คืนเดินทาง
๒๐๑๕ น.

สถานีขนส่งสายตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดหนึ่งในจำนวนสิบเก้าจังหวัดของภาคพื้น ฤดูฝนที่ท้องฟ้าถูกห่อหุ้มด้วยผ้าสีดำเป็นรูโหว่ ฝนตกกระหน่ำเหมือนตั้งใจซ้ำเติมความเจ็บร้าวและน้ำตาให้ยิ่งสาหัสขึ้นกว่าเดิมหลายเท่านัก หญิงสาวในชุดเสื้อยืดตัวโคร่งสีขาว กางเกงยีนส์ทรงเดฟเข้ารูป นั่งชันเข่าบนเก้าอี้ รองเท้าผ้าใบสีขาวหม่นลวดลายจางไปกับระยะเวลาที่ถูกใช้งาน เธอใช้หูฟังเสียบสองข้างหู จมอยู่ในโลกของเสียงที่เธอได้ยินมันเพียงคนเดียว หนังสือปกสีดำเล่มไม่หนามากนัก ชื่อ after dark ถูกหยิบมาอ่านอย่างใจจดใจจ่อ ราวกับจะอ่านลึกเข้าไปถึงหัวใจของตัวละครแต่ละตัวในเรื่อง ผิดกับหญิงสาวที่นั่งข้างๆ ซึ่งดูเหมือนกำลังตั้งอกตั้งใจ สนทนาโทรศัพท์กับปลายทาง ไม่สนใจรอบข้างอีกเช่นกัน...

"คิดถึงสิคะ อยากหอมแก้มที่รักจะตายอยู่แล้ว แต่นานๆ ได้กลับบ้านที อันที่จริงก็ไม่ได้อยากกลับมาเท่าไหร่หรอก ไกลก็ไกล แถมยังไม่มีอะไรน่าสนใจอีก นี่ถ้าพ่อไม่โกหกว่าผ่าตัดล่ะก็ไม่มีทางกลับมาหรอก ที่รักก็รู้เค้าอยากอยู่กับตัวเองตลอดเวลานั่นแหละ" 
เธอไม่ได้คุยโทรศัพท์เสียงเบาเท่าไหร่นัก แม้จะมีเสียงโอเปอเรเตอร์สาวแทรกมาเป็นประกาศผ่านไมโครโฟนของสถานีขนส่งให้ผู้โดยสารไปขึ้นรถให้ตรงตามเวลา หรือกระทั่งเสียงกระหึ่มของเครื่องยนต์รถบัสโดยสารขนาดใหญ่ที่แข่งกันแผดก้องกังวานทั่วบริเวณ และแม้แต่เสียงระดับโซปราโน่ร้องเรียกลูกค้าของแม่ค้าไก่ย่าง ที่ตัวไก่เหลืองซีดผอมบางซึ่งนอนแน่นิ่งอยู่ในไม้เสียบนั้นนานข้ามวัน กับข้าวเหนียวห่อเท่าฝ่ามือที่เย็นชืด ก็ไม่อาจกลบประโยคหลังสุดของเสียงสนทนานั้น...

after dark ถูกปิดลงชั่วคราว พร้อมการถอนหายใจอย่างแผ่วเบาของหญิงสาวที่นั่งข้างกัน ไม่แน่ใจว่าเพราะเสียงสนทนาโทรศัพท์ของเธออีกคน เสียงรถบัส เสียงประกาศ หรือเสียงไก่ย่าง แต่สีหน้าของเธอไม่ได้แสดงออกว่ารำคาญ หากมันกลับดูหม่นลงอย่างประหลาด

เบื้องหน้าเป็นรถบัสสองชั้นคันใหญ่ ปลายทางคือเมืองหลวงของประเทศ เธอหยิบตั๋วโดยสารขึ้นมาดูเทียบกับป้ายที่เขียนไว้ด้านหน้าของรถ ยังไม่ใช่คันที่เธอจะต้องใช้บริการ... อันที่จริงเธอก็ไม่แน่ใจว่าเป็นความผิดของเธอ หรือความผิดของการออกตั๋วโดยสารของเจ้าหน้าที่ เธอซื้อตั๋วเวลาเดียวกันทั้งขาไป และขากลับ คือยี่สิบนาฬิกาตรง รถออกจากสถานีขนส่งหมอชิตตรงตามเวลาในตั๋ว แต่ขากลับไม่เป็นอย่างนั้น เมื่อเธอไปยืนยันการเดินทางที่ช่องขายตั๋ว เจ้าหน้าที่บอกว่า “ยี่สิบนาฬิกาคือเวลาที่รถออกจากต้นทาง ซึ่งอยู่ห่างจากที่นี่แปดสิบกิโลเมตร ดังนั้นรถเที่ยวเวลาสองทุ่มตรงจะเดินทางมาถึงที่นี่ในเวลาสามทุ่มตรง...ครับ”  ยังดีที่ยังมีคำลงท้าย... ถึงแม้เหตุสุดวิสัยนี้จะชวนให้หงุดหงิดใจก็ตาม อันที่จริงมันอาจจะเป็นความผิดของเธอก็ได้ที่ไม่ได้สอบถามให้ชัดเจนก่อน แต่ก็อีกนั่นแหละ... จะมีใครสักกี่คนที่ถาม ถ้าหากไม่ได้เดินทางไป กลับ เป็นกิจวัตร

“รถยังไม่มาเลยจ้ะที่รัก ก็ซื้อตั๋วไป กลับไงคะ เที่ยวสองทุ่ม เจ้าหน้าที่บอกว่ารถออกจากต้นทางน่ะสองทุ่มแต่มาถึงที่นี่สามทุ่มค่ะ”

....เธอยังไม่วางสายโทรศัพท์....

หญิงสาวสองคนกำลังนั่งรอรถคันเดียวกัน...

เธอ กับ after dark เล่มนั้น นานทีปีละหนนับได้ เป็นเพราะหน้าที่การงานในเมืองหลวง ทำให้ใช้ชีวิตเฉกเดียวกับคนเมืองหลวงทั่วไป แต่ก็เพราะหน้าที่ ทำให้เธอต้องมาที่นี่เพื่อสำรวจข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโลกยุคไดโนเสาร์ หลังจากที่มีศูนย์ศึกษาวิจัยและพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ที่สมบูรณ์ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เกิดขึ้น การศึกษาวิจัยลึกลงไปในรายละเอียดจึงเกิดขึ้นตามมา...

จังหวัดเล็กๆ ที่อุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรธรรมชาติและวัฒนธรรม มีเขื่อนดินที่มีความสูงจากท้องน้ำ ๓๓ เมตร สันเขื่อนยาว ๗.๘ กิโลเมตร สามารถกักเก็บน้ำได้ ๑,๔๓๐ ล้านลูกบาศก์เมตร มีภูเขาลูกเล็กๆ ซึ่ง ทิศใต้มีถ้ำอันเป็นที่ประดิษฐานรูปองค์พระอรหันต์ขีณาสพ พระมหาโมคคัลลานเถรเจ้า ไสยาสน์ตะแคงซ้ายหันเศียรไปทางทิศอาคเนย์ ซึ่งแกะสลักบนแผ่นหินขนาด ยาว ๖ ศอก องค์พระมีความยาว ๔ ศอก กว้าง ๕๐ ซม.ซึ่งตามตำนานกล่าว่า ประมาณ พ.ศ. ๒๒๓๕ พระเจ้าศรีโคตรบูรณ์กษัตริย์ขอม ต่อยอดพระธาตุพนมสำเร็จ จะประกอบพิธีสมโภชฉลองจึงแจ้งข่าวแก่ขอมทั่วไปให้มาร่วมฉลองครั้งนี้ ฝ่ายขอมทางเขมรต่ำ มีนายสาเป็นหัวหน้าพากันรวบรวมทรัพย์สมบัติ และผู้คนเดินทางมาเพื่อร่วมการกุศลพอมาถึงบ่อคำม่วง ซึ่งอยู่ห่างจากถ้ำภูค่าวไปทางตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ ๙ เส้นก็พากันหยุดพักและทราบข่าวว่า การสมโภชพระธาตุพนมเสร็จสิ้นเสียแล้ว นายสาจึงปรึกษาพรรคพวกแล้วตกลงกันว่า ให้ฝังสมบัติที่พากันนำมาไว้ที่ภูค่าว และสลักรูปพระโมคคัลลานะไว้ที่ถ้ำแห่งนี้ แล้วตั้งปริศนาไว้ว่า "พระหลงหมู่อยู่ภูถ้ำบก แสงตาตกมีเงินเป็นแสน ไผหาได้กินทานหาแหน่ เหลือจากนั้นกินเลี้ยงบ่อหลอ"

และอีกมากมายหลายหลากวัฒนธรรมท้องถิ่นที่น่าสนใจ... น่าแปลกอยู่ว่า ทำไมเธอจึงเลือกใช้ชีวิตในเมืองหลวง ทั้งที่ก็ไม่มีใครให้ต้องเป็นห่วงเป็นใยหรือให้ระลึกนึกถึงอีกแล้ว

แม่ค้าไก่ย่างเดินเข้ามาขายสินค้าอีกครั้ง.... ไก่ย่างอาจต้องนอนแน่นิ่งอยู่อย่างนั้นข้ามไปอีกวัน แต่อย่างน้อยที่สุดแม่ค้าไก่ย่างก็ยังมีบ้านที่อบอุ่น มีครอบครัวที่แม้จะไม่สะดวกสบายนักแต่มีสัมมาอาชีพสุจริตในถิ่นฐานบ้านเกิด ตรงข้ามกับอีกหลายคนที่ดิ้นรนเข้าสู่เมืองหลวงเพื่อแสวงหาในสิ่งที่มากกว่าความพอดี


๒๐๔๕ น.

แม้จะมีเสียงรบกวนให้รำคาญหู รำคาญใจ แต่หญิงสาวคนหนึ่งนั้นก็ยังคงตั้งอกตั้งใจสนทนากับปลายทาง ซึ่งเดาได้ว่าน่าจะเป็นคนรักที่กำลังหวานชื่นสุกงอมเต็มที่ และตอนนี้หัวใจเธอก็คงอยู่กับเขา...

เมื่อหัวใจเป็นของคนอื่น ชีวิตก็ไม่ใช่ของเราอีกต่อไป

ไม่ต่างกันเลย...เธอในชุดเสื้อขาวตัวโคร่ง กางเกงสีดำเข้ารูป ที่จมตัวเองอยู่ในโลกของตัวเองตอนนี้ ไม่นานนี้เองสิ่งที่เรียกว่าความรักได้พังทลายลงอย่างไม่เป็นท่า เมื่อคนที่เธอรักเดินออกจากชีวิต... ในเวลานั้นเธอแทบไม่อยากมีลมหายใจอีกต่อไป เธอเพิ่งรู้ถึงความหมายของคำว่า “เจ็บปวด” กับถูกคนรักนอกใจไปคบหาใครคนอื่นโดยที่ไม่เคยรู้มาก่อนว่าเขาแอบนอกใจมานานมากแล้วด้วย... ก่อนไป เขาบอกเพียงแต่ว่า เธอคนนั้นให้ในสิ่งที่เขาต้องการได้มากกว่า.... ในเวลานั้น ความรัก สำคัญกว่าศักดิ์ศรี การกราบกราน อ้อนวอนขอร้องไม่ให้จากไป ดูจะเป็นสิ่งเดียวที่สามารถทำได้เพื่อขอร้องไม่ให้ต้องจากกัน แต่เขาก็ยังจากไป

เมื่อใจคนแปรเปลี่ยน ไม่ว่าอะไรก็ฉุดรั้งไว้ไม่ได้.... นั่นคือสัจธรรม

๒๐๕๐ น.
รถคันใหญ่วิ่งเข้าเทียบชานชาลา ป้ายหน้ารถบอกว่าเป็นรถเที่ยวเวลา ๒๐๐๐ นาฬิกา after dark ถูกปิดลงและเก็บลงกระเป๋า....

เธอสองคนนั่งข้างกัน

“รถมาแล้วค่ะที่รัก แต่ว่ายังไม่ถึงเวลารถออกเลยค่ะ เบื่อมากเลย อยากให้ถึงกรุงเทพฯ เดี๋ยวนี้เลย”
เสียงของคนที่นั่งข้างกันทำเอาอีกคนต้องเพิ่มโวลลุ่มของเสียงให้ดังขึ้นมาเพื่อกลบเสียงอื่นไป.... และพอโวลลุ่มเครื่องเล่นเพลงถูกเพิ่มขึ้น เธอคนที่นั่งเคียงข้างก็วางสายโทรศัพท์พอดี...

“มาทำงานเหรอคะ ท่าทางเหมือนไม่ใช่คนที่นี่”
เธอถูกเสก มาให้เป็นคนช่างสนทนา ปราศรัย พอวางสายโทรศัพท์ไป ก็หันมาสนทนาเอากับคนข้างๆ แทน... คนที่นั่งติดริมหน้าต่างเคียงข้าง ถอดหูฟังออก และตอบคำถามด้วยน้ำเสียง...ธรรมดา 
 
“อืมม์ ค่ะ มาทำงาน”
ไม่มีความจำเป็นต้องอธิบายเพิ่มเติมมากมายกับคนแปลกหน้า เพราะในเวลานั้นเธอเหนื่อยล้ากับการรอคอยมากมายเพียงพอแล้ว และควรถึงเวลาที่จะได้พักผ่อนเสียทีแล้ว

“ทำงานเกี่ยวกับอะไรคะ”  คนที่นั่งข้าง... ยังไม่ละความพยายามที่จะชวนคุย

“เอ่อ โบราณคดีค่ะ”  คราวนี้เครื่องเล่นเพลงถูกปิดลงชั่วคราว

“โห เก่งจังเลย เราชื่อนุ่นนะคะ บ้านอยู่ที่นี่แหละ แต่ไปทำงานที่กรุงเทพฯ พอดีกลับมาเยี่ยมบ้านน่ะค่ะ”

“อืมม์ ค่ะ”

“เนี่ย อยากให้ถึงกรุงเทพฯ เร็วๆ จะตาย อยากเจอหน้าแฟน”  
หากคำว่าเปิดเผย คือการไม่ปิดบังซ่อนเร้น หรือหมายความอีกอย่างได้ว่า พึงพอใจกับการนำเสนอในทุกสิ่งที่เรียกว่า เรื่องส่วนตัวต่อบุคคลอื่นได้อย่างไม่รู้สึกกระดากใจ

“อืมม์ ค่ะ”  
รถเริ่มเคลื่อนออกจากชานชาลา ควรถึงเวลาแห่งการพักสายตา เพื่อที่เช้าขึ้นมาจะได้ถึงปลายทางอย่างไม่อ่อนล้ามากมายนัก... เธอไม่อยากนึกถึงเช้าของอีกวันที่ต้องเหนื่อยล้าอีกครั้งกับการจราจรในเมืองกรุง เธอนึกถึงแม่ค้าไก่เหลืองที่อาจจะไม่เคยหงุดหงิดในกับปัญหาการจราจรเลยแม้สักนิด นึกถึงชีวิตที่เต็มไปด้วยความเขียวสดของทุ่งข้าว ไม่มีมลพิษใดให้ร่างกายต้องทำงานหนักเหมือนเมืองใหญ่ นึกถึงเรื่องราวในตำนาน นึกถึงโบราณสถานและโบราณวัตถุ รวมไปถึงซากฟอสซิลของไดโนเสาร์ และเรื่องราวของจังหวัดเล็กๆ ที่อุดมสมบูรณ์แห่งนี้....ชีวิตของคนที่นี่เป็นชีวิตที่น่าริษยายิ่งนัก

“มาที่นี่กี่วันแล้วคะ ไปเที่ยวที่ไหนมาบ้าง”

“สองสัปดาห์แล้วค่ะ... ไม่ได้ไปเที่ยวไหนหรอกค่ะเพราะที่ทำงานก็คือที่เที่ยวอยู่แล้ว”

“อ๋อ ไปพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์มาใช่มั้ยคะ เนี่ย...นุ่นก็ว่าจะพาแฟนมาเที่ยวเหมือนกัน ตั้งแต่สร้างพิพิธภัณฑ์เสร็จ ยังไม่เคยไปเลย น่าอายจัง คนพื้นที่แท้ๆ”

“ค่ะ...”

“เอ่อ แต่นุ่นกับแฟนก็ไปเที่ยวที่อื่นมาบ้างเหมือนกัน นี่ค่ะ เดี๋ยวเอารูปให้ดู”
พูดจบเธอก็หยิบโทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ที่เพิ่งวางตลาดเมืองไทยไม่นานขึ้นมา หน้าจอ ทัช-สกรีน เธอยื่นมือถือมาให้ ภาพถ่ายที่ปรากฎเป็นภาพหนุ่มถ่ายสาวที่แก้มแนบชิดติดกัน รอยยิ้มสดใสของทั้งคู่กับบรรยากาศริมทะเล... มือถือถูกส่งคืนเจ้าของ... และยิ้มให้เพียงเล็กน้อยก่อนที่จะปิดกั้นตัวเองจากทุกๆ อย่างรอบข้างด้วยผ้าปิดตาและหูฟังเสียบสองข้างหู เพิ่มโวลลุ่มให้ดังกลบทุกเสียงที่อาจได้ยิน เบาะนั่งถูกปรับเอนลงไปจนสุดเท่าที่ปรับได้... ก่อนจะหันหลังให้ มองไปนอกหน้าต่างกระจก ภายใต้ผ้าปิดตาที่เปียกซึม....

โชคชะตาช่างแกล้ง...

เขา...ที่ทิ้งเธอไป,
และเธอคนข้างๆ นี่เอง คือคนคนนั้นของเขา
SHARE
Written in this book
รักในฤดูร้อน
เรื่องสั้นธรรมดา, เรื่องราวความรักธรรมดา -- 
Writer
blue0416
etc.
"หมาขี้เหงา วิ่งไล่งับเงาในแดดบ่าย"

Comments