Slumdog Millionaire : ความรัก ชีวิต และการดิ้นรน ของ....หมาสลัมทะยานฝัน

“เพราะชีวิตที่เจ็บช้ำ มันคือความทรงจำ ที่ไม่ต้องมีคำถามใดมาตอกย้ำ...มันก็ยังคงอยู่ในส่วนลึกของหัวใจที่ร้าวรานเสมอ จนไม่ต้องต้องเรียนหรือ “หาตัวช่วย” ใดมาตอบคำถาม”

.............................................................

“จามาล มาริค” หนุ่มวัย 17 ปี ผู้มีกำพืดอันต้อยต่ำ ไร้การศึกษาจาก “จูอูล” สลัมขนาดใหญ่ในเมือง มุมไ”ซึ่งปัจจุบันทำงานเป็น พนักงานเสริฟ์ ใน Call Center เครือข่ายโทรศัพท์แห่งหนึ....ถูกคนผู้คนจำนวนมากตั้งคำถามว่า

การที่เด็กสลัมเช่นเขาซึ่งกำลังพิชิตเงิน 20 ล้านรูปี...เขาทำได้อย่างไร?

...จากการที่ชายหนุ่มตอบคำถามในรายการ “เกมเศรษฐี(Who Wants to Be a Millionaire?)” เกมโชว์สุดฮิต โดยมีผู้ดำเนินรายการชื่อดัง “เปรม กุมาร” จอมดูถูก-เหยียดหยัน ที่ไม่ชอบการก้าวเข้าสู่รอบลึกๆ (ตัวรายการจริงๆ เปิดตัวในเดือนพฤษภาคม ปี 2000 ซึ่งได้รับความนิยมอย่างสูง )

การสะสมเงินรางวัลของ จามาล ซึ่งทวีจำนวนมากขึ้นทุกครั้งที่ชนะคำถาม ทำให้เขากลายเป็นตัวแทนความเพ้อฝันถึงความร่ำรวยให้เกิดกับชาวอินเดียเกือบทั้งประเทศ โดยเฉพาะการเข้าสู่รอบแจ๊คพ๊อตซึ่งเงินจำนวน 20 ล้านรูปีซึ่งรออยู่ ในการแข่งขันวันพรุ่งนี้!

จามาลจึงเป็น ความขัดแย้งของคนสองฝั่งในอินเดีย ฝั่งหนึ่งคือ คนอินเดียที่มีฐานะดี และร่ำรวยต่างดูถูกและกังขาการก้าวมาถึงจุดสูงสุดของการแข่งขัน

... แต่เขากลับเป็น “ไอ้ลูกหมาสลัมที่กำลังพุ่งทะยานฝัน” ผู้ความเป็นหวังเชิงอุดมคติของชาวอินเดียอีกฝั่งได้แก่คนจนและต่ำต้อยมากมาย

...เพียงแต่ตอนนี้เขากำลังโดนสอบปากคำโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งรีบเข้าตระครุบทันทีหลังจากได้ชัยชนะจากการแข่งขันรอบที่แล้วเพียงไม่กี่นาที จากการตั้งข้อสงสัยของพิธีกรจอมตั้งแง่!

...นั่นสิ...เขาทำได้อย่างไร...เหมือนกับตัวเลือกในภาพยนตร์เรื่องนี้ที่ถามผู้ชมว่า...

A.เขาโกง
B. เขาโชคดี
C. เขาคืออัจฉริยะ
D. มันถูกกำหนดไว้แล้ว

.................................

“เพราะชีวิตที่เจ็บช้ำ มันคือความทรงจำ ที่ไม่ต้องมีคำถามใดมาตอกย้ำ...มันก็ยังคงอยู่ในส่วนลึกของหัวใจที่ร้าวรานเสมอ จนไม่ต้องต้องเรียนหรือ “หาตัวช่วย” ใดมาตอบคำถาม”

...“เกิดในสลัม” และ“มีชีวิตที่ต่ำต้อย” ทำให้ จามาล และพี่ชายที่ชื่อ “ซาลิม” คือสองในล้านของเด็กด้อยโอกาสในสังคมอินเดีย

...แววฝันและวัยเยาว์ ของหนูน้อยทั้งสองถูกฉาบด้วยความฉ้อโกง การแก่งแย่งแก่งขันด้วยเหลี่ยมเล่ห์ ซึ่งบีบบังคับให้จำต้องเป็น

แต่ถึงแม้ จามาล จะอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เสื่อมโทรม สกปรก เนื้อตัวดำเปื้อนในทุกๆ วัน

ทว่าความบริสุทธิ์ของจิตใจยังคงปรากฏผ่านแววตาไร้เดียงสาของ อย่างมิเคยเปลี่ยนแปลง แม้จะพบกับเหตุการณ์เลวร้ายที่แผ้วผ่าน เข้ามาตลอดก็ตาม

...เมื่อหนูน้อยทั้งสองต้องสูญเสียคุณแม่อันเป็นที่รัก จากเหตุการณ์ความรุนแรงซึ่งชุมชนชาวมุสลิมถูกไล่ที่โดยชาวฮินดูหัวรุนแรง

...ภาพของแม่ที่ตะโกนบอกให้ทั้งสองหนีไป ขณะที่ด้ามไม้ขนาดใหญ่ถูกระหน่ำตีลงไปบนร่างของเธอ คือ “ภาพจำอันโหดร้าย”
ปรากฏเป็นรอยแผลในหัวใจของทั้งสองอย่างไม่เคยลบเลือน ที่สำคัญคือเป็นคำตอบของคำถามข้อหนึ่งในการแข่งขันที่ว่า

“ในภาพของพระรามที่ปรากฏอยู่ทั่วไปนั้น...ท่านถืออะไรไว้ในมือขวา?”

...จามาลนึกถึงเหตุการณ์ในครั้งนั้น และตอบได้ว่า ธนูและคันศร ซึ่งนอกจากจะตอบถูกแล้ว...เขายังอธิบายที่มาของคำตอบไว้ในใจเพียงลำพังว่า

“ถ้าไม่ใช่เพราะพระรามและพระอัลเลาะห์...แม่ผมก็ยังคงอยู่!”

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ทั้งสองต้องระหกระเหินเร่ร่อน ไปตามแหล่งชุมชนต่างๆ โดยมีเด็กหญิงตัวเล็กๆ ที่ชื่อ “ลาติกา” ซึ่งเป็นเด็กหญิงกำพร้าพ่อแม่ติดตามทั้งสองมาอยู่ด้วยกัน

ในความคิดของจามาล ลาติกาคือหนึ่งในสามทหารเสือคนสุดท้ายที่เขากำลังเฝ้ารอ จากการที่เมื่อสมัยที่แม่ยังอยู่ และทั้งสองได้เรียนในโรงเรียนเล็กๆ คุณครูมักจะสอนเรื่อง “สามทหารเสือ” ให้ฟังอยู่เสมอ

ด้วยความสนิทสนมของทั้งสาม ทำให้จามาลแอบซ่อนความรักอันบริสุทธิ์ที่มีต่อ ลาติกาไว้ในใจตลอดมา

...และจากนั้นชีวิตเล็กๆ ก็ค่อยๆ เรียนรู้-เติบโต ผ่านเรื่องราวร้ายๆ ของชีวิต แทนที่จะได้รับเรื่องราวดีๆ รวมถึงความรักจากพ่อแม่หรือในครอบครัวที่มีอันจะกิน จนเกิดคำถามว่า

“คนจะดีนั้น...ดีที่ใด...ดีที่ตัวเอง หรือ จะเลวเพราะสภาพสังคมและการใช้ชีวิตบีบบังคับ”

เพราะแม้จะผ่านเรื่องราวร้ายๆ ผิดหวัง ปวดร้าว และขมขื่นมามาก แต่จามาล ก็ยังเป็นคนมีความรักเป็นสิ่งที่ทำให้ลมหายใจในทุกๆ วันมีคุณค่า ในขณะที่ ซาลิม กลับหลงใหลในเงินตรา และเห็นว่า “เงินคืออำนาจ” ที่จะเนรมิตทุกสิ่งให้อยู่ใต้คุณค่า “รูปี”

.................................................

การกระทำของ ซาลิม สะท้อนให้เห็นตั้งแต่ยังเด็กในครั้งที่แม่ยังอยู่ เมื่อ จามาล ไปเข้าส้วมสาธารณะในสลัมซึ่งไม่มีฝาปิดและตั้งยกพื้นสูงเมตรกว่าๆ อยู่กลางแดด โดยข้างล่างจะเป็นพื้นไม้เก่าๆ เจาะเป็นช่องโล่ง สำหรับให้คนแต่ละคนมาขับถ่ายและของเสียทับถมอยู่ตรงนั้น

โดยไอเดียของฉากนี้ในภาพยนตร์ เกิดจากแรงบันดาลใจ ของ “ไซมอน โบฟอย” ผู้เขียนบทภาพยนตร์ ซึ่งได้ลงไปสำรวจพื้นที่ใน“สลัม จูฮู” ของมุมไบ รวมถึง “สลัมธาราวี” เพื่อจัดหาโลเคชั่นในการถ่ายทำ

แต่โฟบอยกลับหลงเข้าไปในตรอกเล็กๆ ของจูฮู โดยมีเด็กๆ ชาวสลัมซึ่งพูดภาษามหาราติ อันเป็นภาษาฮินดูท้องถิ่น วิ่งไล่ตามพร้อมหัวเราะเยาะชายต่างชาติที่แปลกประหลาดเช่นเขาซึ่งเขา ไว้ในนิตยสารต่างประเทศฉบับหนึ่งว่า

“ตอนที่ผมวุ่นอยู่กับการหาทางออกนั้น เด็กตัวเล็กๆ สิบคนเดินตามพร้อมๆ หัวเราะเยาะไล่ตามหลังไปด้วย ผมจึงรีบจ้ำอ้าวหนี...พวกเด็กๆ ก็วิ่งตามไปแล้วหัวเราะดังกว่าเก่า เพราะข้างหน้าคือ “ส้วมสาธารณะของสลัม”

...มันเป็นแค่เพิงเล็กๆ เก่าๆ ผุพัง และยกพื้น ที่สำคัญมันมีผนังกั้นแค่สามด้าน ซึ่งด้านที่เปิดโล่งนั้น เผยให้เห็นสนามบินส่วนตัวของพวกคนรวยๆ
ภาพที่ผมคิดมันจึงแปลกประหลาดเพราะผมจินตนาการ ว่าทุกๆ เช้าจะมีคนจนที่สุดในโลก มานั่งถ่ายทุกข์ มองคนรวยที่สุดในโลก บินมาทำธุรกิจกัน ”

เหตุผลเพราะ สลัมจูฮู นั้นตั้งอยู่ใกล้ๆ สนามบินทางตะวันตกของเมือง ซึ่งปรากฏเด่นชัดต่อทุกสายตาที่บินเข้ามาในมุมไบ
โดยมีการประมาณจำนวนประชากรในชุมชนแออัดแห่งนี้มามีถึงประมาณ 1 ล้านคน และกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว จนคาดว่าจะมีปริมาณมากขึ้นถึง 20 ล้านคนในปี 2020

และจากสิ่ง โบฟอย ได้พบเจอ ทำให้เขาได้คิดถึงฉากหนึ่ง ที่ปรากฏในภาพยนตร์ นั่นก็คือระหว่างที่ หนูน้อย จามาล ในวัยไม่กี่ขวบกำลังเข้าส้วมพร้อมกับดูภาพถ่ายของ “อมิตาบห์ บาจันห์” ซึ่งเป็นดาราที่โด่งดังที่สุดของอินเดียไปพลางๆ เพราะอมิตาบห์ มีกำหนดการจะต้องมาแถวๆ นั้น

...ปรากฏว่าเฮลิคอปเตอร์ ของอมิตาบห์ บินลงมาจอดใกล้ๆ สลัมของพวกเขา (อมิตาบห์ โด่งดังมาตราบจนปัจจุบันนี้-ซึ่ง คนไทยเริ่มรู้จัก อมิตาบห์ จากภาพยนตร์เรื่อง “โชเล่ย์” ที่ได้เข้ามาฉายในประเทศไทยเมื่อหลายสิบปีก่อน)

...ซาลิมได้โอกาสแกล้ง จามาล ด้วยการขังให้อยู่ในนั้น และวิ่งออกไปหา อมิตาบห์ เพื่อหวังจะได้ “ลายเซ็น” เพื่อที่จะนำมาขายได้ราคางาม แต่จามาลไม่สามารถออกไปได้ จึงตัดสินใจ

“กระโดดจากช่องว่างของแผ่นไม้ แต่ยกแขนชูรูปของอมิตาบห์ ไว้สูงสุดเพื่อไม่ให้แปดเปื้อน ทั้งๆ ที่ตนเองจมปฏิกูลไปทั้งตัว!”

จากนั้น จามาล ก็เดินไปพร้อมกับรูปภาพ ทั้งๆ ที่เนื้อตัวเปื้อนไปด้วยอุจาระ เพื่อแทรกฝูงชน ที่กำลังห้อมล้อม อมิตาบห์ เข้าไปเพื่อขอลายเซ็นอย่างง่ายดาย จนทุกคนต่างตกตะลึง โดยเฉพาะ ซาลิม!

...ภาพถ่ายที่ถืออยู่ในมือ ถูกเซ็นด้วยดาราใหญ่ตัวจริงเสียงจริง เป็นสิ่งที่สร้างความประทับใจให้หนูน้อยเป็นอันมาก

...เพียงแต่ว่า ผ่านไปไม่ถึงค่อนคืน ภาพพร้อมลายเซ็นใบนั้นได้ถูก จามาล ขโมยนำไปขาย ได้ราคางาม คือสิ่งสะท้อนว่า ซาลิมนั้น เห็นเงินตราคือสิ่งสำคัญ มากกว่าความรู้สึก

แต่สำหรับ จามาล นั่นคือความสูญเสียสิ่งที่มีคุณค่าทางใจครั้งสำคัญ จนทำให้เขาสามารถตอบคำถามข้อแรกในการแข่งขันที่ว่า

“ใครคือดารานำในภาพยนตร์เรื่อง ซานจี อันสุดโด่งดังเมื่อหลายสิบปีก่อน?”

...ภาพถ่ายพร้อมลายเซ็น หยดน้ำตาของเด็กเล็ก พี่ชายใจคด ประสบการณ์ดีๆ ครั้งหนึ่งในชีวิตและ “อึ” คือสิ่งที่ทำให้ จามาล ตอบคำถามนี้ได้อย่างง่ายดาย

.................................................

สำหรับเรื่องราวในอดีตเด็กๆ ทั้งสอง และ ลาติก้า ซึ่งเร่ร่อนติดตามกันมา หลังจากที่แม่ถูกฆ่าตาย
ทำให้พวกเขา “กร้านโลก” ขึ้นเรื่อยๆ

...แล้ววันหนึ่งจุดเปลี่ยนในชีวิตได้เกิดขึ้นอีกครั้งขณะที่ จามาล และซาลิม นอนพักกลางวันในเพิงเล็กๆ ท่ามกลางภูเขากองขยะที่เวิ้งว้างสุดลูกหูลูกตา ส่วนลาติกา เล่นอยู่แถวๆ นั้น

...ชายคนหนึ่ง ที่ชื่อว่า “มาแมน” ได้แสดงถึงความโอบอ้อมอารี และรับทั้งสามไปอยู่ด้วยในการดูแลของ “บ้าน” ที่มีแต่เด็กๆ เร่ร่อนอย่างพวกเขามาอยู่รวมกัน แต่แท้จริงแล้วนั่นคือ “แกงค์ขอทานขนาดใหญ่ของอินเดีย” ที่จะฝึกสอน เด็กเหล่านี้ให้ออกไปขอทาน

แต่สิ่งเลวร้าย คือการที่ พวกมันจะ “ทำให้เด็กเหล่าๆ นี้ต้องพิการ” โดยเฉพาะการใช้ยาสลบอุดปากอุกจมูก จากนั้นจึงนำ “ช้อนที่ลนไปร้อนๆ” มานาบลงไปในลูกตาของเด็กผู้เคาระห์ร้ายพร้อมควักออกมา!...ด้วยเหตุผลของการกระทำเพียงแค่

“หากเด็กพิการออกไปขอทาน ก็จะได้รับความสงสารและได้เงินขอทานเป็นสองเท่า!”

...และแล้วในวันที่ มาแมน บอกให้ซามาลไปเรียกน้องชายของตัวเองมา โดยหลอกมาว่าจะให้มาร้องเพลง ที่ชื่อว่า “ดาร์จัน โกดัน ชาม” ที่แต่งโดยนักกวีอันลือชื่อนาม “ชูร์ดาส” ที่ มาแมนสอนให้เด็กๆ ร้องเพื่อที่จะได้ใช่ร้องเวลาขอทานอยู่เสมอ ซึ่งหากใครร้องดี ก็จะได้เลื่อนตำแหน่ง.

..ซาลิม จึงออกไปตามน้องชายมา แต่ระหว่างทาง ซาลิม กลับพบกับเด็กคนก่อนหน้ากำลังถูกควักลูกตา! จึงเกิดความกลัว และรีบพา จามาล หลบหนี โดย ลาติกาติดตามไปด้วย...ทว่า พรรคพวกของมาแมนรู้ทัน จึงออกติดตาม

“โชคดีที่ จามาล และ ซาลิมหนีขึ้นรถไฟที่แล่นมาได้ทัน ในขณะที่ ลาติกา ตามมาด้วย จนเกือบจะขึ้นรถไฟได้แล้ว แต่ ซาลิมกลับไม่ยื่นมือไปคว้าเธอ!”

...ทำให้ ลาติกา ต้องกลับไปอยู่กับ มาแมน ท่ามกลางความโกรธของจามาล ที่ไม่พอใจในสิ่งที่พี่ชายทำลงไป แต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้

.................................................

เรื่องราวต่อจากนั้นสะท้อนชีวิตของ “หมาสลัม” ของเด็กผู้ชายสองคนที่ต้อง เร่ร่อนอย่างไร้จุดหมายของชีวิต ที่ชีวิตมีค่าเพียง “อยู่ไปวันๆ”...จามาลและ ซาลิม อาศัยหลับนอน และลักลอบแอบใช้ชีวิตอยู่บนรถไฟ เป็นเวลาหลายปี...

...หลายครั้งที่ทั้งสองจะหาสินค้ามาขายให้กับผู้โดยสาร แต่ก็มีมากครั้งกว่า ที่ขโมยข้าวของ หรืออาหารของผู้โดยสารมาประทังชีวิต

ภาพของเด็กสองคนอยู่บนหลังคารถไฟที่แล่นไปข้างหน้าในคืนวันที่ผ่านไปเรื่อยๆ คือสิ่งสะท้อน “ชีวิตที่ไร้ราก” ของคนชั้นล่างในอินเดียไว้อย่างน่าเห็นใจ

...แน่นอนจุดเปลี่ยนผันต่อจากนั้นต้องมาถึง เมื่อวันหนึ่งถูกครอบครัวหนึ่งซึ่งจับได้ว่าทั้งสองขโมยอาหาร จึงถูกจับโยนออกจากรถไฟ ทำให้ต้องเร่ร่อนรอนแรม จนมาพบกับ “ทัชมาฮาล”

...และนั่น คือช่องทางทำกิน ด้วยการเป็นไกด์เถื่อนแนะนำนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ รวมถึง “ช่องทางทำเงิน” ได้แก่การขโมยรองเท้าของนักท่องเที่ยวที่ถอดไว้ มาขายในชุมชน

.................................................

“ชีวิตเมื่อยิ่งเติบโต ก็ต้องมีเรื่องราวที่ต้องผันผ่านอีกมากมาย แต่สองชีวิตต้องหยัดยืนให้ได้”

...ซาลิม ในวัยรุ่นใช้ชีวิตผิดต่อศีลธรรมและกฎหมายหนักข้อขึ้นทุกวัน ด้วยการมั่วสุมและตั้งแกงค์ ส่วน จามาลในวัยที่อายุ 18ปี
แม้จะต้องมั่วสุมบ้าง แต่หัวใจที่ใฝ่ความดีงามทำให้เขา ทำงานสุจริตตั้งแต่เป็นผู้ช่วยในร้านอาหาร จนกลายมาเป็นพนักงานเสริฟ์ ใน Call Center แห่งหนึ่งของอินเดีย

จากข้อมูลในความเป็นจริง ปัจจุบันการทำงานใน Call Center ด้วยตำแหน่ง โอเปอร์เรเตอร์นั้น คืออาชีพที่คนรุ่นใหม่ในประเทศอินเดียล้วนใฝ่ฝัน ทั้งนี้เพราะไม่ใช่ระบบโทรคมนาคมในอินเดียมีความนิยม และความต้องการสูง
...แต่พวกเขาเหล่านี้ทำงานในองค์กรจากอังกฤษ และอเมริกา ซึ่งมาตั้งเครือข่าย Call Center ข้ามทวีป

“เพื่อมุ่งให้บริการสำหรับชาวอเมริกาที่อยู่ในอเมริกา หรือคนอังกฤษที่อยู่ในอังกฤษ...ไม่ใช่เพื่อคนอินเดีย”

เหตุเพราะอัตราค่าจ้างชาวอินเดียนั้นถูกแสนถูก เมื่อเทียบกับการไปจ้างคนหนุ่มคนสาวในประเทศอเมริกา หรืออังกฤษ ทำงานในประเทศของตน นี่จึงเป็นงานที่รายได้ดี มีการจ่ายเงินเดือนเป็นเงิน ดอลล่า หรือเงินปอนด์ เฉลี่ยรายได้ต่อเดือนที่พนักงานแต่ละคนได้รับประมาณ 20,000 บาท

...เพียงแต่ จามาล เป็นเพียง “พนักงานเสริฟ” ให้กับหนุ่มสาว ที่ทำหน้าที่ โอเปอร์เรเตอร์ เหล่านี้ ซึ่งต้องอยู่กับการแสตนด์ บาย ตลอด

...ถึงขนาดที่เขาได้รับการเหยียดหยามจากพิธีกรในรายการเมื่อแนะนำตัวครั้งแรกว่า ทำงานในCall Center นั่นก็ทำให้เขาดูดีอยู่แล้ว

แต่เมื่อพิธีกรถามต่อไปว่า ทำงานในตำแหน่งอะไร และจามาลตอบว่า “พนักงานเสริฟ”.

..ความรู้สึกดีๆ ที่พิธีกรมีต่อ “คนทำงานใน Call Center คนนี้” ก็ได้เปลี่ยนไปเป็นการดูถูกมาโดยตลอด!

“แต่นี่ก็เป็นอาชีพที่แม้จะต้องต่ำ แต่ก็สุจริตและสิ่งที่เขาปรารถนาอยู่เสมอก็คือการได้พบกับ ลาติกา อีกครั้ง แตกต่างจากซาลิม ที่หลงเข้าไปในวังวนอาชญากรรม และสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจของเขาได้ก็คือเงิน เพราะเงินสามารถสร้างอำนาจ”

.................................................

ที่สุด จุดพลิกพันครั้งสำคัญของสองพี่น้องเกิดขึ้นอีกครั้งอย่างมองหน้ากันไม่ติด นั่นก็คือ จามาล และ ซาลิม เสาะหา ลาติกา จนได้มาพบกันในเมือง “มุมไบ”...อันเป็นบ้านเสมือนหลังแรกของพวกเขา ก่อนที่จะร่อนเร่มาตั้งแต่เด็ก

...แม้จะได้พบกับ ลาติกา...แต่อดีตคู่แค้นเก่าเช่น มาแมน ก็เป็นเสมือนนกรู้และตามมาแก้แค้น สองพี่น้อง ทว่า ซาลิม ซึ่งไม่เกรงกลัวสิ่งใด จึงสังหารมาแมนและพรรคพวก

จากนั้นทั้งสองได้พา ลาติก้า หนีออกมา โดยคืนนั้น ทั้งสามได้เปิดโรงแรมนอนด้วยกัน

...เพียงแต่ว่า ซาลิมรู้ว่า อีกไม่นาน พวกเขาจะต้องถูกพรรคพวกของมาแมน ตามฆ่า จึงออกไปติดต่อกับแกงค์ของผู้มีอิทธิพลคนหนึ่งในมุมไบ เพื่อขออาศัยพึ่งใบบุญ เพื่อที่ไม่ให้ จามาล และ ลาติกา ต้องเผชิญกับการเสี่ยงอันตราย

...ซาลิมพยายามที่จะตัด จามาลออกจากวงค์จรอุบาทว์นี้

...คืนนั้น เมื่อกลับมาที่โรงแรม ซาลิมจึงไล่จามาลออกไป เพราะต้องการที่จะร่วมรัก และครอบครอง ลาติกา!

จามาลรู้ดังนั้นจึงไม่ยอม และต่อสู้ขัดขืน จนทำให้ซาลิมชักปืนออกมาขู่ ในขณะเดียวกัน ลาติกา กลับเป็นฝ่ายบอกให้ จามาลไปเสียเพราะเธอเลือกหนทางที่จะเป็นของ ซาลิม เพื่อให้จามาลปลอดภัย

จามาล จึงต้องตัดความสัมพันธ์กับ ซาลิมนับแต่นั้น ด้วยความโกรธแค้น โดยที่ไม่รู้เลยว่า ที่ ซาลิม และ ลาติกา ทำเช่นนั้น เพื่อให้เขาได้ปลอดภัย เพราะทั้งสองหวังจะให้จามาล พบกับเส้นทางอนาคตที่มีคุณค่า”

.................................................

ชีวิตของ จามาล , ซาลิม และ ลาติกา อาจจะไม่ใช่ชีวิตที่สวยงาม เพียบพร้อม เปี่ยมไปด้วยความหวังอันเรืองรองของชีวิต แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า

“ในโลกของความเป็นจริงอันโหดร้าย...ยังมีคนรุ่นใหม่จำนวนมากประสบกับความปวดร้าว ความล้มเหลว การพังทลายของบางสิ่งที่ทำให้ชีวิตไร้คุณค่า รวมทั้งหลงเดินทางผิดในแวดวงอาชญากรรม”

...เพียงแต่จะมีคนรุ่นใหม่สักกี่คนที่ จะยืนหยัดใน “โลกของความดี” และมีความหวังของชีวิตดังเช่น “จามาล”

แม้แต่การสมัครเข้ามาเล่นรายการเกมเศรษฐี ก็เช่นกัน จามาลไม่ได้มาลงแข่งขันเพราะเงิน

แต่เป็นเพราะเขาต้องการที่ทำให้ ลาติกา รู้ว่าเขายังอยู่ เผื่อเธอจะคิดถึงเขา
เพื่อที่จะได้กลับมาพานพบกันอีกครั้ง ซึ่งในขณะนั้น ลาติกา ได้กลายเป็น “ผู้หญิง” ของเจ้าพ่อที่ ซาลิม เข้าไปขอพึ่งใบบุญเสียแล้ว!

ที่สุดท้ายแล้ว เงินรางวัลกว่า 20 ล้านรูปี จึงไม่มีความหมายสำหรับจามาล

เพราะมันมีคุณค่า “น้อยกว่าความรักอันยิ่งใหญ่ของเขา”...รักที่จริงแท้และซื่อตรงต่อ ลาติก้ามาโดยตลอด

“นี่จึงเป็นสิ่งที่ทำให้ จามาลนั้น เป็นผู้กำหนดชะตาชีวิตของตนเอง หาใช่ เงิน ที่สามารถควบคุม ขีดเส้น และเป็นใหญ่กว่าทุกสิ่ง”

............................................

“Slumdog Millionaire” คือผลงานภาพยนตร์ของผู้กำกับชาวอังกฤษ “แดนนี่ บอยด์” ผู้สร้างชื่อเสียงจากภาพยนตร์กระหึ่มโลกเรื่อง “Trainspotting”

. ซึ่งก่อนหน้าที่จะถ่ายทำใน ที่ มุมไบ นั้น บอยนด์ มีความสนใจที่จะใช้โลเคชั่นจริงใน “สลัมฐาราวี” ซึ่งเป็นสลัมที่ใหญ่ที่สุดในโลกด้วยประชากรกว่า 2 ล้านคน.

..แต่ บอยด์ ถูกต่อต้านจากผู้คนในสลัม เพราะพวกเขาไม่ต้องการให้ “มนตรา และอำนาจเงินแห่งฮอลลีวู๊ด”...มาทำให้พวกเขาดูโง่ๆ และยากจนข้นแค้น...บอยด์ จึงต้องไปถ่ายทำในมุมไบแทน

...และสำหรับ “หมาสลัม” นี้ ถูกดัดแปลงจากนิยายยอดนิยมเรื่อง “Q and A” ของ “วิกาส สวารัป” นักการทูต-นักเขียนชาวอินเดีย สู่บทภาพยนตร์โดยมือเขียนบท “ไซมอน โบฟอย”

ซึ่งกล่าวว่า การที่เปลี่ยนชื่อมาเป็น “Slumdog Millionaire” เพราะระหว่างที่กำลังเดินหาข้อมูลจากโลเคชั่น เพื่อขยายความในการเขียนบทภาพยนตร์ โบฟอย ได้พบกับ หมาข้างถนนกลุ่มหนึ่งกำลังนอนหลับอยู่ในตรอกที่ผู้คนพลุกพล่าน

“เพียงแต่ว่า...แม้จะดูเหมือนมันพวกมันหลับอยู่ แต่จริงๆ ไม่ได้หลับสนิท ดวงตาข้างหนึ่งของพวกมันล้วนสั่นกระตุกเพื่อแอบมองทุกสิ่งรอบกาย
...พวกมันจึงเสมือนเป็นตัวแทนของคนชั้นต่ำที่ไร้ค่า น่าสมเพช และโดนดูถูกเหยียดหยาม คล้ายกับไม่รู้อะไรเลย
...แต่จริงแล้ว พวกเขารู้ทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวจากประสบการณ์อันหยาบกร้านของชีวิต...ไม่ต่างจาก จามาลที่ “รู้คำตอบในทุกคำถาม” จากประสบการณ์ชีวิต”

ที่สำคัญสิ่งที่ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้นำเสนอ ทำให้ผู้ชมส่วนใหญ่ ซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ ได้เข้าใจถึง “วิถีทาง” และ “วิธีการ” ที่จะได้มาซึ่ง “ความร่ำรวยของชีวิต” เพียงแต่

“...ใครจะต้องการร่ำรวยทางด้านไหน ?”

จึงไม่แปลกที่ ซาลิม จะต้องการความมั่งคั่งร่ำรวยทางด้านทรัพย์สินเงินทอง จนพบกับความล่มสลายของชีวิต บนเส้นทางอาชญากรรมที่หลงเดินทางผิด จนเกือบจะทำลายน้องชายที่เขารัก

ในขณะที่ จามาล กลับต้องการความร่ำรวยในเรื่อง “ความรัก” ซึ่งเงินทองนั้นไม่ได้มีคุณค่ามากกว่าความรัก และวิถีทาง ที่เขาพยายามมานะ บากบั่น ผ่านวิถีทางและการได้มาอย่างสุจริต และยุติธรรมซึ่ง...

“รายการเกมส์เศรษฐี เป็นแค่เพียงสื่อ ที่มีค่าเพียงแค่จะทำให้เขาได้พบกับ ลาติกาอีกครั้ง เพื่อที่จะได้อยู่เคียงกันตลอดไปเท่านั้น”

...นี่จึงเป็นการเย้ยหยันอย่างเจ็บแสบ เพราะหมาสลัมตัวนี้ ไม่ได้มองเห็นคุณค่าทางด้าน
การสร้างความร่ำรวยของรายการนี้ เหมือนกับคนอินเดียกว่า 90 ล้านคนที่ติดตามรายการด้วยความเพ้อฝันอยากเป็นเศรษฐี เลยแม่แต่น้อย

เพียงแต่ชนะรอบแล้วรอบเล่าที่เขาได้รับ กลับได้รับการกังขา เพียงเพราะ “เป็นแค่คนในสลัมจะมีความรู้เหนือกว่า คนที่มีการศึกษาได้อย่างไร?” ดังนั้นสิ่งที่ จามาล กระทำคงไม่พ้นการโกง หรือฉ้อฉล

แต่ที่สุดแล้วทุกสิ่งก็ถูกเฉลย ให้กับนายตำรวจที่จับเขาไปตรวจสอบว่า

“ทุกคำถามนั้น ล้วนแต่เกี่ยวพันกับอดีต อันปวดร้าว ต่อสู้ และดิ้นรนของเด็กจากสลัมคนหนึ่ง จึงทำให้เขาจดจำสิ่งที่สามารถเป็นคำตอบของคำถามที่มีมูลค่ารางวัลรวมกันถึง 20 ล้านรูปี ได้เป็นอย่างดี”

...ซึ่งอาจจะได้รางวัลมากกว่านี้ หากมีคำถามข้อต่อๆ ไป..และต่อๆ ไป...

สุดท้ายเมื่อพิธีกรตะโกนสุดเสียงดังกึกก้อง ว่า “มันคือคำตอบที่ถูกต้อง” หลังจาก จามาล ตอบคำถามข้อสุดท้ายได้ ท่ามกลางความชื่นชมยินดีของผู้ชมกว่า 90 ล้านคนต่อหมาสลัมตัวนี้

“นั่นไม่ได้หมายความเพียงแค่ ความถูกต้องของคำตอบสุดท้าย...แต่มันคือ “วิถีทาง” และ “วิธีการ” ที่ถูกต้องการได้มาซึ่งสิ่งที่เขาต้องการ”

...อันหมายถึง “ความรักอันยิ่งใหญ่” ซึ่งไม่ใช่คำตอบอื่นใด ที่ จามาล ได้เลือกไว้ นอกไปจากข้อ

“ D. ”

นั่นก็คือ

“มันถูกกำหนดเอาไว้แล้ว”

...โดยไม่ใช่พรหมลิขิต หรือใครอื่นเป็นตัวกำหนด เพราะ เพราะจุดหมายปลายทางของสิ่งที่ต้องการ นั้นมาจาก วิถีทาง และวิธีการ“ที่เขาเลือกเอง”

และสำหรับคนรุ่นใหม่ทั้งหลาย หากคุณต้องการประสบความสำเร็จในชีวิต หรือหน้าที่การงาน คุณจะมี “วิถีทาง” และ “วิธีการใด” ที่จะก้าวสู่ความสำเร็จนั้น อย่างถูกต้อง ไม่ผิดศีลธรรม และไม่กลับมาทำร้ายตัวเอง

...คำตอบที่ถูกต้องที่สุด แต่อาจไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุด...อยู่ที่ตัวคุณ...

Who Wants to Be a Millionaire?

..............................................
SHARE
Writer
Kissda
writer
writer

Comments