เหตุเกิดเมื่อวาน (20_11_2018-1)
เป็นไปได้อย่างไร นาฬิกาที่กำลังจะหยุดเดินกลับมากระดิกเป็นจังหวะคล่องปรื๋อเหมือนปกติได้อีกครั้ง คล้ายกับว่ามันหยุดเดินไปแล้วแต่พานมีนิ้วล่องหนมาผลักไสให้มันจำต้องขยับต่อ เจ้าเข็มวินาทีนี่ก็บ้าจี้ดีนัก ไม่ได้รู้สึกรู้สาถึงความทุกร้อนเหนื่อยยากของตน รวมถึงมิได้สำเหนียกว่าตัวเองเป็นเพียงองค์ประกอบเล็กจ้อยของนาฬิกาข้อมือกลอกเก๊เรือนหนึ่ง
"คุณใส่นาฬิกาตายอยู่นี่คะ" สตรีผู้มีวัยเยาว์ราวน้องนุ่งกล่าวมาจากใกล้ๆ เธอนั่งอยู่ข้างผมมาตั้งแต่สถานีจตุจักรหากหางตาผมไม่ผิดพลาด
"ขอโทษนะครับ ผมหรือ"
"ค่ะ เป็นคุณ" กล่าวสั้นห้วนจบเธอขยับตัวเล็กน้อย ได้ยินเสียงสวบสาบของเสื้อคลุมใยสังเคราะห์สีทึมๆที่เธอสวมอยู่ ดูค่อนข้างขัดตากับรูปร่างเล็กผอมของหล่อน แต่อาจเป็นเพราะผมหยักศกที่ฟ่องฟูนั่นจึงทำให้หัวของเธอดูใหญ่พอดีกับมันในบางมุมบางขณะ
"คุณดูผิดแล้วนะครับ นาฬิกาผมยังเดินอยู่เห็นไหม ตอนนี้ใกล้จะหกโมงเย็นแล้ว"
"แปลกดีนะคะ ก็ฉันเห็นอยู่ว่าเข็มวินาทีมันหยุดมาตั้งแต่แรกแล้ว"
"ไม่นี่ครับดูนี่ สิบห้า สิบหก สิบเจ็ด สิบแปด สิบเก้า เห็นไหมครับ จังหวะตรงเผงทีเดียว" ผมแสดงหลักฐานด้วยการเลื่อนแขนเสื้อยาวขึ้นให้เธอเห็นหน้าปัดตรงข้อมือได้ชัดเจน
"อย่างนั้นหรือคะ" เธอพูดอย่างสงบแล้วเหมือนจะไม่ได้สนใจอะไรในตัวผมอีก กระทั่งรถไฟพาเรามาถึงสถานีสยาม ผู้คนแออัดเบียดเสียดกันเข้ามา ผมเปลี่ยนสายรถไปเป็นสายมุ่งสู่บางหว้า นั่งลงยังที่ว่างๆ ผ่อนคลายสายตาชั่วขณะ

บรรยากาศช่างเงียบกริบราวกับสุสาน รู้สึกหนาวสั่นอย่างบอกไม่ถูก บางทีผมควรลืมตาขึ้นหรือหลับตาต่อไปจนกว่าจะถึงที่หมาย แต่ก็นะ มันเงียบเสียจนผมนึกไปว่าตัวเองกลายเป็นหูหนวกพิการไปแล้ว ดังนั้นเพื่อเป็นการไม่ประมาทผมก็ลืมตาขึ้นเพื่อหวังจะตอบสนองต่อเหตุการณ์รอบข้างได้ถนัด บ้าน่า นี่มันคงเป็นเรื่องบังเอิญสินะ เหตุบังเอิญเกิดขึ้นได้เสมอ แม้แต่วันธรรมดาของพนักงานออฟฟิศชายวัยกลางคนอย่างผมนี่ ผู้หญิงคนนั้นกำลังนั่งจ้องผมอยู่บนที่นั่งฝั่งตรงกันข้ามเป๊ะ เหมือนเธอจงใจ รู้ใจว่าผมต้องเผยอเปลือกตา นี่เองสินะสาเหตุของอาการขนลุกซู่ เธอเป็นดั่งเงาของยมทูตผู้หมายมั่นมารับเอาวิญญาณในนาฬิกาข้อมือของผม
"คุณจะไปไหนหรือครับ" ผมเอ่ยถามเธอ เพราะในตู้รถขบวนนี้มีแต่เรา ดังนั้นเธอจึงควรตอบ ทว่าเธอกลับเงียบ กระทั่งเรามาถึงสถานีช่องนนทรี จู่ๆเธอก็เอ่ยออกมา
"เราจะลงที่สถานีหน้าค่ะ"
ผมมองซ้ายแลขวา ไม่เห็นใครอื่นนอกจากเรา หรือเราในความหมายนั้นคือผมและตัวเธอ
"ขอโทษนะครับ ผมไม่เข้าใจ"
"เราจะลงที่สถานีสุรศักดิ์ค่ะ กรุณาทำตามนี้ ยังมีเส้นทางอีกไกลที่คุณต้องมุ่งไป อาจลำบากสักหน่อยแต่คุณต้องมุ่งไปให้ได้"
"ขอโทษนะครับ ผมไม่รู้จักคุณ" กล่าวจบผมผละจากที่นั่งไปยืนอยู่ระหว่างขบวน ไฟในจุดนี้มืดสลัวยิ่งเมื่อเห็นเธอคนนั้นเบือนหน้าจ้องตามมาตาไม่กระพริบ นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน ทำไมผมต้องมาประสบเหตุเช่นนี้ ทำบุญทำกรรมอะไรไว้หนาตัวเรา อ้าว เธอหายไปไหนล่ะนั่น ไม่ได้อยู่ที่เดิมแล้วจะหายไปไหนได้ ขบวนรถไฟก็ไม่ใช่เขาวงกตจะมีที่ให้หลบซ่อนเสียเมื่อไหร่ ผมชะเง้อคอพ้นส่วนของผนังโค้ง เลยไปตรงมุมอับข้างประตูรถ นั่นไง เธออยู่ตรงนี้ มองจ้องตากันพอดี
"ถึงแล้วล่ะคะ" ขบวนรถหยุดกึกลง ประตูอัตโนมัติเปิดอ้าซ่า เธอก้าวออกไปแล้วหันกลับมา แววตาคู่นั้นพลันเปลี่ยนเป็นเศร้าสร้อยและอบอุ่นนุ่มนวล คล้ายกับจะเห็นประกายใสๆอันเกิดจากแสงไฟบนชานชาลาสะท้อนอยู่ในตาเธอ คล้ายดั่งประกายดาวกลางหาวของคืนอันเหน็บหนาว ผมก้าวเท้าช้าๆ ตามจังหวะย่างก้าวของเธอ อารมณ์เตลิดไปตั้งแต่แรก ไม่รู้ว่ากำลังทำอะไร คล้ายกับต้องมนต์แต่ยังคงมีสติครบถ้วนสมบูรณ์ ผมรู้ตัวว่าสามารถหยุดยั้งไม่ติดตามสาวน้อยไป แต่เหตุอันใดไม่ทราบได้ จากสถานีลงมาเรียบถนนสาธรใต้ เข้าไปสู่ซอยเซนต์หลุยส์ 2 เดินลัดเลาะไปตามตรอกอันแออัดและแฝงกลิ่นไออันคุ้นเคย ผมเคยมาที่นี่ นานมาแล้ว หลายเพลามาแล้วเมื่อครั้งหนึ่ง ไม่สิ มันดูราวกับเพิ่งผ่านพ้นมาเพียงวันเดียว แต่ไม่น่าใช่ เมื่อวานผมอยู่ทำงานล่วงเวลาจนถึงตีหนึ่ง แล้วนั่งแท็กซี่ดิ่งกลับบ้านที่บางหว้าโดยมิได้แวะเวียนไปที่ไหน

ใช่แล้ว เพราะผมอยากกลับบ้าน หวนคืนสู่เคหะสถานอันคงความอบอุ่นอยู่อย่างเจือจางน่าถวิลหา ผมต้องกลับบ้าน ต้องกวาดถูพื้นและดูดฝุ่น ต้องรีดผ้าอันยับยู่ยี่ ต้องอาบน้ำชำระล้างคราบไคล แล้วจึงจะนอนหลับได้สนิท

เราสองคนหยุดเท้าลงแล้ว เธอหันกลับมาพยักหน้าให้ผมช้าๆคล้ายกับจะเชื้อเชิญให้เข้าสู่บ้าน แต่เมื่อผมเผลอตัวติดตามเข้าไปก็พบว่าที่นี่ไม่ใช่บ้าน ที่นี่เป็นสวนสาธารณะกลางเมืองซึ่งประกอบไปด้วยพื้นที่อันไพศาลแห่งหนึ่ง ไว้สำหรับมาวิ่งออกกำลัง มาเต้นเอโรบิค มาเข้าฟิตเนสกลางแจ้ง พาเด็กๆมาเล่นกับเพื่อนบนเนินหญ้า มากินลมชมสถาปัตยกรรมเก๋งจีน และมาเยี่ยมเยียนคารวะหน้าฮวงซุ้ย ใช่แล้ว ที่นี่มันคือสวนสาธารณะอันก่อร่างสร้างตัวอยู่บนรากเหง้าของสุสาน ตามชื่อของมัน สุสานแต้จิ๋ว"เรามาทำอะไรที่นี่หรือครับ" ผมกล่าวถามร่างเล็กบางที่เดินนำหน้าอยู่ในเส้นทางเปล่าเปลี่ยว ขนาบด้วยหลุมฝังศพนับไปถ้วนอยู่สองฝั่งฟาก แสงไฟเริ่มน้อยลงทุกทีๆ จุดที่เราเดินมุ่งหน้าไปสู่นี้ พาเราออกห่างจากพื้นที่กิจกรรมของสวนประมาณหนึ่งเลยทีเดียว เสียงจิ้งหรีดคลอกับเสียงของสัตว์หน้าขนบางชนิดกำลังเคลื่อนตัวอย่างแผ่วเบาผ่านแนวป่าช้า เงาตะคุ่มๆของกิ่งก้านพฤกษาพรรณแสดงช่องว่างพอให้รู้ว่าดวงจันทร์ยังทำหน้าที่ของมัน สาดแสงเฉิดฉันฉาบทาบทุกสิ่งให้เป็นสีน้ำเงินดำ เราหยุดลงตรงหน้าฮวงซุ้ยสีขาวหลังหนึ่ง มันเป็นเวลาเนิ่นนานก่อนเธอจะหันกลับมาตอบคำถาม
"เรามาซื้อขายกันค่ะ"
"ว่าอะไรนะ" ผมร้องเสียงหลง
"คุณมาที่นี่เพื่อขายสิ่งที่ไม่ใช้แล้ว และฉันมาที่นี่เพื่อซื้อสิ่งของนั้นไปจากคุณ"
"ขอโทษทีนะครับ ไม่มีอะไรที่ผมคิดจะขายหรอก ได้โปรดอย่าได้รบเร้าอะไรผมอีก" ผมหมายหันกลับไปบนเส้นทางเก่า แต่แล้ว...
"มีสิคะ" เธอประกาศกร้าวจนผมผงะ "นาฬิกาตายเรือนนั้น"
"อ๋อ" นั่นสินะที่เธอหมายตาไว้ตั้งแต่แรก ทำทีมาตะล่อมให้เหยื่อสงสารแล้วชักนำมาสู่จุดเปลี่ยวกลางทำเลรกร้าง แม้จะอยู่ใจกลางเมือง แต่ที่นี่ก็นับว่าอับสายตาผู้คนมากทีเดียวเชียว นี่ผมใช้สมองส่วนไหนพาร่างตามเธอมา เห็นเป็นเด็กสาวแต่ยังอันตรายยิ่งกว่าชายฉกรรจ์มากนัก
"ฉันน่ากลัวขนาดนั้นเลยหรือคะ" เธอถอยกายไปด้านหลังคล้ายกับจะกลืนหายไปในความมืดมิด พลางเอื้อนช้าๆชัดๆว่า "หรือคุณแค่ยกมาเป็นข้ออ้างใช้ปฏิเสธการซื้อขาย"
"ไปกันใหญ่แล้วคุณ เล่นเอาเรื่องนู้นเรื่องนี้มาปนกันหมดได้อย่างไร นี่ฟังให้ดีๆนะ ผมไม่มีอะไรจะขายให้คุณ ไม่มีอะไรที่ไม่จำเป็นในตัวผมตอนนี้ที่จะขายให้คุณ ยิ่งนาฬิกาเรือนนี้ยิ่งไม่ต้องพูดถึง เพราะมันยัง..."

เดินได้อยู่


นั่นคือที่ผมคิดจะพูด ใช่ ทั้งหมดนั่นเพื่อให้ครบความหมายในรูปประโยค ทว่าโชคร้าย เมื่อผมชูเชิดแขนซ้ายขึ้นมาหมายสำแดงให้เธอรู้อีกครั้งเหมือนตอนอยู่บนรถไฟ ว่านาฬิกานี้ยังเดินอยู่ ก็พลันพบว่ามันนั้นได้หายไปจากที่ที่มันควรอยู่เสียแล้ว
"นี่คุณฉกของของผมไปตั้งแต่เมื่อไร" ผมคำรามลั่น ไม่สนภาพลักษณ์ที่พยายามรักษาต่อหน้าหล่อนอีกต่อไป น่าแปลก ที่เธอไม่ได้มีแววตระหนกตกใจ หรือเค้าหวาดกลัวต่อชายร่างใหญ่กว่าเธอ ทั้งที่ผมกำลังคุกคามเธออยู่ในสถานที่เช่นนี้ ได้ไงกัน นี่ผมกลายเป็นผู้ต้องหาไปเสียแล้วหรือ เพียงเพราะเธอมีรูปลักษณ์ของเด็กสาวนี่น่ะหรือ
"อะไรหรือคะ" เธอทำทีใสซื่อมือสะอาด
"ของที่เธอจะซื้อไง ของที่เธอเพิ่งฉวยไปตอนไหนก็ตอนนั้น" ผมเปลี่ยนสรรพนามแทนตัวเธอเพื่อให้รู้ว่า ผมไม่เอาเธอไว้แน่
"สิ่งที่ฉันจะซื้อ หากคุณไม่ยอมขาย ฉันก็จนใจจะถือไว้ในครอบครอง"
ดูๆ ทำมาสำบัดสำนวน เธอเอามันไปแล้วยังมาทำเป็นไขสือ ผมไม่สนอะไรอีกแล้วล่ะ จะมีใครแอบดูอยู่ก็ชั่งมัน ของของผมต้องได้รับการถวงไถ่กลับมา มือทั้งสองข้างเงื้อมไปคว้าตัวหล่อน รวดเร็ว ถนัดถนี่ หมับ เสียงตะครุบในเวลาอันสั้นตามติดมาด้วยเสียงเพี้ยะ หน้าชาไปทั้งซีกซ้าย ความรู้สึกโกรธขึ้งพลันจมหาย ใบหน้าเฉไปตามแรงตบของเด็กสาวเบือนไปทางฟากหนึ่งของสุสาน ฮวงซุ้ยสีขาวหลังนั้นกลับเข้าสู่คลองจักษุอีกครั้ง เป็นเสี้ยววินาทีอันช้านาน นานแสนนานราวกับได้ย้อนเวลากลับไปยังช่วงที่นาฬิกาข้อมือเก๊เรือนนั้นถูกนำมาวางไว้หน้าหลุมศพ สถานที่ฝังร่างของใครสักคน คนที่ครั้งหนึ่งเคยมีชีวิต ไม่ใช่ที่นี่ ที่แห่งนี้ไม่ใช่สถานที่อันเหมาะควรเลยสำหรับการดำรงคงอยู่ ที่ที่คนผู้นั้นควรอยู่รู้สึกจะมีรกรากอยู่แถวบางหว้าเช่นเดียวกันกับผม จนกระทั่งคนคนนั้นอายุได้ยี่สิบปลายๆเธอก็แต่งงานกับชายหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกัน ผู้วาดฝันไว้ว่าตัวเองจะได้เป็นบุรุษผู้มีความสุขที่สุดบนโลกโดยลืมเลือนข้อควรจดจำสำคัญยิ่งข้อหนึ่งซึ่งติดตามมาพร้อมกับชีวิตของเขา ดุจเดียวกับฉลากบนสินค้าซึ่งมีวันหมดอายุ
ชีวิตไม่มีอะไรแน่นอน
จบสิ้นการซื้อขาย อันที่จริง มันจบลงตั้งแต่วินาทีที่ผมก้าวเท้าเข้ามาในสถานที่นี้อีกครั้งหลังพยายามอย่างถึงที่สุดที่จะปฏิเสธการคงอยู่ของมันตั้งแต่วันที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560 เมื่อวานของหนึ่งปีก่อน ใช่แล้ว การปฏิเสธนั้นทำให้ผมยังคงรักษานาฬิกาข้อมือที่คนคนนั้นเคยซื้อให้ในวันครบรอบแต่งงานของเรา มันเป็นของเก๊ใช่เธอรู้และผมก็รู้ แล้วเราก็มักเอาเรื่องนั้นมาหวนเป็นประเด็นขำขันในทุกวันครบรอบอยู่ร่ำไป พูดอีกอย่างก็คือ ผมได้ลืมเลือนเรื่องที่ตนนำนาฬิกาเรือนนั้นมาฝากไว้ตลอดกาลตรงหน้าหลุมศพพร้อมกับสร้างมันขึ้นมาอีกเรือนหนึ่งในมโนสำนึกของตน ที่บอกว่าการขายจบลงก็เพราะว่า ตั้งแต่เด็กสาวปริศนานำผมก้าวผ่านซุ้มประตูที่มีคำ"สุสานแต้จิ๋ว" จารึกไว้อยู่ นาฬิกาเรือนหลังก็หายไปเสียแล้ว จะเหลือก็เพียงแต่เรือนแรกดั้งเดิมของแท้ที่เป็นของเก๊ซึ่งเก่าผุจนหน้าปัดขุ่นมัวมองไม่เห็นว่าเข็มวินาทีหยุดเดินแล้วหรือยัง
"คุณคงสงสัยว่าฉันแลกเปลี่ยนสิ่งใดกับนาฬิกาตายเรือนนั้น" เด็กสาวถามก่อนเราจากลา ผมเงียบ รอฟังคำตอบจากเธอ
"คุณลองมองขึ้นไปบนฟ้าสิคะ อาทิตย์ลับฟ้าไปนานแล้ว นั่นแหละค่ะ คือสิ่งที่ฉันใช้ซื้อสิ่งมีค่าชิ้นนั้นจากคุณ" กล่าวจบเธอก็ออกจากสวนสาธารณะไป
"คุณเป็นใครแล้วทำแบบนี้ทำไม" ผมตะโกนไล่หลังเธอ
"อย่าได้ใส่ใจเลยค่ะ ตอนนี้หากจะมีสิ่งหนึ่งซึ่งควรกระทำ ฉันว่าเราน่าจะแยกย้ายกันกลับบ้าน แล้วลืมทุกสิ่งอย่างในวันนี้ หลับลงให้สนิทอย่าได้คิดให้หน่ายใจ"
"นั่นสินะ ทำไมเราถึงคิดไม่ได้" ผมพึมพำกับตัวเองพร้อมกับหัวเราะเบาๆ
"ฉันก็ไม่ได้คิดเองหรอกค่ะ ไม่นานมานี้เป็นผู้หญิงนิสัยดีและเข้มแข็งคนหนึ่งบอกฉันไว้" เสียงของเธอจางไปพร้อมกับเงาร่างที่ลบเลือนไปในตรอกซอยลึก

ใช่แล้ว ผมอยากกลับบ้าน หวนคืนสู่เคหะสถานอันคงความอบอุ่นอยู่อย่างเจือจาง...

SHARE
Writer
WindLiu
Walker
In the story

Comments