เมื่อฉันป่วยเป็นโรคซึมเศร้า#11 (การบ้าน...จากจิตแพทย์)
ฉันกัดฟันขับรถหลายกิโลเมตรจากบ้านไปพบจิตแพทย์ตามนัด ที่ฉันไม่ใยดีที่อยากไปหาหมอ เพราะฉันไม่อยากรับรู้ว่าตัวเองกำลังป่วย ฉันลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่าตัวเองป่วยเป็นอะไร แค่กินยาตามหมอสั่งเท่านั้น การไปโรงพยาบาลมันทำให้ความทรงจำเก่าๆที่แสนเจ็บปวดถูกรื้อฟื้นขึ้นมาอีกซ้ำแล้วซ้ำเล่า

หลังจากที่เลื่อนนัดกับคุณหมอ ออกไป 1 อาทิตย์ เนื่องจากติดธุระและความกังวลบางอย่าง ฉันนัดพบคุณหมออีกครั้งในวันที่ 5 พ.ย. 61

ทุกครั้งที่เลี้ยวรถเข้าโรงพยาบาลเฉพาะทางเกี่ยวกับผู้ป่วยที่มีอาการทางจิต (คล้ายๆโรงพยาบาลศรีธัญญา แต่เป็นของเอกชน)สายตาของผู้คนที่มองมา มันทำให้ฉันรู้สึกอึดอัด  รปภ. จะทำดีกับฉันเป็นพิเศษ พยาบาลเฝ้ามองพฤติกรรมฉัน แม้แต่ผู้ป่วยด้วยกันเอง ก็มองฉันตั้งแต่หัวจรดเท้า หลายคนแต่งตัวดีและมีอาการปกติ จนไม่อยากเชื่อเลยว่าพวกเขาป่วยทางจิต 

ฉันหันไปมอง คนป่วยที่มากับเพื่อนร่วมงาน แฟน หรือ ครอบครัว ฉันอิจฉาคนเหล่านั้น ที่มีคนข้างกายรับรู้อาการป่วยและมานั่งให้กำลังใจข้างๆ ฉันรู้สึกจุกขึ้นมาที่อก ตลอดระยะเวลา 11 เดือนที่ผ่านมา ฉันมารพ.แห่งนี้เพียงคนเดียว จ่ายเงินค่ารักษาเอง ขับรถมาเอง ขับกลับบ้านเอง บางครั้งฉันไม่ได้บอกใครเลยว่ามาหาหมอที่นี่ พอคิดถึงจุดนี้ ความเดียวดายก็เข้ามาปกคลุมในใจ น้ำใสๆไหลมาคลอที่เบ้าตา น้ำมูกไหลมากองที่ปลายจมูก 

ฉันแสร้งลุกไปหยิบน้ำเปล่าแบบแก้วที่ให้บริการฟรี ที่วางอยู่ข้างๆกล่องทิชชู่ ฉันคว้าแก้วน้ำและหลอด จากนั้นก็ดึงทิชชู่มาซับน้ำที่เบ้าตา และสั่งน้ำมูก ฉันหลับตาแล้วสูดหายใจลึกๆ 

"ช่างแม่ง" ฉันสบถกับตัวเอง 

ช่างหัวมันปะไร ไม่มีใครอยากมากับเรา ก็ช่างหัวพวกมัน 

ถ้ามาก็คงมีแต่ดราม่า ถ้าเอาพ่อแม่และแฟนมาพบแพทย์ด้วยกัน พวกนั้นคงทนไม่ได้และไม่อยากฟังว่าพวกเขาเป็นต้นเหตุ หรือ มีส่วนทำให้ฉันเป็นบ้า พวกนั้นไม่เข้มแข็งพอ

แต่กูนี่แหละ ต้องเข้มแข็ง 

ฉันเดินก้มหน้า ทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟานิ่มๆ แถวหน้าห้องคุณหมอ บุรุษพยาบาลมือใหม่เดินมาเชิญฉันไปวัดความดัน และ ชั่งน้ำหนัก แน่นอนหล่ะ เขามองฉันแบบเห็นใจ เขาคงเห็นฉันร้องไห้เมื่อกี้ ฉันสอดแขนขวาเข้าเครื่องวัดความดันแบบอัตโนมัติ กระดาษเล็กๆไหลออกมาจากเครื่อง ความดันปกติ แต่...น้ำหนักขึ้น ฉันก้าวลงจากเครื่องชั่งน้ำหนักแบบดิจิตอล

เชี่ย!! 83 กิโลกรัม แม่งทำไมมันไม่ลดลงเลยว่ะ!! มีแต่จะเพิ่มขึ้น

ยิ่งอด ยิ่งกิน ยิ่งอด ยิ่งเครียด  นึกถึงตอนที่หมอให้กินยา fulox ใหม่ๆ ตอนนั้นฉันแทบไม่หิวเลย น้ำหนักลดลงไปจนถึง 79 กิโลกรัม แต่พอร่างกายชินกับยา มันก็หิวตามปกติ

ฉันเดินกลับมานั่งที่โซฟาตัวเดิมอีกครั้ง ที่หน้าห้องเดิม ฉันจ้องป้ายชื่อคุณหมอที่ติดไว้บนประตูไม้สีน้ำตาล ที่ห้องแห่งนี้ หมอต้องนั่งรับฟังปัญหาของคนอื่นมากมาย ฉันย้อนนึกถึงวันเก่าๆ ที่เคยได้ยินเสียงเล็ดลอดออกมาจากห้องนี้

บางครั้งฉันได้ยินเสียงคนร้องไห้เสียงดัง สะอื้นไห้แบบโลกทั้งใบของเขาไม่เหลืออะไรอีกแล้ว
บางครั้งฉันได้ยินเสียงคนโวยวายทะเลาะกัน (คนป่วยกับครอบครัวเข้าไปพบหมอด้วยกัน)
บางครั้งฉันได้ยินเสียงคนให้กำลังใจ "ไม่เป็นไรนะ เดี๋ยวก็หาย" นี่คือคำปลอบใจ จากคนใกล้ชิดผู้ป่วยที่ได้ยินบ่อยที่สุด

และเมื่อประตูเปิดออก ฉันเคยเห็นญาติหิ้วปีกคนป่วยออกมา หรือ เห็นคนป่วยตาแดงก่ำ พร้อมทิชชู่ในมือ

ฉันไม่เคยเห็นใคร เดินยิ้มออกมาจากห้องคุณหมอเลย 

ประตูตรงหน้าเปิดออก บุรุษพยาบาลเดินมาเชิญฉันเข้าห้องคุณหมอ 
ฉันถอนหายใจ แล้วลุกขึ้น สมองพยายามคิดว่า จะเล่าอะไรให้หมอฟังดี

ฉันก้าวยาวๆ เดินเข้าไปในห้อง คุณหมอคนสวยยิ้มรับ
ฉันยกมือไหว้ แล้วดึงเก้าอี้ไม้แสนหนัก ออกเพื่อที่ฉันจะแทรกตัวเข้าไปนั่งได้ มีเพียงโต๊ะไม้ขนาดใหญ่ที่กั้นเราสองคนเอาไว้

เมื่อบานประตูปิดสนิท คุณหมอยิ้ม แล้วถามคำถามแรก ที่เคยถามมาตลอด 11 เดือน

"ช่วงนี้ คุณเป็นอย่างไรบ้างคะ?" หมอยิ้มอย่างอ่อนโยน

"ก็ดีค่ะ" ฉันทำหน้าเอ๋อๆ คิดไม่ออกจะเล่าอะไรให้หมอฟังดี

"แล้วยาที่กิน เป็นอย่างไรบ้างคะ?" หมอถามแล้วก้มหน้าอ่านแฟ้มประวัติผู้ป่วยของฉัน เพื่อดูว่าตอนนี้ฉันกินยาอะไรอยู่ จำนวนเท่าไหร่

"ก็ดีค่ะ มีบางวันที่ต้องกินยาคลายเครียดด้วย" ฉันกระพริบตาถี่ๆ พยายามนึกว่ากินยาอะไรไปเมื่อไหร่

"แล้วคุณกินยาคลายเครียดบ่อยไหมคะ?" หมอพยายามทำหน้านิ่ง แต่ฉันอ่านแววตาหมอออก คุณหมอกังวลที่ฉันกลับมากินยาคลายเครียดอีก

"ประมาณ 2 ครั้ง ในช่วงเดือนครึ่งที่ผ่านมาค่ะ" 

"ก็ถือว่าไม่เยอะเท่าไหร่นะคะ" คุณหมอยิ้มกว้าง คงโล่งอกกับคำตอบของฉัน

"แล้วคุณได้คุยกับคุณแม่ไหมคะ?" คุณหมอก้มหน้าอ่านแฟ้มครู่หนึ่งก็เงยหน้ามาถามฉัน ปัญหาทุกอย่างที่ฉันเล่า คุณหมอได้จดเป็นแผนภาพอยู่ในแฟ้มประวัติคนไข้ พร้อมภาษาอังกฤษ ศัพท์การแพทย์ที่ฉันอ่านไม่ออก

"ก็ดีค่ะ เราไม่ได้คุยกันเรื่องงานแล้ว หนูบอกว่าตัวเองอยากทำอะไร แล้วก็บอกว่าตอนนี้ยังไม่หายป่วย แม่เลยไม่ได้พูดหรือเล่าอะไรเครียดๆให้ฟังอีก"

"แล้วแฟนของคุณล่ะคะ?" คุณหมอถามหน้านิ่งๆ

" หลังจากที่เขาเตะหนู แล้วหนูหนีออกจากบ้าน หนูไลน์กลับมาด่าเขาว่ามันมีวิธีแสดงความรักอีกมากมายที่ไม่ใช่การแกล้งแรงๆแบบที่ผู้ชายเขาทำกัน " ฉันเล่าแบบใส่อารมณ์

"แล้วเขามีท่าทีอย่างไรบ้างคะ" 

"เขาขอโทษและสัญญาว่าจะไม่ทำอีกค่ะ หนูเล่าให้เขาฟังว่าตอนเด็กๆหนูเคยโดนพี่ชายและเพื่อน bully ทั้งคำพูดและการตี มันเป็นปมในใจ หนูรู้สึกว่าการโดนแกล้งทำให้ รู้สึกไร้ค่า ไม่เป็นที่รัก" ฉันเริ่มน้ำตาคลออีกแล้ว

"จากที่หนูเคยเล่าเรื่องวงกลม 4 วงให้หมอฟัง หนูว่าเรื่อง งาน พ่อแม่ และ แฟน มันเริ่มไม่ส่งผลกระทบต่อจิตใจเท่าไหร่ ตอนนี้หนูอยากแก้ไขที่ตัวเอง" ฉันเล่าต่อว่าฉันค้นพบอะไรในช่วงเดือนครึ่งที่ผ่านมา

ฉันเล่าให้ฟังว่า แม่ของฉันมีเชื้อจีน และ จะเห่อลูกชาย ฉันรู้สึกเสมอว่า แม่ให้ความสนใจและความสำคัญกับพี่ชายและน้องชายมากกว่าฉัน ในวัยเด็กฉันคิดว่า ความต้องการของฉันถูกละเลยเพราะฉันเป็นเพศหญิง 

โดยปกติแล้วการได้ของใหม่ๆ มันควรเป็นไปตามลำดับ คนแรกเป็นพี่ชาย ต่อมาคือ ฉัน และคนที่จะได้ท้ายสุดคือ น้องชาย มีครั้งหนึ่งทุกคนได้ห้องของตัวเอง แม่เริ่มติดแอร์ให้พี่ชายคนแรก ซึ่งฉันหวังว่าคนได้แอร์คนถัดไปคือฉันเพราะห้องมันร้อนมาก แต่แล้วแม่ก็ติดแอร์ให้น้องชายก่อนฉัน ฉันรู้สึกไร้ตัวตน ทำไมอะไรหลายๆอย่างฉันถึงไม่ได้มัน ทำไมน้องชายต้องได้ก่อนฉันในหลายๆครั้ง และมันทำให้ฉันคิดว่า แม่ไม่ชอบและรำคาญฉัน  ไม่สิ...แม่ไม่ชอบลูกผู้หญิง

มันเลยกลายเป็นปมในใจว่า ฉันเป็นคนไร้ตัวตนในบ้าน แม่เพิกเฉยต่อความต้องการของฉัน ส่วนพ่อก็ใจดีกับฉัน แต่เวลาฉันงอแง เขาจะตีและด่าฉันอย่างรุนแรง จนฉันต้องวิ่งไปเกาะรั้วร้องไห้ให้ลุงข้างบ้านฟัง 

ฉันพยายามทำตัวเองให้มีตัวตน โดยการเป็นคนตั้งใจเรียน และเรียนให้เก่ง เพราะเมื่อฉันเรียนเก่ง พ่อแม่จะหันมาสนใจฉัน เมื่อฉันเรียนได้เกรดตามต้องการฉันจะได้ของขวัญ หรือ ร้องขออะไรก็ได้ ฉันได้เกรด 4.00-3.5 มาโดยตลอด ตั้งแต่อนุบาลจนมัธยมปลาย ฉันเป็นที่รักของพ่อแม่เพียงเพราะฉันเรียนเก่งที่สุดในบ้าน

การที่ฉันกำปมนี้มาตลอด มันทำให้ฉันเอาตัวเองไปเปรียบเทียบคนอื่นตลอดเวลา ฉันชอบเอาชนะ ฉันขี้อิจฉา ฉันเป็นคนเคียดแค้น ฉันทะเยอทะยาน ฉันขี้โม้ และ ขี้อวด เป็นเพราะฉันอยากมีตัวตนในสายตาคนอื่น

จนมันฝังรากลึกในใจ ฉันใช้ชีวิตมาตลอด 30 กว่าปี โดยเอาเรื่องนี้มาเป็นเครื่องชี้นำชีวิต ฉันจะด่าตัวเองและโทษตัวเองทุกครั้งที่พ่ายแพ้ ฉันรู้สึกแย่เมื่อมีคนอื่นเด่นกว่าฉัน หรือมีคนปฏิบัติกับฉันแบบไร้ตัวตน 

พอฉันพรั่งพรูสิ่งที่ฉันค้นพบในตัวเองมาถึงจุดนี้คุณหมอ จ้องหน้าฉันแล้วพูดว่า

"คุณรู้สึกไหมคะ ว่ายิ่งทำเท่าไหร่.....มันก็ไม่เคยพอ" 

"ค่ะ" ฉันตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ  ฉันไม่อยากยอมรับว่าสิ่งที่หมอพูดมันคือเรื่องจริง

ภาพการถูกแกล้ง และ ภาพการถูกละเลยในวัยเด็กมันโผล่ขึ้นมาอีก

น้ำตาไหลอาบแก้มอีกแล้ว วันนี้ตั้งใจแล้วแท้ๆว่าจะไม่ร้องไห้ในห้องคุณหมอ ฉันจะหายป่วยได้ไง ตราบใดที่ฉันยังคงขุดค้นพบวัชพืชร้ายในใจ ที่มันคอยกัดกินความรู้สึกทุกครั้งที่มีโอกาส

"คุณวิ่งหาการยอมรับจากคนอื่น ทั้งๆที่คุณไม่เคยเปิดใจยอมรับตัวเอง ยอมรับในสิ่งที่คุณเป็น" 

"ค่ะ มันเหนื่อยมาก" ฉันพูดสั้นๆ พยายามกลืนก้อนสะอื้นลงคอ ฉันอายที่ร้องไห้ต่อหน้าหมอ

ฉันก้มหน้าต่ำ ฉันสับสน ไม่เคยคิดว่า สิ่งที่เคยทำให้ฉันประสบความสำเร็จ คือสิ่งเดียวกันที่ทำให้ฉันป่วยใกล้บ้า 

"หมอจะให้การบ้านคุณนะคะ ให้ไปเขียนข้อดีและข้อเสียของตัวเองมาส่งคราวหน้า"

ฉันเงยหน้ามองคุณหมอ เอาจริงๆนะ ฉันคิดไม่ออกเลยว่าตัวเองมีข้อดีอะไร ตอนนี้ฉันเห็นข้อเสียของตัวเองเต็มไปหมด รวมถึงคำพูดเหน็บแนมจากคนรอบข้างที่ฉันสะสมไว้คอยตอกย้ำตัวเอง
ฉันมองตัวเองในแง่ลบ ฉันคิดเสมอว่าตัวเองยังดีไม่พอ และฉันต้องพยายามอีก

"ค่ะหมอ" ฉันรับปากหมอส่งๆไปแบบน้ัน ยังคิดไม่ออกเลยว่าจะเขียนอะไรลงไป

 หมอคงอยากให้ฉันเปิดใจยอมรับข้อเสียของตัวเอง

เมื่อยอมรับข้อเสียในตัวเองแล้ว แม้คนอื่นจะหยิบมาทำร้ายเราเท่าไหร่ เราก็คงไม่เจ็บปวดอีก

ข้อเสียของฉันคือ เป็นคนใจร้อน

การอยากหายป่วยจากโรคซึมเศร้าเร็วๆ คงเป็นผลมาจากความใจร้อนของฉัน
ตอนนี้ฉันปล่อยวางเรื่องการหายป่วยแล้ว เพราะตราบใดที่ฉันยังกำจัดวัชพืชในใจไม่หมด 
มันก็คงไม่มีทางหาย 

ตอนนี้ฉันและหมอ กำลังขุดลึกไปถึงต้นตอของปัญหา ไปยังใต้ภูเขาน้ำแข็ง ที่เป็นรากของนิสัยและพฤติกรรมของฉัน

ปมในวัยเด็ก เป็นอะไรที่แก้ยากที่สุด แต่ฉันคงต้องเผชิญหน้ากับมัน
SHARE
Written in this book
เมื่อฉันป่วยเป็นโรคซึมเศร้า
ประสบการณ์ชีวิตของผู้ป่วยคนหนึ่งและสาเหตุของโรคซึมเศร้า
Writer
HYGGE
Writer
HYGGE >> ชื่อเราอ่านว่า ฮุกกะ หรือ ฮูก้า แล้วแต่จะเรียก ความหมาย คือ ความสุขง่ายๆ แบบไม่ต้องพยายาม เราเป็นนักเล่าเรื่อง...เล่าประสบการณ์ที่ผ่านมา ความรู้สึก และ ข้อคิดที่ได้ เราไม่ค่อยตามกระแสคนอื่น เพราะคนอื่นมีคนเป็นไปแล้ว เป็นตัวเองง่ายกว่า เราชอบใช้ชีวิตเรียบง่าย เพราะเราเกลียดความวุ่นวาย เรามักคิดต่าง ในช่วงเวลาที่คนอื่นคิดเหมือนกัน เราพูดน้อย แต่เราเขียนเยอะ งานเขียนของเรามีหลายแบบ แต่ใช้นามปากกาต่างกัน เราเขียนบทความ งานวิจัย หนังสือเตรียมสอบ เราเขียนนิยาย เรื่องสั้น How-to อืม...อะไรอีกดีล่ะ เราว่า ใน storylog คงมีความเป็นตัวเองมากที่สุด เพราะไม่มีใครมาจ้างเขียน555 ยินดีที่ได้รู้จักทุกคน จะพยายามเขียนงานดีๆออกมาให้ทุกคนได้ติดตามนะคะ

Comments

Alcyone
9 months ago
เป็นกำลังใจให้นะคะ คุณเก่งมากเลยค่ะ เราชื่นชมคุณนะคะ :)
Reply
giffly
8 months ago
เป็นกำลังใจให้นะคะ อ่าน 11 ตอนรวดเลย55
Reply
KesineeK
7 months ago
รออ่านต่อนะคะ
Reply
Hamster13
1 month ago
สู้ต่อไปนะคะ เอาใจช่วย
เราคิดว่าเรื่องของคุณช่วยเป็นวิทยาทานให้หลายๆคนได้ หนึ่งในนั้นมีเราอยู่ด้วย เหตุการ์ณบางอย่างเราคล้ายๆคุณ เราก็อยากเข้าใจตัวเองเหมือนกัน
Reply