย์เข้ามาดูอาการของพ่อ เขาแนะนำให้เราทำการแสกนสมองเพื่อดูอาการ สุดท้ายเราพบก้อนเนื้อที่โพรงไซนัสด้านซ้ายของพ่อ และนั่นคือคนร้ายตัวจริง
Embryonal rhabdomyosarcoma         มะเร็งชนิดนี้ไม่ตอบสนองต่อเคมีบำบัดในปัจจุบัน และการผ่าตัดก็เป็นไปไม่ได้เพราะมันอยู่ในโพรงด้านหลังลูกตาของพ่อ รวมถึงตัวพ่อเองที่ติดเตียงมาหลายเดือน กินโจ้กได้วันละคำสองคำ ไม่มีทางที่พ่อจะเข้าผ่าตัดได้แน่ๆ ผมเดินออกมาจากห้องหมอคนเดียวเพราะอาสาเข้ากรุงเทพฯมาฟังผลเองคนเดียว ผมไม่รู้จะพูดอะไรกับใครเลยตัดสินใจโทรไปบอกน้องสาวเป็นคนแรก น้องร้องไห้ แต่ผมคิดเพียงว่าน้องจะมีเวลาทำใจ และก็จริงน้องสาวผมเข้มแข็งยิ่งกว่าญาติคนไหนๆหรือแม้แต่แม่ของเราเอง ผมปิดเรื่องนี้ไว้ ไม่บอกใครมาตลอดช่วงเวลานั้น
       ตัดกลับมาที่ช่วงสุดท้ายอีกครั้ง ผมเดินเข้ามาที่ห้องพักของพ่อ มันเป็นห้องรวมพิเศษที่มี สามเตียงต่อกันกับฉากและผ้าม่านกั้น แม่นั่งหลับอยู่บนโซฟาด้วยอาการเหนื่อยล้า แม่น้ำหนักลดไปกว่าสิบกิโลในช่วงที่ผ่านมา กินได้น้อยลง และกินยาพาราแทบทุกวัน ส่วนพ่ออยู่บนเตียง พ่อมีอาการเบลาอย่างเห็นได้ชัด อารมณ์เปลี่ยนแปลงง่าย หงุดหงิดง่าย หัวเราะ ร้องไห้ และโกรธ แทบจะในเวลาเดียวกัน ยังไม่มีใครสังเกตเห็นผมจนกระทั่งแม่ตื่น ผมช่วยทำหลายๆอย่างเหมือนทุกๆวัน และสุดท้ายผมก็นั่งหมดแรงอยู่บนโซฟาข้างๆแม่ในช่วงบ่าย กิจวัตรวันนั้นทำให้ทุกคนทะเลาะกันอยู่ก่อนแล้ว พ่อเป็นคนสั่งเก่ง ชอบสั่งคนอื่น เอาแต่ใจตัวเองที่สุด แม่เองก็ได้รับผลจากความเหนื่อยเต็มๆ จนอารมณ์ไม่อาจคงที่ได้ แม่จึงเลือกที่จะเงียบไม่พูดอะไรและปล่อยพ่อพูดไปคนเดียว พ่อพูดงึมงัมๆอ้างว่าคุยกับชายข้างเตียง คนรู้จักของพวกเราที่เสียชีวิตไปนานแล้ว ผมเป็นคนอารมณ์ร้อน เอาแต่ใจไม่ต่างกัน แต่ที่สำคัญคือผมเห็นแก่ตัวกว่าใครๆ ผมโกรธที่พ่อไม่เข้าใจความเหนื่อยของคนอื่นเลย ถึงจะเข้าใจว่าเป็นภาวะไม่ปกติของผู้ป่วยที่สภาพจิตใจย่ำแย่ แต่ก็ไม่อาจเอาตรรกะและเหตุผลมาคุมตัวเองได้อีกในตอนนั้น ผมพูดโพลงขึ้นพลางหาเรื่องพ่อว่าให้เงียบเถอะ ไม่มีใครอยู่ตรงนั้น ถ้าพ่อยังเป็นแบบนี้ไม่ใช่แค่พ่อที่จะตายนะ แต่แม่จะตายด้วยอีกคน พ่อเริ่มโกรธและตาขวาง เสียงพ่อสั่นด้วยความโกรธที่สุดในชีวิตที่ผมเคยได้ยิน ผมต่อว่าพ่อสวนกลับไปแรงพอๆกับที่พ่อตะโกนใส่ผม แม่ได้แต่ดึงแขนผมด้วยความกลัวแล้วบอกให้พอ แต่ผมไม่อาจหยุดตัวเองได้แล้ว ความดำมืดในใจมันพาผมออกไปไกล ผมกลายเป็นตัวตนที่เลวร้ายที่แม้กระทั่งผมเองยังกลัว ผมพยายามจะฆ่าพ่อด้วยสิ่งที่ผมถนัดที่สุด ....การพูด
ถ้ามีปืนกูจะยิงมึงทิ้งตรงนี้เลย กูเลี้ยงจนมึงจบปริญญาแล้ว มึงปีกกล้าขาแข็งแล้วนี่ เลี้ยงตัวเองได้แล้ว ไปเถอะ จะไปไหนก็ไป พาแม่มึงไปด้วย กูขออย่างเดียวปล่อยกูไว้ตรงนี้ไม่ก็พากูกลับบ้าน แค่นั้นพอแล้วมึงจะเอาอะไรไปก็เอาไปให้หมด แล้วอย่าผลาญเงินของน้องจนหมดล่ะ        ประโยคสุดท้ายที่ผม แม่ คนดูแลผู้ป่วย พยาบาล และเตียงข้างๆก็ได้ยิน และเป็นประโยคเดียวที่หลอกหลอนผมมาตลอดในตอนที่ผมหลับตา ตอนนั้นผมไม่สนอะไร ไม่ได้เจ็บใจแต่โกรธทุกสิ่ง โกรธอดีตทุกอย่างของพ่อ ผมวิ่งออกมาทันที แม่วิ่งตามมา พยาบาลและแม้แต่ญาติผู้ป่วยข้างๆเข้ามาดึงผมไว้ ทุกคนร้องไห้ ผมกำหมัดแน่นในใจมีแต่ความโกรธ สุดท้ายผมยอมกลับตามที่แม่บอก จนกระทั่งกลางคืนวันนั้นแม่โทรมาบอกว่าพ่อใจเย็นลงแล้ว พ่อขอโทษแล้วถามหาแต่ผม ว่าผมจะมาไหม ผมในตอนนั้นไม่อาจละทิ้งฐิทิของตัวเองลงได้ เอาแต่พูด อือ อืม ตอนที่พ่อพูดสาย เช้าวันรุ่งขึ้นผมไปจัดการกับธุระก่อนจะไปพบพ่อตอนบ่าย ....แต่มันไม่ทันแล้ว
         แม่บอกว่าเมื่อเช้า พ่ออาการทรุดหนักอย่างน่าตกใจ พยาบาลมาช่วยกันจับ พ่อมีอาการชาหนักขึ้นไปถึงสมอง หายใจลำบาก เหนื่อยตลอดเวลา หมอตัดสินใจให้ยานอนหลับกับพ่อ เพราะพ่อหายใจเอาออกซิเจนเข้าไปเลี้ยงร่างกายได้ไม่พอหากพ่อยังตื่น เพื่อลดเมตตาบอลิซึมของร่างกาย พ่อจำเป็นต้องอยู่ในสภาวะหลับลึก เพื่อให้ออกซิเจนที่พ่อหายใจเข้าไปได้นั้นยังเพียงพอ ผมเดินเข้าไปหาพ่อ ไม่มีโอกาสแม้แต่จะให้พ่อได้รับรู้ว่าผมขอโทษ และผมเสียใจเพียงใด ผมได้แต่ร้องไห้กดหน้าเข้าซุกกับใบหน้าของพ่อแล้วพูดขอโทษเป็นพันครั้ง แต่มันไม่ใช่ในนิยาย ไม่มีการตอบรับใดๆกลับมา น้องสาวมาเยี่ยมพ่อในวันนั้น เราผลัดกันใช้เวลาพูดความในใจกับพ่อ แต่ไม่มีญาติคนไหนรู้ว่าเหตุจริงๆที่พ่ออาการทรุดหนักลง มันเกิดจากตัวของผมเอง
         
         มีหลายคนบอกเราเสมอว่าให้ทำในขณะที่ยังมีโอกาส ผมไม่เคยอินกับเรื่องนี้ แต่ก็ไม่คิดว่าจะเจอกับตัวเอง ฉากจบของผมกับพ่อไม่น่ารื่นรมเลยแม้แต่น้อย ผมได้รู้ในที่สุดว่าตัวเองนั้นที่แสนจะเห็นแก่ตัว อ่อนต่อโลก และโง่เขลาเพียงใดจากเหตุการณ์ที่ผ่านมา ผมทำร้ายแม้กระทั่งพ่อแท้ๆของตัวเอง ชายที่ขยับได้เพียงแขนขวา และมองเห็นได้เพียงตาขวาข้างเดียว ถึงจะรู้สึกผิดเพียงใด อ้อนวอนร้องไห้ต่อภาพหลอนของพ่อในฝันทุกๆคืนเพียงใด จิตใจก็ไม่อาจจะได้รับการเยียวยา แม่บอกเสมอว่าไม่ใช่ความผิดของใคร หมอบอกว่ามันเป็นอาการของโรคชนิดนี้อยู่แล้วที่จะรักษาระดับไว้เหมือนจะดี แต่แล้วก็ทรุดลงอย่างน่าตกใจ ไม่เหมือนพวกอาการของโรคหัวใจ หรือสโตรคที่จะอาการแย่ลงอย่างมีนัยยะ แต่ผมกลับไม่เคยรู้สึกดีขึ้นเลย และรู้สึกได้เองว่าใครคือต้นเหตุ มาจนวันนี้ผมกลัวตัวตนที่ดำมืดนั้นของตัวเองอย่างมาก แม่เล่าให้ฟังในภายหลังว่าใบหน้าผมน่ากลัวมากจนแม่ไม่กล้าจะพูดอะไรขัดด้วยซ้ำ ...แต่ละประโยคที่พูดไปมันโหดร้ายกับพ่อเอามากๆ จนผมไม่กล้าจะพิมพ์ให้คนอื่นฟังได้เพราะความกลัว

        ผมรู้ดีว่าทุกคนๆต่างผ่านเรื่องเลวร้ายกันมาทั้งนั้น ผมไม่ได้อินกับเรื่องศาสนาหรือบาปกรรมใดๆ แต่ภาระทางใจอันหนักอึ้งที่ไม่มีชื่อเรียกนี้มันกัดกินผมในทุกๆคืนมาโดยตลอด ผมศึกษาจิตวิทยามาด้วยตัวเองด้วยความชอบส่วนตัว ในทุกๆวันมันเหมือนจะฟื้นฟูตัวเองได้ ด้วยความเข้าใจและเหตุผล แต่เมื่อมีเหตุการณ์หรืออะไรมากระตุ้น ผมก็ไม่อาจจะหนีความจริงนี้พ้นสักครั้งเดียว

        ทุกคนสบายใจก็พอแล้ว ทุกคนรู้เพียงว่าพ่อหลับไปหนึ่งวันแล้วก็จากไปในที่สุดในเช้าวันถัดไป ใบแสดงการเสียชีวิตของพ่อเขียนชื่อโรคไว้ชัดเจน พร้อมระบุว่ามันลุกลามไปยังปอด เป็นเหตุให้พ่อเสียชีวิตในที่สุด ผมไม่เคยกล้าเล่าเรื่องนี้ออกไปให้ใครฟัง เคยคิดว่ามันดีกว่าที่จะเก็บไว้แล้วให้ความลับนี้ตายอย่างทรมานไปกับผมในวันสักหนึ่ง แต่โลกไม่ยอมให้เราทำแบบนั้น ทุกสิ่งที่จ่ายไปย่อมได้รับผลของมัน 

        ผมเรียนรู้ที่จะรักคนอื่นมากขึ้นดังที่พ่อกับแม่มีให้ผมมาโดยตลอด เริ่มเข้าใจสิ่งต่างๆมากขึ้น ลดความเห็นแก่ตัวลงไปบ้างในทุกๆวัน หาข้ออ้างให้ความขี้เกียจน้อยลง ช่วยเหลือคนอื่นมากขึ้น และเหนือสิ่งอื่นใด ผมเรียนรู้ต่อสู้กับความเลวร้ายในตัวเอง ผมมองเห็นและรู้สึกตัวมากขึ้นในยามที่สติหลุดไป เหมือนเหตุการณ์วันนั้นมาย้ำเตือนเสมอว่าจะต้องไม่ยอมให้ความดำมืดมายึดครองสติไปอีก ค่อยๆเป็น ค่อยๆไป ค่อยๆทำความรู้จักตัวเองใหม่ทีละวันๆ ตอนนี้ผมเริ่มงานใหม่แล้วและรักงานของผมมากๆ ผมคุยกับแม่มากขึ้น แม่เองก็เข้มแข็งขึ้นทุกวันๆ น้องสาวก็ด้วย และนี่คือทั้งหมดที่ผมอยากระบายออกมา ทั้งหมดคือคำสารภาพของ...เด็กชายผู้ไม่เคยลำบากมาก่อนในชีวิต
เด็กชายที่แสนจะเห็นแก่ตัว
เด็กชายที่อ่อนต่อโลกยิ่งกว่าใครๆแต่ไม่เคยยอมรับว่าตัวเองเหมือนเด็กเพียงใด
เด็กชายที่...เคยฆ่าพ่อของตัวเอง








                   'อาจจะมีวันที่ฟ้ามืดยาวนานหลายเดือน แต่ไม่มีวันที่ฝนจะตกตลอดไป' 
             ด้วยรักและรำลึกถึงอาปาเสมอมาจากลูกชายคนเดียวของคุณ - กฤษณ์ แสงโพธิ์สุข 

SHARE
Writer
ccLi0ni3
Writer
- ให้ตัวหนังสือบอกเล่าเรื่องราวของชีวิต - จบวิศวะ แต่ดันชอบเขียนหนังสือกับวาดรูป ชอบอ่านนิยายกับถ่ายภาพ ชอบฟังเพลงกับเล่นกีต้าร์ได้นิดหน่อย เรียนสายวิทย์มาแต่ตอนนี้รู้แล้วว่าชอบเรียนภาษามากกว่า ร้อยแปดพันเก้าที่ตีกันในตัวเอง เราก็จะเล่าเรื่องงงๆพวกนั้นแหละ

Comments

Thinking_Kid
4 months ago
ขอให้คุณฝึกความใจเย็น และเข้มแข็งขึ้นในทุกวันนะคะ สู้ต่อฮ้ะ
Reply
ccLi0ni3
4 months ago
ขอบคุณมากครับ ผมยังคงฝึกฝนในทุกๆวันครับ ^^
nananatte
4 months ago
คุณไมได้ฆ่าพ่อของคุณหรอกค่ะ แต่คุณทำร้ายตัวเอง
กัดกร่อนตัวเองด้วยคำพูดเผ็ดร้อน... ที่ก็คงจะยังอยู่กับคุณไปตลอดกาล จนกว่าคุณจะสามารถให้อภัยพ่อของคุณและอภัยให้ตัวคุณเองได้

ไม่ง่ายหรอกค่ะ ที่จะผ่านทั้งหมดนี้ไปได้
แต่คุณ ccLiOni3 มีแนวโน้มที่ดีหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการยอมรับความจริง สามารถเรียบเรียงและลำดับความคิดฉากเหตุการณ์ทั้งหมดออกมาได้

อย่างหนึ่งที่คุณเรียนรู้แน่นอนจากเหตุการณ์นี้คือ คุณรู้คุณค่าของการทำทันทีและจะไม่รอให้สายเกินไปอีกแล้ว ไม่ว่าจะกับแม่ กับน้อง หรือกับด้านอื่นๆ ของชีวิต เพราะคุณเรียนรู้ด้วยวิธีเจ็บปวดที่สุด สิ่งที่คุณได้รับมาเป็นสิ่งมีค่ามาก เก็บไว้ให้ดีๆ นะคะ

อย่างหนึ่งที่เราบอกได้ก็คือ หากคนๆ หนึ่งหมดเวลาบนโลกใบนี้ เขาก็จะจากไปนะคะ ร่างกายมีสารพัดวิธีทำให้อวัยวะหยุดทำงานค่ะ 
คุณพ่อหมดเวลาของคุณพ่อแล้ว คุณพ่อจึงจากไป ไม่ใช่ความผิดของคุณหรอกค่ะ

ขอแสดงความเสียใจด้วยนะคะ
ขอให้คุณและครอบครัวมีจิตใจที่เข้มแข็งค่ะ
Reply
ccLi0ni3
4 months ago
ขอบคุณสำหรับข้อคิดนะครับ ผมอ่านที่คุณพิมพ์แล้วรู้สึกว่ามันเป็นคำปลอบใจที่ดีมากจริงๆ 
Deux
4 months ago
เห็นด้วยกับคุณ nananatte
U-chom
4 months ago
สู้ๆนะคะ อดีตเราไม่สามารถแก้ไขได้อีกแล้ว รักในสิ่งที่ตัวเองกำลังทำในปัจจุบัน มองถึงอนาคต และเก็บความทรงจำในอดีตให้เป็นบทเรียนต่อไป
เก็บความทรงจำดีๆที่มีต่อคุณพ่อของคุณและคุณเมื่อตอนที่ยังเด็ก เพื่อบรรเทาความเจ็บปวดของหัวใจคุณ
ว่าครั้งหนึ่ง คุณและคุณพ่อ อย่างน้อยก็เคยมีความสุขไปด้วยกัน เคยเรียนรู้อีกครึ่งชีวิตของคนๆหนึ่งไปด้วยกัน แม้ปลายทางจะจบไม่สวยนัก ปล่อยมันไป ทุกตอนจบมักเริ่มใหม่ได้เสมอกับคนที่ยังอยู่กับคุณ
Reply