SUN 16/12/2018 สวัสดี เรายังไม่ตายนะ
เป็นการเริ่มต้นที่ดูรุนแรง แต่เราเคยหายไปจากบล็อกตรงนี้นานๆ นานจนมีคนส่งข้อความมาถามว่าเรายังโอเคไหม? เหมือนเขากลัวว่าเราจะตายไปแล้วจริงๆ ทั้งในนี้และในชีวิตจริงๆ

ช่วงนี้เราว่าเราอาการดีขึ้น จิตแพทย์ขยับนัดจากปกติ 2 เดือนที่เคยเป็นระยะห่างที่สุด กลายเป็นเกือบ 4 เดือน เป็นความก้าวหน้ามากที่สุดตั้งแต่เข้ารับการรักษามา การอดทนกินยาต่อเนื่องกันจนน้ำหนักตัวขึ้นสิบกว่าโล ไปจนถึงต้องงดเหล้าและพยายามนอนเป็นเวลาเรียกว่าไม่เสียแรงที่ทำ เราเครียดที่เราอ้วนขึ้น แต่มันรู้สึกดีกว่าที่จะไม่ต้องตกหลุมดิ่งอีกครั้ง

เมื่อเราอ้วนขึ้นหลังจากกินยาที่ปรับขนาดล่าสุด จากน้ำหนัก 38 กิโลกรัมกลายเป็น 53 กิโลกรัม เป็นตัวเลขที่หมอพึงพอใจ แต่เราไม่แฮปปี้เลย เราเป็นแค่ผู้หญิงที่สูงแค่ 155 ซม. มันทำให้เราดูเตี้ยและตันไปพร้อมกัน อีกทั้งการแต่งตัวที่เคยเป็นเรื่องสนุกและสบายกลายเป็นเรื่องยากในทุกๆ วัน ก็เครียดนะ เครียดเวลาเห็นพุงอ่ะ เครียดจนคิดว่าเราวิตกจริตสุดๆ เกินไปกับน้ำหนัก คนที่หนักกว่าเรามีเยอะแยะเค้าไม่เครียดตายเหรอ?

หลังจากนั้นในเมื่อทำอะไรกับน้ำหนักไม่ได้ เพราะออกกำลังกายเท่าไรก็ทำได้แค่หยุดไม่ให้มันเพิ่มขึ้น เราเลยพยายามจะปลอบใจตัวเองด้วยการพยายามทำอย่างอื่นแทน งดเรื่องการถ่ายรูปตัวเองไปเลย อาจจะมีถ่ายหน้าเพราะงานบ้าง แต่หลีกเลี่ยงการถ่ายทั้งตัวไปเลย ก็...จนกว่าจะหาวิธีที่ดีกว่านี้ในการควบคุมหุ่นตัวเอง

หลังจากน้ำหนักขึ้นมาเยอะมาก จิตแพทย์คนหนึ่งเลยลองให้เราตรวจเลือดบ้าง ตั้งแต่รักษาโรคซึมเศร้ามาไม่เคยทำการตรวจเลือดเลยเป็นปีๆ อีกอย่างจิตแพทย์ตามสิทธิบัตรสามสิบบาทจะเวียนๆ เข้าเวรกันมา เราไม่สามารถรักษากับหมอคนเดียวต่อเนื่องได้ เพราะบางทีหมอไม่เข้า เราเองก็ไม่อยากเรียกร้องวุ่นวาย สรุปผลเลือดออกมา...เรามีภาวะฮอร์โมนไทรอยด์ต่ำ นั่นเฉลยถึงที่มาของการกินเท่าเดิม ออกกำลังก็ยังอ้วน เพราะการเป็นไทรอยด์ต่ำจะทำให้การเผาผลาญแย่ลง บางวันเราแทบไม่กินอะไร เราก็ยังไม่ซูบลง บวมอยู่ดี เลยได้รักษาเพิ่มอีกโรคคือไทรอยด์ แต่หมอว่ากินยาคุมไทรอยด์ไปเรื่อยๆ พอหายก็จะดีขึ้นเอง การกินยาจิตเวชบางชนิดส่งผลกระทบในการทำงานของต่อมไทรอยด์ได้ 

ที่บ้านกังวลเรื่องไทรอยด์หนักอยู่ เพราะน้องสาวเรามีปัญหานี้จนป่วยโรคอื่นๆ เรื้อรังไปจนถึงไตวายตั้งแต่เด็ก แม่ทั้งเป็นห่วงและบีบบังคับเราอย่างหนักในเรื่องการกิน คือเราไม่สามารถเทน้ำปลาใส่อาหารให้เห็นได้ เพราะไม่ว่ามันจะแค่หยดเดียวหรือยังไม่ทันได้หยด เราก็โดนด่านะ เป็นความเป็นห่วงที่ดูวิตกจริตจนเราเครียดไปอีก

เอาเถอะ ตอนนี้เราหอบข้าวของหนีออกมาอยู่บ้านเพื่อนแล้ว ไว้จะเล่าให้ฟังอีกที แต่มาคุยกันเรื่องยาดีกว่าว่ากินอะไรมันถึงได้เป็นไทรอยด์เพิ่มอีก จำนวนโดสยาที่กินตอนนี้คือ...

Sertraline  50 mg. x 4 เม็ด
+ Amithiphyrine 25 mg. 2 เม็ด
+ Risperidone 1 mg. ให้เหลือครึ่งเม็ด
+ Mianserin HCI 10 mg 1 เม็ด
+ Lithium Carbonate 300 mg. 1 แคปซูล  
หลังจากกินลิเธียมที่จัดว่าเป็นยาควบคุมใกล้ชิดนี่แหละ ไม่อยากโทษนะ แต่ตัวอื่นไม่เคยขึ้นหนักขนาดนี้ ผลข้างเคียงก็จัดว่าเยอะ แต่เราเจอน้อยพอดีอยู่ หลักๆ คือเราหิวน้ำมากขึ้น กินน้ำเยอะมากๆ แล้วก็ฉี่เยอะ เป็นสิว อ้วน แล้วก็หน้ามืดได้ง่ายมากๆ เหนื่อยง่ายสุดๆ คุยกับผู้ป่วยที่กินยาตัวเดียวกันเขาก็แนะนำให้ระวังการขาดน้ำ และเรื่องอ้วนนี่แหละผลข้างเคียงที่เขาก็เจอ เอาน่ะ อย่างน้อยก็มีคนเข้าใจว่าโรคนี้มีปัญหาที่น้ำหนักได้ เพราะบางคนเอาแต่ล้อเรื่องอ้วนขึ้น

สรุปแล้วในตอนนี้ก็แฮปปี้เป็นช่วงๆ สลับกับซึมบ้าง แต่ซึมน้อยลงแล้วล่ะ เริ่มมีความแพนิคอะไรลดลง คือยังมีบ้างที่แพนิคและมีความลืมตัว แต่ก็สามารถย้ำกับตัวเองให้เข้าใจสภาพที่เป็นอยู่ได้บ้าง เช่น การบอกตัวเองเวลารู้สึกเหมือนหลงทางบนรถเมล์ได้ว่า "นี่นะ อยู่บนสาย xx กำลังจะไป" การย้ำคิดย้ำทำมีบ้างเกี่ยวกับการลืมกุญแจ แต่ก็ใช้เวลาค้นในกระเป๋าต่อครั้งเพียงแค่หนเดียวแล้วก็เข้าใจได้ว่าไม่ได้ลืมนะ แค่คิดไปเอง เช็คครั้งเดียวพอแล้ว

โดยรวมพอใจที่มันมีพัฒนาการแล้ว มีความเศร้าแต่ไม่ได้อยากตายให้รู้แล้วรู้รอด แค่เพียงเศร้า รู้ตัวว่าซึม แล้วก็หากิจกรรมที่สนุกทำแทน อ๋อ เริ่มอ่านหนังสือยาวๆ ได้แล้ว แม้ว่าจะช้ากว่าเมื่อก่อน แต่ก็อ่านทุกวัน มีความสุขจังที่ได้อ่านอีกครั้ง ส่วนการเขียน ตอนนี้ใกล้ปิดต้นฉบับ 2 เรื่องแน่ะ ถ้าไม่ดิ่งอีกรอบก็อยากให้เสร็จก่อนสิ้นปีนะ จะได้บันทึกว่า 2018 ฉันเขียนนิยายจบเสียที

เอาล่ะ บ่นเยอะแล้ว ฝอยได้ขนาดนี้แสดงว่าสบายมากไม่ก็เศร้ามาก ตอนนี้บอกแค่ว่าโอเค ยังไม่ตาย ยังไม่ต้องแจ้งคนหาย จะพยายามมาที่นี่เป็นระยะ จะได้เข้าใจว่าเรายังอยู่ ขอบคุณคนที่เคยเข้ามาถามเมื่อก่อนด้วยนะ ทำให้เรารู้ว่ามีคนสนใจเราแบบที่ไม่เกี่ยวกับหน้าตา เปลือกชีวิต แต่สนใจที่สิ่งที่เราเขียนและสื่อตรงนี้จริงๆ

ขอบคุณนะ ขอบคุณ

SHARE
Written in this book
บันทึกสีเทาบนถนนลูกกวาด
บอกเล่าบันทึกเกี่ยวกับตัวเอง และการเดินทางผ่านถนนมืดๆ ที่ชื่อว่า "โรคซึมเศร้า"
Writer
LILITU
Vampire
Prof. of Being Dead insides. A Girl who obsessed with Death, Crime, Cat and Night Creatures. Nothing more...nothing less. [http://fb.com/lilith.in.the.moon]

Comments