Dialogue in the dark กับบทเรียนใหม่ในความมืด
    หลังจากครบรอบวันเกิดเข้าสู่วัยเบญจเพสได้เพียงหนึ่งวัน ผู้เขียนมีโอกาสหยุดพัก ทบทวน
เรื่องราวต่างๆ ที่เข้ามากระทบกระเทาะชีวิต หลายครั้งผู้เขียนรู้สึกว่าตัวเองกำลังก้าวเดินไปยัง
เส้นทางมืดบอดของชีวิตอย่างไม่มีวันสิ้นสุด และหลายครั้งเองก็พอจะสัมผัสได้ถึงแสงสว่างเล็ดลอดอยู่ตามริมทางพอให้ก้าวเดินต่อด้วยเช่นกัน หากแต่ที่กล่าวมานี้เป็นเพียงแค่เรื่องของความรู้สึกทั้งสิ้น ชีวิตจริงเรายังก้าวเดินต่อไปได้ตราบใดที่ลืมตา และเราจะหยุดพักยอมรับความมืดต่อเมื่อหลับตาลงเท่านั้น ดังนั้นความมืดจึงไม่ใช่สิ่งสลักสำคัญให้เราต้องเผชิญหน้าตราบเท่าที่มองเห็น

     ผู้เขียนเริ่มตระหนักถึงปัญหาการมองเห็นเมื่อไม่กี่อาทิตย์ที่ผ่านมา ผู้เขียนเข้าเรียนวิทยาลัยสารพัดช่างแห่งหนึ่งโดยเลือกเรียนวิชาเย็บกระเป๋าหนังแฟชั่น ซึ่งเป็นสิ่งน่าสนใจไม่น้อยเพราะการทำงานแฮนด์เมดกำลังเป็นที่นิยมในช่วงนี้ ดังนั้นจึงได้สมัครเข้าเรียน แต่เมื่อเข้าเรียนได้หนึ่งอาทิตย์ผู้เขียนกลับพบปัญหาของตัวเองที่ไม่เคยรู้มาก่อนนั่นคือปัญหาด้านสายตา ถึงคราวเย็บผ้าโดยใช้เครื่องจักรหรือเย็บมือก็ตาม ผู้เขียนมักจะเย็บไม่ตรงกับแพทเทิร์นที่วางไว้เสมอ นับเป็นสิ่ง
น่ารำคาญใจอย่างมาก หลังจากนั้นไม่นานผู้เขียนจึงขอเวลาให้ตัวเองหยุดคิดจนเกิดคำถามหนึ่งในใจ
“ขนาดมองเห็นยังเป็นขนาดนี้ แล้วถ้าวันหนึ่งเรามองไม่เห็นขึ้นมา จะใช้ชีวิตได้อย่างไร?”     นี่คือคำถามสำคัญที่ทำให้ผู้เขียนหวาดกลัวการมองไม่เห็นเป็นอย่างมาก ความมืดมันเปล่าเปลี่ยวเกินกว่าจะรับรู้การมีอยู่ของสิ่งต่างๆ รอบตัว อย่างน้อยที่สุดการมองเห็นในวันที่ผู้คน
ไร้บทสนทนากันเช่นนี้ มันก็อุ่นใจได้มากกว่าการมองไม่เห็นอะไรเลยด้วยซ้ำ

. . .

     “Dialogue in the dark” เป็นนิทรรศการแรกที่ผู้เขียนนึกถึงเป็นอันดับแรกเพราะเคยไปมาก่อนครั้งหนึ่ง (ด้วยความบังเอิญ) แต่คราวนี้ผู้เขียนตั้งใจมาเพื่อค้นหาคำตอบของคำถามเมื่อสักครู่พอเดินทางมาถึงนิทรรศการแล้วผู้เขียนพบกับป้ายขนาดใหญ่ด้านหน้าทางเข้า บอกเล่าถึงที่มาและความสำคัญของนิทรรศการตามวัตถุประสงค์ของผู้ก่อตั้งซึ่งต้องการให้ผู้เข้าชมเข้าใจและใส่ใจกับเหล่าผู้คนที่มองโลกไม่เหมือนกับเราๆ

     ในเมื่อเราจะเข้าไปถอดบทเรียนแห่งความมืด ดังนั้นสิ่งใดก็ตามที่ดวงตาเราสามารถมองเห็นได้ จึงไม่ใช่สิ่งจำเป็นอีกต่อไป หากแต่เป็นไม้เท้าหนึ่งอันเท่านั้นที่ช่วยนำเราเดินทางเข้าไปยังโลกอีกใบ นอกจากนี้ผู้เข้าชมงานสามารถนำเงินบางส่วนติดตัวเข้าไปใช้หากต้องการอุดหนุนของทานเล่นจากพี่ๆ ที่คอยบริการในงานได้เช่นกัน

     และแล้วการเดินทางในความมืดก็เริ่มขึ้น...

     14:30 น. เมื่อทุกคนเตรียมตัวพร้อม เจ้าหน้าที่ด้านหน้าทางเข้าจึงพาผู้เขียนและผู้เข้าชมท่านอื่นเข้างานตรงตามเวลาที่กำหนดไว้ ปกติแล้วแสงที่ส่องจากเพดานในอาคารสว่างพอเหมาะกับดวงตาของเรา แต่เมื่อเดินก้าวเข้าไปสู่งานทีละก้าว แสงเหล่านั้นเริ่มจ้ากว่าเดิมตั้งแต่เดินเข้าไปในความมืดซึ่งเข้าครอบงำทีละน้อย จนผู้เขียนรู้สึกโหยหาแสงสว่างที่เดินจากมาไกลอยู่พอสมควร แสงส่องริบหรี่ลง และในที่สุดก็ไม่เห็นมันอีกต่อไป พอเดินมาได้สักระยะหนึ่ง เจ้าหน้าที่หน้างานจึงส่งไม้ต่อไปให้ไกด์ชื่อ “พี่มด” เพียงแค่ห้องแรกผู้เขียนรู้สึกหวาดหวั่นไม่น้อยเพราะมีอยู่สองอย่างที่สามารถเชื่อถือได้นั่นคือการใช้ประสาทสัมผัสจากมือเท้าและการใช้หูฟังเพียงเท่านั้น แน่นอนว่าเสียงที่ได้ยินบ่อยที่สุดจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากพี่มด ด้วยน้ำเสียงร่าเริงของพี่มดนั้นเป็นสิ่งสำคัญคอยปลอบใจให้ผู้เขียนคลายกังวลไปได้บ้าง แม้จะเคยมาแล้วก็จริงแต่นั่นมันสี่ปีที่แล้ว ดังนั้นผู้เขียนจึงจดจำรายละเอียดของสิ่งต่างๆ ในงานได้ไม่มากนัก
เมื่อประสาทสัมผัสด้านการมองเห็นไม่ถูกนำมาใช้ ดังนั้นเราจะเห็นค่าของการสัมผัส
และการฟังมาก
     นี่คือสิ่งที่ผู้เขียนเข้าใจเป็นอย่างยิ่งเมื่อต้องออกเดินนำหน้าเพื่อนร่วมเดินทางอีก 7 คน ผู้เขียนฟังเสียงพี่มดอย่างตั้งใจแต่ก็รู้ว่าตัวเองเริ่มยิ้มขึ้นบ้างเมื่อพี่มดสร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้เข้าชมท่านอื่นผ่านการเรียกชื่อหลายๆ คนอยู่บ่อยครั้ง ชื่อของแต่ละคนจะถูกพี่มดเรียกมาไม่ซ้ำกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้เขียนประทับใจมากที่พี่มดพยายามจำชื่อพวกเราให้ได้ เพราะการจดจำชื่อคนมากมายในระยะเวลาอันสั้นนั้นเป็นเรื่องที่ผู้เขียนด้อยความสามารถจะทำจริงๆ

     เมื่อมาถึงย่อหน้านี้แล้วคุณผู้อ่านอาจจะคิดว่าเป็นนิทรรศการที่มองไม่เห็นก็จริง แต่ก็ดูไม่น่าจะมีอะไรดึงดูดนักเพราะทุกอย่างเราก็แค่ทำตามที่ไกด์บอก “เปล่าเลย” สำหรับผู้เขียนคิดว่าสิ่งที่น่าสนใจคือการไปสัมผัสกับพื้นที่เดิมๆ ที่เราสามารถเห็นได้ในชีวิตประจำวัน “ใช่ครับ” นั่นคือการมองเมื่อไหร่ที่คุณผู้อ่านหลับตาลงแล้วใช้เพียงมือสัมผัสและไม้เท้าคลำทาง คุณผู้อ่านอาจจะพบกับความรู้สึกบางอย่างที่คุณไม่เคยคิดถึงมันมาก่อนก็ได้ มีหลายอย่างในนิทรรศการที่ทำให้ผู้เขียนประหลาดใจได้จากการมองไม่เห็น ไม่ใช่แค่พื้นที่เดิมๆ ที่เราเคยเห็นกันด้วย ในงานนี้ยังมีเรื่องราวต่างๆ ที่ถูกสร้างขึ้นมาให้ผู้เข้าชมตกใจอยู่พอสมควรด้วย

     “หวาดหวั่นใจ” เป็นสิ่งที่ผุดขึ้นมาเป็นอย่างแรกตามสัญชาตญาณของผู้เขียนหลังจากที่มอง
ไม่เห็นอีกต่อไป แม้ทางเจ้าหน้าที่กับพี่มดจะบอกไว้ว่าภายในนิทรรศการไม่มีสิ่งอันตรายแน่นอน
แต่ผู้เขียนก็อดคิดไม่ได้จริงๆ จนผู้เขียนรู้สึกถึงลมหายใจของตัวเองตลอดเวลา แม้จะกลัวไม่น้อยแต่การได้พูดคุยกับพี่มดในช่วงระยะเวลาหนึ่งแล้วกลับทำให้ผู้เขียนเปลี่ยนความคิดไปและเชื่อใจในตัวพี่มดมากขึ้น แต่หากจะให้พูดจริงๆ ผู้เขียนกลับมองถึงขั้นที่ว่า ถ้าคนมองไม่เห็นต้องเผชิญอันตรายที่ไม่มีใครมาคอยบอกได้แล้วนั้น พวกเขาจะหวาดหวั่นใจและเชื่อใจใครได้บ้างบนโลกสีดำของพวกเขา

     “รำคาญใจ(ตัวเอง)” เป็นความรู้สึกที่สองที่ผู้เขียนเผชิญหลังจากเดินทางในความมืดได้สักพัก ปกติเรามองเห็นสิ่งต่างๆ รอบตัวแล้วเราสามารถตัดสินมันว่ามีคุณลักษณะอย่างไร ควรหลีกเลี่ยงให้ห่างจากตัวหรือไม่ แต่วันนี้ผู้เขียนต้องใช้การสัมผัส การดม และการฟังเท่านั้น จึงไม่อาจตัดสินได้ว่าสิ่งที่เรารับรู้ได้จะเป็นสิ่งที่เรารู้จักจริงๆ เราอาจจะคิดว่ากลิ่นนี้เสียงนี้คือสิ่งนี้สิ่งนั้นที่เราคุ้นชิน  "เปล่าเลย" และนั่นทำให้ผู้เขียนรู้สึกรำคาญตัวเองไม่น้อยกับการพบเจอสิ่งของที่เรารู้สึกคลับคล้ายคลับคลา ทว่านึกไม่ออกว่ามันคืออะไร มันเป็นอารมณ์ค้างคาใจไม่น้อยจนต้องให้พี่มดเฉลย เมื่อรู้สึกตัวอีกทีผู้เขียนก็ร้องอ๋อลากยาวไปถึงไหนต่อไหนแล้ว

     พอมาถึงจุดหนึ่งผู้เขียนก็พอจะนึกขึ้นได้ว่า ขนาดเราเข้ามานิทรรศการแห่งความมืดนี้ยังมีโอกาสเผชิญโลกสีดำสนิทเพียงแค่ไม่กี่อึดใจ แต่ยังมีผู้คนอีกมากมายคนผู้ซึ่งไม่เคยเห็นภาพของสิ่งต่างๆ แล้วต้องใช้ชีวิตในโลกแห่งความมืดนี้ไปเรื่อยๆ พวกเขาจะรู้สึกอย่างไร

     “น่าสนใจ” ความรู้สึกนี้เกิดขึ้นจากพื้นที่ที่ผู้เขียนเชื่อว่า หลายคนคงมีอยู่แล้วสักส่วนหนึ่งของบ้าน แม้ว่าจะเป็นพื้นที่เล็กๆ หากแต่ผู้เขียนควานหาสิ่งที่ควรจะมีอยู่ในห้องนานกว่าจะเจอสิ่งที่
บ่งบอกถึงความเป็นห้อง แม้พี่มดจะบอกว่าเป็นห้องเล็กๆ แต่ความเล็กที่ว่ากลับกว้างเกินกว่าภาพจากดวงตาของเราเคยบอกเอาไว้ นั่นทำให้ผู้เขียนรู้สึกสนใจในเรื่องของการใช้ห้องนี้เป็นห้องแรกของการเดินทาง เป็นห้องเริ่มบทสนทนาเพื่อทำความรู้จักกันระหว่างพี่มดและผู้ร่วมเดินทาง ตรงตามหน้าที่ที่ห้องนี้ควรจะเป็น ก่อนที่เราจะออกจากพื้นที่นี้ไปยังห้องที่สองซึ่งสร้างบรรยากาศที่หลายคนคุ้นเคย อาจจะเคยไปอยู่บ่อยครั้ง ทุกอย่างที่สัมผัสได้ดูสดใหม่ราวกับว่าชีวิตผู้เขียนไม่ได้แตะธรรมชาติแบบนี้มาก่อน ความชุ่มช่ำเหล่านี้ล้วนห่างไกลจากเราเหลือเกินหากมองด้วยตา
เพียงอย่างเดียว

     “ประหลาดใจ” เป็นความรู้สึกที่แวบเข้ามาเมื่อรู้ว่าจะได้ลองไปนั่งยานพาหนะที่คุ้นเคยซึ่งตั้งอยู่ภายในห้องที่สาม เป็นสิ่งที่ใครๆ ก็รู้จัก แต่คราวนี้เมื่อไม่ได้มองเห็นแล้วเราจะต้องใช้การสัมผัสเท่านั้นที่พาเราขึ้นไปบนรถโดยสารคันนี้ได้ ผู้เขียนปฏิบัติอย่างเคร่งครัดตามที่พี่มดบอกทุกขั้นตอน ถ้าผู้เขียนบอกไปคุณผู้อ่านคงรู้ได้ทันทีว่าพาหนะที่ว่าคืออะไร แน่นอนว่าผู้เขียนและเพื่อนร่วมเดินทางรู้สึกตื่นเต้นไม่น้อย (สังเกตได้จากน้ำเสียงหลายคนที่นั่งข้างๆ ผู้เขียน) แม้พื้นที่โดยสารจะจำกัดแต่ทางนิทรรศการก็สร้างความประหลาดใจให้กับผู้เขียนอยู่พอสมควร ทั้งบรรยากาศธรรมชาติที่ถูกสร้างขึ้นมาจากข้างทาง รวมทั้งเสียงผู้คนมากมาย เสียงการจราจรวุ่นวาย แต่กลับสร้างความรู้สึกประหลาดใจได้เมื่อเราไม่ได้สัมผัสสิ่งเหล่านี้ในรูปแบบเดิม

     ห้องสุดท้ายที่พี่มดพามานี้เป็นห้องสำคัญที่สุดในการใช้ชีวิตในโลกมืดบอดนี้ เพราะเป็นห้องที่ทำให้เราเห็นความสำคัญของการมีชีวิตอยู่ มนุษย์ทุกคนจะดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยการหาเลี้ยงชีพและผู้คนในห้องนี้ก็เช่นกัน มีการแลกเปลี่ยนสินค้าโดยใช้เงินตราเหมือนร้านค้าทั่วไป สินค้าที่ได้ไม่ต่างจากร้านสะดวกซื้อมากนัก โดยในห้องนี้เราจะได้ยินเสียงของพนักงานขายของเรียกชื่อลูกค้าทั้งหมดที่พี่มดพามา โดยเราสามารถเลือกซื้อสินค้าในนี้ได้ตามที่พี่ๆ พนักงานบอก พอคุณผู้อ่านมาถึงจุดนี้แล้วคงพอจะจำได้ที่ผู้เขียนบอกไว้ว่าห้องแรกนั้นเป็นห้องสำหรับเริ่มบทสนทนา ห้องที่สี่นี้เองก็เปรียบเสมือนห้องสุดท้ายที่พวกเราจะได้พูดคุย เปิดใจเกี่ยวกับการเดินทางในช่วงเวลาแสนสั้น หรือมีเรื่องราวอะไรอยากเล่าให้พี่มดฟัง ส่วนพี่มดเองก็เล่าเรื่องราวต่างๆ ให้พวกเราฟังอีกด้วย รวมถึงกล่าวคำอาลาหรืออะไรก็ตามแต่ ก่อนจะเดินไปยังทางออกผู้เขียนเริ่มรับรู้แสงสีนวลค่อยๆ โอบกอดดวงตาของเราอีกครั้ง และยังคงมีพี่มดเดินออกมาส่งด้วยรอยยิ้มที่ผู้เขียนสัมผัสได้ถึงความสุขใจแม้พี่มดจะไม่เห็นว่าเรายิ้มให้ก็ตาม อย่างน้อยที่สุดพี่มดคงจะสัมผัสได้ถึงความรู้สึกบางอย่างจากน้ำเสียงของผู้เขียนซึ่งกล่าวอำลาด้วยความรู้สึก “อบอุ่นใจ”

     ผู้เขียนปรับสายตาจนเห็นแสงสว่างเหมือนเดิม เดินออกจากนิทรรศการเพื่อใช้ชีวิตแบบเดิม
อีกครั้ง... สำหรับผู้เขียนแล้วความมืดที่ได้พบเจอตลอดเกือบสองชั่วโมงนี้เป็นเพียงแค่เศษเสี้ยวหนึ่งเท่านั้นเมื่อเทียบกับพี่มดเผชิญหลังจากออกจากห้องทั้งสี่นี้แล้ว “หวาดหวั่นใจ รำคาญใจ น่าสนใจ ประหลาดใจ และอบอุ่นใจ" ล้วนเป็นความรู้สึกที่พี่มดบอกเล่าให้ผู้เขียนฟังตลอดการเดินทาง จริงๆ แล้วพี่มดสามารถนึกภาพตามได้บ้างเพราะยังคงมองเห็นอยู่แม้จะไม่ใช่ในระดับที่เราๆ
มองเห็นเป็นปกติก็ตาม นั่นเองก็ถือเป็นเรื่องดีเรื่องหนึ่งในชีวิตของพี่มด เพราะหลายคนเป็นผู้พิการทางสายตาตั้งแต่กำเนิด พวกเขาไม่สามารถนึกภาพได้หรืออาจจะทำได้แต่เป็นเรื่องลำบากพอสมควร สำหรับการได้มาเป็นบุคคลมองไม่เห็นในช่วงเริ่มเข้าวัยเบญจเพสของผู้เขียนนั้น ทำให้เห็นบางอย่างที่ไม่เคยเห็น เข้าใจบางอย่างที่ไม่เคยเข้าใจ และจดจำบางมุมมองที่ไม่เคยรู้มาก่อน มุมมองที่ว่าเป็นประโยคจากพี่มดที่ผู้เขียนยังคงจำได้มาจนถึงทุกวันนี้

“ผู้พิการทางสายตาไม่ได้เรียกร้องให้คนอื่นมาเห็นใจ ขอแค่เข้าใจพวกเขาบ้างก็พอแล้ว” 
     ณ ห้องที่สี่ 4 นิทรรศการ “Dialogue in the dark”
     25 ตุลาคม 2561
SHARE
Writer
Jihahblablabla
Amatuer Writer
อยากเขียนเท่าที่อยากเขียน

Comments

Gorgeoussky
5 months ago
เคยไปมาเหมือนกันเม่ือหลายปีก่อน ประทับใจมาก:)
Reply
Jihahblablabla
5 months ago
ลองไปดูอีกสักรอบ เผื่อจะประทับใจมากขึ้นโนะ :D
Gorgeoussky
5 months ago
คงไม่ได้ละล่ะ:)
Jihahblablabla
4 months ago
งั้นเดี๋ยวถ้าเราไปอีกจะเขียนมาให้อ่านอีกรอบนะครับ :)