บทที่ 1. เปลี่ยนแปลงได้เสมอ
 ชีวิตของปถุชนคนตดเหม็นอย่างเรา ๆ นี่ มันเปลี่ยนแปลงได้ตลอดนะครับ

เคยอาศัยนอนอยู่บ้านดี ๆ บางทีก็มีเหตุจำเป็นต้องย้ายที่อยู่ เคยมีอาชีพการงานมั่นคงอยู่ดี ๆ รู้อีกทีกลายมาเป็นคนว่างงานเสียอย่างงั้น

คนในครอบครัวที่อยู่กันพร้อมหน้าวันดีคืนดีก็มีคนหนึ่งที่จากไปแบบไม่มีวันกลับ

วันนี้มีเขาอยู่ข้างกาย อนาคตกลายเป็นคนที่ต้องใช้ชีวิตอยู่คนเดียว

เคยใช้ชีวิตแบบเป็นคู่ จู่ ๆ ต้องมานั่งทานข้าวคลุกน้ำตาอยู่คนเดียว

เห็นไหมละว่าอะไร ๆ มันก็เปลี่ยนแปลงได้เสมอแหละ

ไม่ใช้แม้แต่ชีวิตที่จับต้องได้หรือเห็นกันจำ ๆ ไอ้ของที่ไม่เห็นมันก็เปลี่ยนแปลงได้เหมือนกัน มันคืออะไรนะเหรอ

อารมณ์ กับความรู้สึก ยังไงละ

วันนี้สุขใจพรุ่งนี้ทุกข์ใจ ชั่วโมก่อนเพิ่งดีใจผ่านไปแปปเดียวมานั่งเสียใจ ตอนอยู่กับคนเยอะ ๆ ก็สนุกดี แต่พออยู่คนเดียวก็เหงาหน่อย ๆ แต่บางทีอยู่กับคนเยอะมันก็เหงาได้เหมือนกัน

ว่าแล้วมาแล้วก็มีเรื่องเล่าให้อ่านกันนะครับ เป็นเรื่องของพี่ที่ทำงานมาด้วยกันนี่แหละ

พี่คนนี้ชื่อพี่แดน เป็นคนหาดใหญ่ มีเมีย 1 กับลูกชายอีก 1 ชีวิตคนทำงานชาวทะเลอย่างเรา ๆ ก็ไม่มีอะไรมากมาย เสร็จงานกลับบ้านตามปกติอะไรแบบนั้น แต่มีหนนี้ที่ชีวิตพี่แกจะไม่ปกติ

“ผมคงต้องย้ายไปอยู่กรุงเทพวะ” พี่แดนเปิดประเด็นบนโต๊ะทำงานเหล็กเชื่อมที่ผม กับพี่ กำลังนั่งเขียนเอกสารก่อนการเริ่มงาน

“แม่ผมอยากให้แฟนผม กับลูก ย้ายไปอยู่กรุงเทพ แน่นอนว่าผมก็ต้องย้ายไปด้วย”
“พอดีแม่อยากให้แฟนเขามาหางานทำในกรุงเทพ ได้สอบราชการอะไรแบบนั้นใหเรียบร้อยไป แล้วระหว่างรอสอบก็ช่วยแม่ขายข้าวแกงไปด้วย” 
 
พี่แดนทำหน้าเศร้า ๆ เซ็ง ๆ ไอ้ตัวผมก็เหมือนกับจะรู้ว่าแกคิดอะไรอยู่ในหัวเลยพูดจาเหมือนปลอบใจออกไป

“ไม่อยากย้ายออกจากบ้านเกิดหรือไงพี่”
“ใช่ ผมไม่ได้ชอบกรุงเทพเลย เคยไปอยู่ตอนฝึกงานมันไม่สนุกเลยนะ”
“พี่อยู่แถวไหนละ”
“อ่อนนุช กับรัชดา ร้านข้างแกงของแม่มีอยู่ 2 ที่”

ลืมบอกไปว่า แม่ของพี่แดนไปเปิดกิจการขายข้าวแกงอยู่ที่กรุงเทพมาได้สักพักใหญ่ ๆ แล้วละครับ และยังขายดิบขายดีอีกด้วย... ช้าวแกงใต้นะ

ผมเชื่ออย่างหนึ่งว่าชีวิตเรานั้นหนาเมื่อถึงจุด ๆ หนึ่ง มันก็จะมีการเปลี่ยนแปลงขึ้นมา เราหนีมันไม่พ้นหรอก แต่ไอ้ครั้นจะไปสั่งไปสอนไปบอกคนอื่นมันก็ไม่ใช่ที่ เพราะทุกคนนั้นมีความคิดเป็นของตัวเองอยู่แล้ว สิ่งที่เรา ๆ หรือท่านทั้งหลายจะทำได้คือ การดึงเอาความคิดของเขานั้นออกมาให้มันชัดเจนยิ่งขึ้น

“แล้วถ้าย้ายไปกรุงเทพมันก็เป็นเรื่องดีอย่างนึงนะพี่” ผมพูด
“ยังไงเหรอ” พี่แดนถาม
“พี่กับครอบครัวไม่ได้ไปกันแบบตัวเปล่าเหมือนอื่น ๆ นะ ที่ต้องไปหาบ้านเช่าหาชีวิตหางานอะไรแบบนั้น”

พี่แดนหยุดนิ่งแล้วทำสายตาเหมือนให้ผมพูดต่อไป

“พี่ แฟน ลูก ไปที่นั่นแล้วก็มีที่อยู่เลยนะ มีกิจการรอให้ทำอยู่ที่นั่นด้วย แล้วยังเป็นงานครอบครัว อยู่กับคนที่เรารักไงพี่”
“มันก็จริงนะ”
“ระหว่างที่แฟนพี่รอสอบบรรจุเขาก็ช่วยแม่พี่ขายข้าวแกงไป มีงานมีอะไรทำ ดีจะตาย”

พี่แดนก็ยิ้มขึ้นมาได้ แล้วก็เริ่มจะพูดออกมาบ้าง

“แม่ผมเคยบอกไว้ว่า บางทีเราก็ต้องย้ายถิ่นฐานเสียบ้างนะ ตอนแม่อยู่หาดใหญ่แม่บอกว่าแม่ไม่ได้มีอะไรเลย จนพอย้ายมาอยู่กรุงเทพ โอกาสมันก็เข้ามาหา ไปได้ร้านขายข้าวแกงที่เขาเซ้งมาอีกที ก่อนจะทำการปรับปรุงตามสูตรของแม่ผมเอง”

พี่แดนยิ้มแย้มแล้วพูดต่อ

“แล้วแม่ก็บอกว่าตอนนี้แม่มีบ้านนะ มีคอนโดแล้ว มันก็บอกไม่ได้หรอก แต่บางทีการเปลี่ยนแปลงมันก็อาจจะนำพาเราไปในทางที่ดีก็ได้”

“เพราะงี้ไงพี่ พี่เลยต้องไปอยู่กรุงเทพครับ”

จบบทสนทนาแล้ว เอกสารเซ็นเสร็จหมดแล้ว ทั้งพี่ กับผมก็ลุกไปทำการทำงานอย่างแข็งขันกันต่อ

บางทีการที่เราอยู่จุดเดิมนาน ๆ มันก็อาจจะสร้างคำว่า Safe Zone ให้กับตัวเรานะ เราชินแบบนี้ เราอยู่แบบนี้ เราเคยเป็นแบบนี้มาตลอด แต่พอมีเรื่องที่ทำให้เราต้องเปลี่ยนการใช้ชีวิตขึ้นมา มันก็อาจจะสร้างความไม่สบายใจขึ้นมาหน่อย ๆ

แต่ก็แหมคุณท่าน มันไม่มีอะไรในชีวิตหรอกที่จะอยู่แบบนั้นตั้งแต่ต้นยันจบ

วิธีที่ดีที่สุดที่ในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงในชีวิต คือการยอมรับแล้วอยู่ร่วมไปกับมัน

จากเรื่องของพี่แดนที่เขียนเล่าไปเมื่อกี๊ ก็จะเห็นว่าการเปลี่ยนแปลงนะมันอาจจะเป็นผลดีต่อชีวิตก็ได้ ผลไม่ดีก็อาจจะห่างจากที่อยู่เดิมที่เคยอยู่ แต่ถึงอย่างไรเสียเมื่อไปอยู่ที่กรุงเทพแล้วมันก็ไม่ได้ต้องไปเริ่มใหม่เสียหน่อย

ทุกชีวิตมันมีทางไปของมันตลอดแหละ ขอเพียงอย่างเดียว

อย่าท้อแท้ อย่าสิ้นหวัง ไปเสียก่อน วันนี้อาจเหนื่อยจนทำอะไรไม่ไหวจริง ๆ แต่ก็ลองพักผ่อนให้เต็มที่ เดี๋ยวมันจะดีของมันเอง

SHARE
Written in this book
21 บท แห่งความวายป่วงของข้าพเจ้า
เรื่องราวในหัวของข้าพเจ้า
Writer
Elfman
writer
เอาเรื่องในหัวมาเรียงเป็นข้อความ

Comments