เหตุเกิดเมื่อวาน (19_11_2018)
ยายนั่นไม่มา ทำถึงขนาดนั้นแล้วแท้ๆ แต่เธอกลับไม่มา ไม่สิ เธอลาออกไปแล้ว ออกไปอย่างกระทันหัน จากไปอย่างทันด่วนท่วงที ไม่มีแม้กระทั่งคำลา ไม่รอรับกระทั่งคำขอบคุณของผู้ที่ถูกฉุดรั้งขึ้นมาจากหุบเหวแห่งความตาย ตัวฉันที่นั่งเศร้าเสียดายอยู่ต่อหน้าจอแบนๆสี่เหลี่ยม ตัวฉันในเงาสะท้อนของจอคอมพ์คงไม่ได้มาปรากฏอยู่ในเวลานี้ หากไม่ใช่เพราะเธอขึ้นไปบนดาดฟ้าเมื่อคืนก่อน

มันเป็นคืนที่ลมพัดเย็นจัด และคาดว่าคงเป็นคืนสุดท้ายของชีวิตอันสุดแสนทุเรศน่าหยามหยัน ฉันยืนอยู่ที่ตรงนั้น บนจุดสูงสุดของตึกสำนักงานกลางย่านรามอินทรา ด้วยจิตใจร้าวระทมตรมหมอง ทำไมกันนะ ทั้งๆที่อยู่สูงขนาดนี้แล้วแท้ๆ แต่กลับรู้สึกว่าตัวเองช่างตกต่ำ น่าสิ้นหวัง ไร้คุณค่าให้ขุดคุ้ยค้นหาเสียยิ่งกว่าเศษหินเศษดิน อาจบางทียังต่ำลงไปได้ถึงแกนกลางโลก ใช่แล้ว ก็เพราะเขานั่นแหละ เขาที่ฉันกล้าใช้คำว่ารัก กล้าทิ้งความหยิ่งผยองไปเฝ้าง้องอนคะนึงหา ผู้ชายที่ทิ้งฉันไป ชายผู้มากน้ำใจและมากรัก คุณคงไม่รู้สินะว่าฉันหมดสิ้นแล้ว ในวาระที่ประจักษ์ถึงเด็กสาววัยละอ่อนที่เดินคลอเคลียอยู่เคียงข้างคุณ ความรักของฉันแตกสลาย ดับความหมาย กลายเป็นเพียงคำพูดโง่เง่า ความคิดโง่เง่า ของผู้หญิงโง่เง่า เอาสิ ไหนๆก็เห็นกันอยู่แล้ว ไหนๆความสัมพันธ์เก่าก่อนของเราก็จบแล้ว ฉันจะละทิ้งร่างนี้ไว้เป็นพยานแค้นแห่งรักลวงตา คุณจะถูกฉันจองล้างจองผลาญด้วยภาพร่างแหลกเละไม่มีชิ้นดี ให้ตายสิ ชีวิตฉันมันก็แค่นี้เอง...

ฉันสูดหายใจลึกล้ำกลั้นเอาไว้ในอกอันแหลกลาญ มันเจ็บปวดแต่เชื่อว่าคงอีกไม่เนิ่นนาน เท้าน้อยๆก้าวออกไปด้วยใจสั่นหาญ แล้วบัดนั้น
"STOP!!" เสียงกังวาลอย่างสายฟ้าลั่นดังมาจากเบื้องหลัง ฉันคิดว่าตัวเองหูฝาด เพราะนี่ก็ปาเข้าไปห้าทุ่มแล้ว ทุกคนคงกลับบ้านกลับช่องกันหมดแล้ว น่าจะได้เวลาของฉันแล้ว ฉันสูดหายใจลึกเป็นคำรบสอง
"อย่าทำนะ" เสียงใสกังวาลดังมาอีกครั้ง มันไม่ใช่อาการหูฟาดแน่นอนล่ะคราวนี้ แต่เอาเถอะ แค่เพียงอย่างน้อย ทำไมจึงจะไม่ได้ ฉันแค่หันกลับไปมอง เชื่อสิว่าไม่มีใครอยู่ตรงนั้นและคงไม่มีอะไรเปลี่ยน ฉันยอมได้ เวลาแค่นั้นแลกกับการจบสิ้นต่อจากนี้อันเป็นนิรันดร์ ฉันหันไปมองข้างหลังตรงบริเวณทางออกของบันไดหนีไฟ ประตูเหล็กกล้าเปิดอ้า ขวางกั้นไว้ด้วยคนหนึ่งคน ซึ่งไม่เคยคาดคิด ไม่เคยริหมายให้มายืนอยู่ในวาระนี้ พนักงานหญิงฝ่ายสนับสนุน ไม่แน่ใจว่าเธอทำงานด้านไหนเพราะฉันไม่ได้สนใจ เธอเป็นแค่เด็กทดลองงานซึ่งดูไม่ได้กระตือรือล้นจนโดดเด่นออกมาจากฝูงชน แต่เชื่อไหมล่ะตัวฉัน เธอกำลังยืนหอบแฮกๆด้วยท่าทางอันเก้กัง และเชื่อสิเอาตัวฉัน เด็กคนนี้เองที่เรียกรั้งให้ฉันไว้ชีวิตตัวเอง

แต่แค่นี้มันจะเทียบอะไรได้กับความรู้สึกที่แบกรับไว้ก่อนหน้า ฉันเจ็บ เธอจะรู้อะไร กับแค่คำว่า "หยุด" ซึ่งใครๆก็พูดได้ เธอไม่ได้ช่วยอะไรเลย เหมือนไม่ได้ยืนอยู่ตรงนั้นด้วยซ้ำ ฉันหันกลับไปยังเป้าหมายเดิม แล้วทันใดนั้นเสียงปังก็ดังสนั่น ฉันใจหวิว ตัวโซเซเรรวนจวนจะตกลงไป นี่สินะความตาย ช่างน่ากลัวเกรง น่าหวั่นเสียวจนแทบหยุดหายใจ
"คุณตายฉันก็ตาย" เสียงนั่นอีกแล้ว ฮาฮา แล้วพร่ำเพ้ออะไรของเธอล่ะนั่น จะมาตายอะไรกันกับฉัน "อย่างเธอน่ะแม่สาวน้อย ชีวิตเธอมันยังอีกยาวไกล ยังสดสวยบริสุทธิ์ ต่างกับฉันที่อายุอานามเหยียบเลขสี่...นี่ไม่ใช่นัดฆ่าตัวตายนะยายบ้า" ฉันเผลอลั่นวาจาและเผลอใส่อารมณ์เข้าไปในประโยคปิดท้าย รู้สึกเสียใจนิดหน่อย แต่ไม่ทันไรก็กลับเป็นเฉยเมย กลายเป็นว่า ตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้ที่เธอมายืนอยู่ใกล้ๆ และตั้งแต่นั้นเองกระมัง ที่ฉันหันกายกลับมาประจันกับเธอ เด็กสาวผมหยักศกไม่ค่อยเรียบร้อยกับการแต่งตัวที่ดูไม่พิถีพิถัน กางเกงยีนส์สีดำที่หวังให้กลืนกับเสื้อเชิ้ตสีทึมๆซึ่งพอดูไกลๆก็คล้ายกับจะเป็นเครื่องแบบพนักงานทั่วไป แต่ยามนี้เมื่อพินิจดูดีๆแลถี่ถ้วน มันเป็นการแต่งกายที่ผิดระเบียบการของสำนักงานแห่งนี้เต็มประดา ยิ่งรองเท้าผ้าใบสีดำนั่นยิ่งแล้วใหญ่ เธอยังไม่ผ่านงานเลยนะยายหนู
"ฉันเปล่าค่ะ" เธอตอบพลางขยับเข้ามาอีกคืบหนึ่ง "ฉันไม่ได้จะลงไปพร้อมกับคุณ แต่หากคุณลงไปแล้ว ความเจ็บปวดที่ฉันจะได้รับอันเหมือนๆกันกับเสี้ยววินาทีสุดท้ายของคุณ ก็คงประหัตประหารฉันลงเฉกเช่นกัน"
วิธีพูดอะไรของหล่อน แล้วนี่มุกช่วยชีวิตหรือ ความเจ็บปวดของฉันน่ะหรือจะถ่ายทอดเข้าสู่ตัวหล่อน ฉันหัวเราะเยาะอย่างลืมตัว แต่ก็จงใจอยู่ในที ฐานที่เธอมาหยันฉันถึงบนนี้ ด้วยคำโป้ปดมดเท็จ ถ้อยความงมงาย ซึ่งคงหวังให้ยายโง่คนนี้ยอมรับฟัง
"เธอเจ็บได้ก็ดี ถ้าเจ็บได้ช่วยอธิบายหน่อยได้ไหม ว่าตอนนี้ฉันรู้สึกอย่างไร" น้ำตาเริ่มคลอ ฉันข่มมันไว้สุดกำลัง แต่เสียงเมื่อครู่ยังสั่น สั่นจนน่าใจหายเลยทีเดียว
"ไม่ได้หรอกค่ะ ทำแบบนั้นแล้วจะมีประโยชน์อันใด คุณมีแต่จะยิ่งเสียใจ และฉันเองก็ต้องพลอยตรอมตรมไปพร้อมกัน" เธอกล่าวหน้าตาเฉย ใช้แววตาแน่วแน่แต่อ่อนโยนจ้องกลับมาอย่างไม่ลดละ
"แล้วเธอจะให้ฉันยุติภารกิจสุดท้ายโดยไม่มีเหตุผลหรือ เธอมีอะไรมายืนยันให้เห็นได้ว่าการกระทำอันเชื่อได้ว่าเป็นสิทธิเสรีภาพของฉันนี้ จะไปก่อกวนเสรีภาพในตัวเธอ" 
ขาดคำ ร่างฉันถูกกระชากลงจากขอบตึก เซถลาแทบเสียหลัก แต่แล้วร่างกายก็เหมือนได้หลักยึดอันมั่นคง วงแขนนั้นกำลังรัดฉันไว้ ริมฝีปากนั้นกำลังประกบปรบลงบนริมฝีปากของฉัน เป็นความรู้สึกที่นุ่มนวลระคนน่าแขยงขยาด ฉันผละออกมาพลัน น้ำตาทะลักออกจากเบ้า ร้องตะโกนเสียงเครือ
"นี่จะแกล้งฉัน ย่ำยีจิตใจฉันไปถึงไหนกัน อะไร เป็นเขาส่งเธอมาหรือ"
"จูบของคุณ...วิเศษจริงๆ" เธอยิ้มเจิดจรัส "แล้วก็...ไม่มีใครส่งฉันมาหรอกค่ะ ยิ่งเป็นคนที่ทำให้คุณเจ็บ ฉันยิ่งไม่อยากเปลืองตัวไปรับใช้ ลืมแล้วหรือคะ คุณเจ็บวันนี้ วันนี้ฉันเจ็บ"
"แล้วเธอต้องการอะไรจากการกระทำเมื่อครู่"
"ต้องการให้คุณรู้ไงคะ"
"รู้อะไร"
"รู้ว่าฉันรักคุณเทียบได้กับตัวฉันเอง หากคุณไม่เชื่อ จะเข้ามาจูบฉันอีกครั้งก็ย่อมได้ ฉันยินดีอย่างสุดซึ้ง ยินดีที่จะได้ดื่มด่ำความรู้สึกระหว่างเรา" บ้าหรือ เป็นเธอต่างหากที่ทำตามใจตัวเอง ฉันไม่บ้าตามน้ำ ตามคำพูดของเธอหรอก แล้วอย่าได้คิดว่าแค่นี้จะมาหยุดฉันได้เลย เอาล่ะ ฉันต้องไปแล้ว คราวนี้ของจริง ไม่สนเรื่องปั้นแต่งอะไรของเธออีกแล้ว
"คุณไม่ชอบกอด รังเกียจจูบของฉันจนคิดฆ่าตัวตายเลยหรือคะ" หญิงสาวตะโกนตามหลังด้วยสำเนียงเหมือนเด็กน้อย ฉันอดใจอ่อนมิได้ จะอย่างไรเสียเธอไม่ควรมาเห็นภาพวาระสุดท้ายนี้
"กลับบ้าน อาบน้ำ แล้วนอนหลับซะ อย่าได้คิดถึงเรื่องของฉัน อย่าได้สนใจอะไรเพราะฉันเองก็ไม่เคยสนใจเธอเหมือนกัน"
"คุณไม่ชอบที่ฉันทำกับคุณเมื่อครู่หรือ" เธอถามซ้ำอีกครั้ง ราวกับไม่ยินยอมผละจากไปจนกว่าจะได้รับคำตอบ ให้ดิ้นตายสิ ยายนี่ โตจนป่านนี้แล้วยังเหมือนเด็กอยู่เลย ทั้งดื้อด้าน ดื้อดึง แต่ก็...น่ารัก ฉันสัมผัสได้ถึงน้ำใสใจจริงในทุกการกระทำเมื่อสักครู่ ฉันอาจตื่นตูมวู่วามแสดงอาการเคอะเขิน ก็ไม่ใช่เรื่องปกตินี่ ที่จะมีผู้หญิงด้วยกันมาปฏิสัมพันธ์ในลักษณะนั้น และแน่ล่ะ เธอเองก็ยอมสละภาพลักษณ์ตามพิมพ์นิยมมาเพื่อปลอบโยนให้ฉันยับยั้งชั่งใจลง
"แม่หนูเอ๋ย ฉันไม่ได้เกลียด ไม่ได้ชิงชังใดๆในการกระทำและในตัวเธอเลย เพียงแต่...สิ่งที่ฉันจะทำ ตั้งใจมาที่นี่เพื่อที่จะทำ" ฉันรวบรวมสติและความกล้าเพื่อพูดประโยคอันยากเย็นนั้นออกไป ซึ่งความจริงมันก็เคยดังวนเวียนแว่วเสียงอยู่หนแล้วหนเล่าในมโนสำนึกของฉันมาเนิ่นนานก่อนแล้ว "เพราะก่อนนี้ฉันมีรัก มีเกียรติและศักดิ์ในฐานะสตรีผู้มีใครหมายปองจะครองคู่ แต่บัดนี้ไม่เหลือแล้ว ฉันเป็นเพียงหญิงหม้ายในอนาคตกาล เป็นสตรีซึ่งหย่าร้างตั้งแต่ก่อนแต่งงาน ฉันมัน...ไร้ค่าให้ควานค้นแม้แต่กับตนเอง" เสียงสะอึกสะอื้นอันไม่มีทีท่าจะหยุดดังอยู่ระงมไป ท่ามกลางเมฆแห่งราตรี จันทราแห่งราตรี และห้วงเวลาแห่งราตรี เสียงนั้นฟังดูไม่คล้ายเป็นเสียงที่ฉันถือครองอยู่ แต่มันใช่ ฉันรู้ดีว่าเวลาเช่นนี้ไม่สามารถมีใครอื่น ที่จะมาสะอื้นไห้ได้โศกโศกาเทียมเท่าฉันผู้นี้อีก แต่เดี๋ยวสิ เสียงมันฟังซ้ำซ้อนอยู่แปลกแปร่ง คล้ายกับเป็นใครสักคนมาบรรเลงเพลงช้ำเพลงเดียวกันในเวลาอันไล่เลี่ย ฉันมองผ่านม่านน้ำตาไปเบื้องหน้าและได้เห็นเงาของตัวเองในวัยสาวกว่า สะพรั่งกว่า กำลังร่ำไห้เฉกเช่นเดียวกัน มันเป็นเหมือนภาพย้อนสู่อดีต เห็นเป็นตัวเองเมื่อครั้งแรกเข้ามาทำงานที่นี่ ยายหนูผู้นี้ช่างละม้ายคล้ายฉันเสียเหลือเกิน มันคงบังเอิญเพราะเธอเองก็เป็นสตรี แต่หากเปลี่ยนเธอเป็นบุรุษ การจูบและโอบรั้งฉันไว้เมื่อก่อนนี้ จะยังบริสุทธิ์และหวังดีได้เท่าที่เธอมอบให้ในฐานะผู้หญิงอยู่หรือเปล่า แล้วบัดนั้นฉันก็คิดถึงเรื่องประดาหนึ่ง เรื่องที่ออกจะเข้าข้างตัวเองอยู่บ้างแล้วก็ออกจะเพ้อเจ้อราวกับเทพนิยายอยู่บ้าง ว่าบางที เด็กคนนี้คงมีสิทธิ์ได้เกิดมาเป็นชายอันเข้มแข็งแลมีความประพฤติเยี่ยงสุภาพบุรุษผู้งดงามตามแบบแผนแห่งศีลธรรมจารีต แต่แล้วเธอได้รู้ตัวเองว่าหากเป็นเช่นนั้น ชีวิตของฉันคนนี้จะต้องจบลง ในวันที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561 เธอยอมสละเพศสภาวะอันเข้มแข็งแกร่งกร้าว มาเป็นดั่งฉัน สตรีผู้อ่อนแอ ไม่สิ เธอสละทิ้งเพียงเปลือกนอก แต่ยังคงไว้ซึ่งบุคลิกของชายแท้ผู้เด็ดเดี่ยวกล้าหาญ เพื่อจะสามารถเข้าถึงตัวฉันได้อย่างน่าไว้วางใจ เพื่อให้ฉันคงไว้ซึ่งชีวิต และอาจบางทีตอนนี้ความกล้าแข็งนั้นไม่ได้อยู่ในตัวเธออีก หากแต่มันถูกโอนย้ายถ่ายทอดมาสู่ตัวฉันซึ่งมีวัยวุฒิสูงส่งกว่า เพื่อให้ทำในสิ่งที่ควรทำอย่างแท้จริง ฉันกอดมันไว้มั่น ความเข้มแข็งที่ว่า แล้วเดินเข้าไปกอดเด็กสาวผู้ชะลอเวลาตาย อะไรบางอย่างทำให้ฉันสงสัยใคร่รู้อย่างสุดใจ อะไรบางอย่างที่ความจริงแล้วตัวฉันเองก็อาจจะเข้าใจดี ฉันกล่าวออกไปเสียงแผ่วเบา
"ฉันไม่ทำแล้ว ฉะนั้น หยุดเถอะนะ หยุดร้องไห้ได้แล้ว"
หลังจากนั้นเรื่องราวก็สงบลงอย่างช้าๆ พร้อมกับเสียงลมเย็นยะเยือกที่บอกลาค่ำคืนอันเสมือนจะเป็นวาระสุดท้ายของชีวิตฉันไป ฉันรู้อยู่แก่ใจว่าสายลมนั้นจะพัดหวนมาถึงในอีกสักวันหนึ่ง แต่เหตุผลแห่งการมาของมันจะไม่ใช่เพราะชายคนนั้นอีกต่อไป


SHARE
Writer
WindLiu
Walker
In the story

Comments