สิ่งที่ไม่ได้สำคัญเราจะทำอะไรกับมัน


ฉันตั้งคำถามกับตัวเองในวันที่ดูหนังเรื่องนี้จบ

ซึ่งนั่นมันก็นานมาแล้ว จำได้ลางๆว่ามันเป็นฤดูร้อนที่เด็กอายุ 16 หลายคนต่างมีแผนออกไปเที่ยว บางคนไปต่างจังหวัดกับครอบครัว บางคนไปเล่นเกมส์บ้านเพื่อน บางคนเริ่มมีความรักและใช้เวลาช่วงนั้นอยู่กับแฟน และบางคนก็ทำได้แค่ออกไปเช่าหนังและกลับมานอนดูตอนกลางคืนในบ้านที่กว้างขว้างแต่ไร้คนอยู่

นั่นคือฤดูร้อนของฉันในตอนนั้น
มันถูกบันทึกลงความทรงจำระยะยาวแบบนั้นเรื่อยมา ความรู้สึกช่วงนั้นมันทั้งเหนื่อยหน่าย และแห้งเหี่ยว ราวกับใบไม้ที่โดนแดดเผามาเป็นเวลานานและพร้อมจะกรอบแตกเมื่อมีใครมาสัมผัสผิดวิธี

ใช่, มันคือความเหงา เพราะหากไม่ใช่ความตายเสียแล้ว ก็คงไม่มีอะไรร้ายแรงเกินกว่าที่จะปล่อยให้มนุษย์คิดถึงสิ่งต่างๆที่ฝังลึกอยู่ในใจได้อย่างเจ็บปวด หากไม่ใช่ความเหงา

ฉันรู้จักมันดี มันเติบโตขึ้นมาพร้อมกับวันและคืนที่ทุกคนต่างมีเพื่อนและหน้าที่ที่ไม่ต้องทำคนเดียว ยกเว้นฉัน การรู้สึกเป็นส่วนที่ถูกแบ่งออกมามักเริ่มทำให้ฉันคุ้นชินกับความไม่เป็นที่ต้องการ
คล้ายสิ่งของที่มีชื่อเรียก แต่ก็ไม่เคยมีใครสักคนอยากได้

และมันก็เลยทำให้ฉันถามตัวเองว่า
สิ่งที่ไม่ได้สำคัญเราจะทำอะไรกับมัน
บางคนปล่อยไว้
บางคนเมินเฉย
บางคนเลือกที่จะทิ้ง
แต่บางคนต้องบริจาคให้คนอื่น

แผลลึก หัวใจสลาย / Never Let me Go - หนังเรื่องนี้เป็นหนังที่ทำให้ฉันรู้จักกับความเหงาที่ดิ่งลึก สะเทือนใจ และโศกทุกข์ถึงตัวละครอันเป็นที่รัก

ในหนังจะเล่าถึง มิตรภาพ ความทรงจำ หน้าที่ และจุดดับสิ้นที่ชวนตั้งคำถามถึงความเป็นมนุษย์ ยิ่งดูก็ยิ่งรู้สึกว่าชะตากรรมของทั้ง แคธี รูธ และทอมมี่ เป็นสิ่งมีชีวิตที่น่าสงสาร คนเรามันจะสิ้นหวังกันได้ถึงเพียงนี้เลยหรือ เจ้าของวิธีคิดบ้าๆนี่เขาเป็นใคร ทำไมถึงทำให้ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของคนคนหนึ่งถูกถ่ายโอนเหลือแค่เศษเดนที่ไร้ค่าได้ขนาดนั้น

พวกเขาถูกเลี้ยงดู มีคนให้ข้าวให้น้ำ ให้เรียนหนังสือ ให้เติบโต ให้ใช้ชีวิต จนถึงเวลานัดหมายที่จะถูกควักถ่ายอวัยวะไปเรื่อยๆ ครั้งแล้วครั้งเล่า จนกว่าจะตายบนแผ่นอลูมิเนียมแข็งเย็นเยียบในห้องผ่าตัด และนั่นคือที่พำนักสุดท้ายของพวกเค้า

จริงอยู่ว่าหนังค่อนข้างเงียบและชวนหลับ
แต่ฉันไม่หลับ หลับไม่ลง
หนังจบแล้ว แต่ฉันยังอยู่
กลางคืนยิ่งยาวนานออกไปเรื่อยๆ เวลานี้ไม่มีสิ่งใดยึดโยงและมีความหมายสำหรับฉัน

สิ่งที่ไม่ได้สำคัญเราจะทำอะไรกับมัน

ฉันถามตัวเองอีกครั้ง
แล้วฉันก็พบว่าฉันควรบริจาคเหมือนพวกเค้า ถึงแม้จะไม่เต็มใจ แต่สำหรับฉันอะไรที่ไม่มีความสำคัญแล้ว การไม่มีมันอยู่เลยน่าจะดีที่สุด
นี่เป็นหนังเรื่องแรกที่ทำให้ฉันคิดอะไรแบบนี้ ฉันรู้สึกว่าฉันแค่อายุ 16 แต่ก็เติบโตพอจะยืนยันกับแพทย์ได้ว่า ในวันที่ฉันไม่เหลือค่าพอต่อสิ่งใด หรือไม่มีความสำคัญต่อใครสักคนแล้วจริงๆ อวัยวะที่เต้นอยู่ในร่างกายนี้

ฉันจะขอมอบให้คนอื่น
SHARE
Written in this book
โลกนอกหนัง
หนัง
Writer
SHN
somewho
Facebook Page : You found me

Comments