Defense Mechanism พื้นที่หลบหนีของจิตใจเมื่อแก้ปัญหาไม่ได้
ก่อนจะเข้าพูดถึง Defense Mechanism ต้องรู้จักองค์ประกอบของจิตเราก่อน โดยซีคมุนท์ ฟร็อยท์ นักประสาทแพทย์ชาวออสเตรีย บิดาของจิตวิเคราะห์เป็นผู้คิดค้นขึ้น ประกอบไปด้วย 3 ตัวหลักๆดังนี้

Id คือ สัญชาตญาณ แรงขับให้เอาชีวิตรอด ติดตัวมาตั้งแต่เกิด ทำอะไรก็ทำเลยฮะ ไม่แคร์กฎ ศีลธรรมห่าเหวอะไรทั้งนั้น เช่น หิวข้าวแต่ไม่มีตังค์ก็ต้องได้กิน จะไปขโมยของใครมากินก็ไม่แคร์ ต้องรอด ต้องไม่อดตาย

Superego คือ กฎ ศีลธรรม ที่เกิดจากการเรียนรู้ ไม่มีใครเกิดมาพร้อมศีล 5 ใช่ไหมล่ะ ขนาดพระพุทธเจ้ายังมาคิดเอาทีหลัง โดยจะถ่ายทอดผ่านสถาบันต่างๆของสังคม ไม่ว่าจะครอบครัว โรงเรียน หรือเรียนรู้ด้วยตัวเองจากการสังเกตคนรอบๆข้าง เช่น เราเห็นพ่อแม่ไม่เคยฆ่าคน เราก็ฆ่า เป็นต้นครับ พวกกฎหมายต่างๆ คำสอนในศาสนาต่างๆ ก็ถือว่าเป็น Superego เช่น ถ้าเกิดหิว แต่ไม่มีเงิน ก็จะไม่ขโมยของคนอื่นเด็ดขาด อาจเพราะบาปตามศาสนา หรือจะโดนจับตามกฎหมายก็ว่าไป แต่ถือว่านี่แหละคือ Superego ห้ามไว้ ต่อให้อดตายก็ยังดีกว่าทำผิด

Ego คือ ตัวกลาง ที่ต้องหาทางออกเวลา Id กับ Superego ทะเลาะกัน ในกรณีหิวข้าวแต่ไม่มีเงินเนี่ย จะตายก็ไม่ได้ Id ไม่ยอม จะไปขโมยก็ไม่ดีอีก Superego ไม่ยอม Ego เลยต้องเข้ามาประนีประนอม เช่น ไปยืมตังค์เขาก่อนดีไหม เอาไปซื้อข้าว หาได้แล้วค่อยเอามาคืน เป็นต้น



แต่หากวันใด Ego เกิดจัดการปัญหาระหว่าง Id กับ Superego ไม่ได้ ก็จะเกิด anxiety หรือภาวะที่กระทบกระเทือนต่อจิตใจ ร่างกายต้องเลยมีมาตรการรับมือที่เรียกว่า กลไกการป้องกันตัว (Defense Mechanism) หลักการทำงาน คือ distort(บิดเบือนความจริง) และ denial (ปฏิเสธความจริง)
 
Defense Mechanism มีหลายชนิด หลักๆดังนี้ครับ repression, denial, reaction formation, projection, rationalization, regression, และ displacement

1.Repression หรือการเก็บกด คือการพยายามเอาแรงขับที่ไม่ดี (ที่เกิดจาก Id) กดไว้ใต้จิตสำนึก เช่น เงี่ยนจังครับ อยากมีเพศสัมพันธ์กับเด็ก แต่รู้ว่าผิดกฎหมายเลยต้องเก็บไว้ลึก แสร้งว่าไม่ได้รู้สึก

2.Denial การปฏิเสธความจริง คือการไม่ยอมรับความจริงนั่นแหละฮะ อาจเพราะความจริงมันเจ็บปวดเกินจะรับไหว เช่น ให้ลองนึกถึงนางร้ายโดนพระเอกทิ้งในตอนจบ จนเป็นบ้า พร่ำเพ้อว่า ไม่จริง ฉันไม่เชื่อ ไม่จริง กรี้ดดดดด

3.Reaction Formation คือการแสดงปฏิกิริยาตรงกันข้าม การพยายามหันเหแรงขับที่ไม่ดี ไปอีกฝั่ง เช่น เวลาเจอเพื่อนที่ไม่ชอบขี้หน้าที่งานแต่ง เลยพูดว่า ‘เอ้ยยย แกร วันนี้ชุดสวยเนาะ สบายดีนะแก ไม่เจอกันนาน คิดถึงมากกกก //กัดฟันกรอดๆ’ ประมาณนี้ฮะ

4.Projection คือการโทษผู้อื่น เนื่องจากแรงขับที่เกิดขึ้น มันแย่เกิดกว่าจะยอมรับว่าเกิดจากตัวเอง เลยโยนให้คนอื่นซะเลย เช่น ‘ถ้าเธอไม่ชวนฉันไปช้อปปิ้ง เงินฉันคงไม่หมดหรอก เพราะแกกกก นังเพื่อนเลว //จริงๆเพราะเราจ่ายเยอะเองต่างหาก’

5.Rationalization คือการให้เหตุผลที่ตัวเองยอมรับได้ เพื่อไม่ให้รู้สึกแย่ เช่น โดนบอกเลิกเลยบอกตัวเองว่า ‘ดีแล้ว ฉันจะได้เจอคนที่ดีกว่ามัน มันแม่งไม่ได้เป็นแฟนที่ดีเลย //เปิดฝักบัว’

6.Regression หรือการถดถอย คือการแสดงพฤติกรรมที่ทำให้เรานึกถึงตอนยังมีความสุข ยังปลอดภัย เช่น ทะเลาะกับแฟนแล้วโทรหาพ่อแม่ (เนื่องจากรักพ่อแม่ไม่เจ็บปวดแบบนี้) หรือย้อนดูรูปเก่าๆตอนยังรักกันดี

7.Displacement คือการหาตัวทดแทน หรือหาที่ระบายนั้นแหละ โกรธพ่อแม่อยากตบมาก แต่ก็เนรคุณเกินไป เลยตบตุ๊กๆๆๆๆตุ๊กตาแทน หรือเลิกกับแฟน เลยมารักหมาแทน เป็นต้นครับ



เหล่านี้คือกลไกป้องกันตัวเองหลักๆที่คนเรามักนำออกมาใช้เมื่อเกินภาวะ anxiety หรือภาวะที่กระทบต่อจิตใจอย่างรุนแรง สามารถใช้พร้อมกันหลายตัวได้ จิตใต้สำนึกจะเอาออกมาใช้เอง เราอาจไม่รู้ตัวว่าบางครั้งกำลังใช้อยู่

การเรียนจิตวิทยา นอกจากจะช่วยให้เราเข้าใจคนอื่นแล้ว ว่าทำไมเขาถึงทำแบบนั้นแบบนี้ ยังช่วยให้เราเข้าใจตัวเองมากขึ้นด้วยแหนะ



SHARE
Writer
panwyyt
World Citizen
เป็นนักศึกษาปี 4 พยายามคุมน้ำหนัก และเขียนธีสิสไปพร้อมกัน แน่นอนว่าล้มเหลว 😅

Comments

Gorgeoussky
2 years ago
ดี :)
Reply
SUPER_GIRL
2 years ago
เขียนบ่อยๆนะ เราอยากอ่านอีก
Reply
baeSoulsister
2 years ago
นึกภาพออกเลย ชอบบบ
Reply
Atiirah
21 days ago
ชอบอ่านstoryของคุณคะ เขียนเยอะๆนะ เข้าใจง่าย ประยุกต์ใช้ได้จริง
Reply
Skyper
10 days ago
ชอบสตอรี่มากเลยคะ😊
Reply