ว่าด้วยศักยภาพ "คนรุ่นใหม่" ในแง่การทำงาน และ วัฒนธรรมแอนตี้การใช้สมอง


โพสต์นี้เป็นการสรุปจากประสบการณ์ส่วนตัวผม ซึ่งก็อาจไม่ตรงกับประสบการณ์ของใคร ดังนั้น โปรดใช้จักรยานในการรับชม

แต่ก่อนผมก็คิดว่าปัญหาที่คนรุ่นๆผมต้องเผชิญ เมื่อจบออกไปทำงานจะเป็นเรื่องของการต้องทนอยู่ภายใต้หัวหน้าที่เป็นคนแก่หัวโบราณ จะทำนู่นนี่ก็ขัดไปหมด อย่างเดียว

แต่พอเวลาผ่านไป ผมก็คิดว่า จริงๆมันมีปัญหาใหญ่มากอีกอย่าง ที่ผมลืมคิดไปในสมการ นั่นคือ ปัญหาที่เกิดกับคนรุ่นใหม่เอง (ไม่ใช่เพราะโดนคนแก่ขัดขาโดยตรง)

ผมว่าส่วนสำคัญของความเป็นคนรุ่นเก่าเลย คือ ความขยันอดทน ซึ่งถามว่าดีมั้ย มันก็ดี แต่ถ้าเป็นการ "ขยันออกแรง" / ขยันผลิตซ้ำสิ่งเดิมๆ" แต่ไม่ขยันคิด มันถือเป็นอะไรที่ "ตกยุค" เอามาก ๆ

เพราะโลกได้เปลี่ยนไปแล้ว (หรือให้ชัดคือ "ความสัมพันธ์ทางการผลิต" เปลี่ยนไปแล้ว) สมัยนี้การแข่งขันและมูลค่าทางการผลิต/บริโภค ไม่ได้วัดกันที่ใครขยันกว่า ออกแรงได้เยอะกว่า แต่เป็นใครคิดได้มากกว่า เริ่มได้เร็วกว่า แทน

นายทุนไม่ได้จำเป็นต้องจ้างมนุษย์ที่มีประสิทธิภาพแค่เศษขี้เล็บของ Google มาทำงานอีกต่อไป ซึ่งในส่วนของคณะและสายอาชีพที่เฉพาะทาง เช่น คนไปเปิดดูคลิปผ่าตัด แล้วมาผ่าตัดแบบหมอโดยที่ไม่ได้จบหมอมา ไม่ได้ แต่คณะเหล่านี้ก็เปิดรับคนน้อย

ในขณะที่มีอีกหลายคณะที่เนื้อหาที่เรียนๆกันในคลาสก็หาได้ตาม Google ก็ไม่ได้มีความจำเป็นที่ต้องเสียเงินจ้างคนเหล่านี้มากมายเหมือนยุคก่อนมีอินเทอร์เน็ต

แต่ที่เราคาดๆการณ์กันไว้ว่าสิ่งที่คนรุ่นใหม่จะมีมากกว่าคนรุ่นเก่า คือ
มุมมองต่อโลกที่กว้างกว่า ความเชี่ยวชาญในเทคโนโลยี และ ไอเดียต่างๆ
(แต่ส่วนที่ถูกเน้นที่สุด คือ ไอเดีย)

ความซวยมันเกิดขึ้นตรงนี้แหละ ตรงที่ว่าเอาเข้าจริงๆแล้ว คนรุ่นใหม่(ในไทย) ไม่ได้มีไอเดียอะไรมากมายแบบที่เราคาดคิดกันไว้ เพราะอะไรกัน ? ก็เพราะว่า ไอเดีย ไม่ใช่สิ่งที่จู่ๆก็โผล่ขึ้นมาในหัวโดยไม่ต้องทำอะไร ไอเดียมาจากการตกผลึกของความคิด และ ความคิดก็มาจากความรู้

การที่แอปเปิ้ลตกใส่หัวนิวตัน เป็นเหมือนประกายไฟที่ถูกจุดขึ้นให้ลุกไหม้
โดยที่มีเชื้อเพลิง คือ ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ของนิวตันที่สั่งสมมานานแล้ว

ทีนี้ตัดภาพมาที่ประเทศเรา เราโตมากับวัฒนธรรมที่
"ต่อต้านการคิด ดำรงชีวิตด้วยการท่องจำ"
สังเกตได้จากงานกลุ่ม / ชมรม ต่างๆในมหาลัย ผมว่าเป็นตัวอย่างที่ดี ในแง่ของการเป็นการรวมกลุ่มทำงาน ที่ไม่ได้ถูกคนรุ่นก่อนชักใยอะไรมาก ถ้าจะมีปัญหามันก็มาจากความคนรุ่นๆเรานี่แหละ

สิ่งที่ผมสังเกต (รวมถึงการที่คนอื่นมาเล่าให้ฟัง) เห็นว่ามีความอนุรักษ์นิยมสูงมาก ซึ่งถ้าถามคนรุ่นๆผมรายบุคคล ผมว่าร้อยละ 70-80% เลยบอกว่าไม่ค่อยชอบอนุรักษ์นิยม แต่กลับมี Mindset ต่อการทำงานที่อนุรักษ์นิยมซะอย่างงั้น

ผมขอขยายความก่อนว่าความ "อนุรักษ์นิยม" ที่ว่าไม่ได้เป็นความอนุรักษ์เชิงสัญญะ เชิงพิธีการ ที่ต้องมีการแต่งองค์ทรงเครื่อง ดอกไม้ธูปเทียน ฯลฯ แบบนั้น แต่ที่ผมหมายถึง คือ การ "ตัด" ความเป็นไปได้ในการทำงาน/ในการแก้ปัญหา อื่นๆ นอกจากที่คนรุ่นก่อนเคยทำ ทิ้งไป

ในส่วนของความครีเอทีฟ ไอเดีย ใหม่ๆจะออกมาในรูปแบบของการประดับตกแต่ง ให้ดูจ๊าบ ดูเก๋ตื่นตาตื่นใจ ในขณะที่กระบวนการทำงาน สภาพการทำงาน เหมือนเดิม ซึ่งก็มีแต่รอวันให้กงล้อแห่งกาลเวลาบดขยี้กลุ่มนั้นๆไป

ซึ่งไม่ได้แปลว่าคนรุ่นใหม่โง่ คิดไม่ได้ คิดไม่เป็น อะไรขนาดนั้น คนที่คิดได้ คิดเป็นก็มี
แต่ถ้าไม่ได้ 1.รวย 2.มีอำนาจ 3.ขยันออกแรงกว่าชาวบ้าน 4.เสียงดัง (นั่นไง โลจิคแบบ Babyboomer ก็มา)
ก็ไม่มีใครให้ค่ากับ "ไอเดีย" นั้น และนี่ไม่ใช่แค่เรื่องของการ "บูชาตัวบุคคล" หากแต่เป็นวัฒนธรรมแอนตี้การใช้สมอง

ยุคสมัยเปลี่ยนไปแล้ว คนรุ่นใหม่(ควร)จะให้คุณค่ากับ "ไอเดีย" มากๆ เพราะนั่นเป็นจุดแข็งของยุคสมัยเรา แต่กลับกลายเป็นว่า คนรุ่นเรายังต้องไปอ้างอิงสิทธิในการเสนอไอเดีย จากการ "ทำงานเยอะ ออกแรงเยอะ ทุ่มเทเยอะ" ทำให้นานๆไป คนที่ได้เป็นผู้นำจึงไม่ใช่คนที่มีสกิล คนที่แก้ปัญหาเป็น หากแต่มักเป็นคนที่ "เสียงดัง" กว่าเพื่อน คนที่ดูโดดเด่นเตะตา หรือ คนที่ขยันออกแต่แรง 

พวกคนที่เป็นนักคิดก็ค่อยๆถูกกีดกันออกไปเนื่องจากคน "ขี้เกียจ" มาคิดตาม ทฤษฎี,สมมุติฐาน,การคาดคะเน หรืออะไรที่มันต้องใช้สมอง "ไอเดีย" ที่หลุดรอดออกมาเป็นภาคปฏิบัติได้ จึงเหลือแต่ไอเดียแนวตื่นตา ตื่นใจ แต่ไม่ตื่นรู้ทางวิธีคิด และแน่นอนว่าจะนำไปสู่การ "แก้ปัญหาไม่เป็น" และความงานพังเละเทะ เพื่อนก็แตกคอกันเอง แต่ไม่เป็นไรรูปถ่ายงานมันออกมาดูตื่นตาดี ช่างมันไป  ให้คนรุ่นใหม่กว่ากูมารับกรรมต่อ

ซึ่งมันก็ไม่ได้ผิดหากคนรุ่นใหม่อยากเลือกทำอะไรเก่า ๆ แต่ถ้าจะสมาทานวิธีคิดแบบแอนตี้การใช้สมองแล้ว ก็ควรมีการปรับปรุงตัวเองให้ ขยันท่องจำ ขยันออกแรง ขึ้นทดแทน ไม่งั้นก็กลายเป็นว่า "ให้คิด" ก็ขี้เกียจ "ให้ทำ" ก็ขี้เกียจ แล้วเราจะเหลืออะไรกัน ?
แล้วเรากล้าพูดว่าเรา "ใหม่" กว่าคนรุ่นเก่าได้ยังไง ?
(และแน่นอนว่านี่เป็นหนึ่งในผลผลิตจากระบบการศึกษาระยำๆแบบไทย)

พอผมได้คุยกับคนรุ่นเก่า (50+) หลายๆคน ผมเห็นว่าเขาใจกว้างและเปิดรับคนรุ่นใหม่มากพอสมควร เขาเองก็รู้ว่าคนรุ่นเขาก็ไม่ได้เก่งไปทุกเรื่อง มีหลายเรื่องที่ต้องให้คนรุ่นใหม่สอน เขาฟังคนรุ่นใหม่กว่าที่เราคิด (แต่คนปิดใจก็มี)

ดังนั้นในมุมมองผม ปัญหาที่คนรุ่นเราๆต้องเผชิญเลยไม่ใช่แค่ จะโดน"ระบบ"หรือ"คน"รุ่นเก่าๆถีบสกัด แต่มีปัญหาที่เกิดจากวัฒนธรรมหลีกเลี่ยงการใช้สมอง ของคนรุ่นใหม่กันเอง ที่เป็นการทำลายคุณค่าชิ้นสำคัญของ "คนรุ่นใหม่" ซะเอง












SHARE
Writer
PSYLENT
Rapper
อดีตนักเขียน Music Column @JOOX ,บรรณาธิการกลุ่มการศึกษาเพื่อความเป็นไทรุ่น 1-4 ปัจจุบันเป็น Rapper ปากหมาจากวงซ้ายจัดชื่อ Kalibut ใน A.K.A PSYLENT และเป็นนักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (รังสิต) สนใจในประเด็น ปรัชญาการเมือง,ดนตรี,เพศ มีทั้งความสาระดีและสารเลว ปะปนกันไป สำหรับการจ้างงานเขียน หรือ อยากพูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องตั่งต่าง ติดต่อได้ผ่าน FB: มือกลอง กบฏ เด้อครับเด้อ

Comments

SUNSHINESAI
6 months ago
ชอบจังค่ะ
Reply
PSYLENT
6 months ago
ขอบคุณคร้าบ :D
RatiNic
6 months ago
เยี่ยมมากเลยค่ะ
Reply
PSYLENT
6 months ago
ขอบคุณคร้าบ