เมื่อพูดกับเพื่อนว่า"อยากแต่งงาน"
   เรื่องราวมันเกิดขึ้นที่ห้องอาหารของโรงเรียน ขณะที่พวกเราว่างเว้นจากการสอนตรงกัน จำได้ว่าเป็นคาบ 4 ก่อนนักเรียนม.ต้นจะพักตรงกันในคาบ 5 ซึ่งพวกเราทั้งหมดสอนม.ต้นกันทั้งนั้น เวลาว่างในการสนทนาวันนั้นจึงเยอะกว่าวันอื่นๆ

     ความตลกเฮฮามีในวงสนทนาเป็นเรื่องปกติ ปกติจนถึงขั้นคุยเรื่องไหนก็ฮาได้ทั้งนั้น คุยกันได้ทุกเรื่องจริงๆ คุยไปเรื่อยๆเรื่อยๆเรื่อยๆจนเปื่ิอย
ระหว่างสนทนากันเรื่องอะไรก็ไม่รู้ (จำไม่ได้) อยู่ดีๆ ก็พูดว่า "อยากแต่งงาน" เท่านั้นล่ะครับ #ยาว

     ทุกคู่สายตารอบโต๊ะกินข้าวจ้องมาหาเราพร้อมกัน ด้วยความที่เป็นคนเฮฮาบ้าบอ เพื่อนคงแปลกใจที่ได้ยินประโยคนี้ คำถามแรกมาจากเจ้ามิ้น น้องสาวผู้สอนศิลปะ "พี่พูดจริงเหรอ?" "จริงสิ!...มิ้น" สิ่งที่ตอบน้องไป เมื่อได้ยินเราตอบ อาการน้องก็เปลี่ยนไป นิ้วมือสองข้างประสานเข้าหากัน ยกขึ้นระดับอกแววตาเป็นประกาย พร้อมพูดติดตลกว่า "เอาคนสารเลวของหนูคืนมา " 

  "เอาจริงๆสาระนะเว้ย!...จัดที่ไหน" คำถามต่อมาจากเจ้นุ่น คุณครูภาษาอังกฤษที่เพื่อนๆมักรุมแทง(อำ)กันบ่อยครั้ง จนเจ้นุ่นต้องระบุว่า"สาระ" เพราะบ่อยครั้งไม่เคยได้สาระจากเพื่อนคนนี้เลย และสาเหตุที่ถามเช่นนั้น ก็ด้วยเราเป็นคนต่างจังหวัดนี่เอง " คงจัดกรุงเทพฯละมั้ง"สิ่งที่ตอบเพื่อนไป ก็เพื่อนส่วนใหญ่เป็นเพื่อนที่มหา'ลัย ส่วนที่บ้านคงจัดเล็กๆอีกรอบ ตอนนี้บรรยากาศ เหมือนวงสนทนาที่เคยเละเทะกลับมีสาระขึ้นเรื่อยๆ จากเรื่องแต่งงานของผม งงใจหน่อยๆ

   "อ้าววววว...ว่าไงงงง...."เสียงคำทักทายแบบคุ้นเคย ของผู้ชายที่มือนึงถือก๋วยเตี๋ยวอีกมือถือข้าวราดแกงผ่านเข้าประตูมา เป็นเสียงจากนักร้องคนสนิท นั่นคือครูริต มิตรฉาขีพ เอ๊ย!มิตรสหายคนสำคัญของผม "เฮ๊ย!นี่!รู้ยัง เพื่อนเราจะแต่งงานแล้วน่ะ!" เสียงคุณนุ่นคุยกับครูริต ผู้สอนเกี่ยวกับทัศนธาตุ(เป็นเรื่องหนึ่งในวิชาศิลปะ)แต่กลับสันทัดเรื่องร้องเพลงและมุขตลก " อืมมม! " เพื่อนตอบเจ้นุ่นแบบว่าขอกินก่อนละกันเดี๋ยวมาคุยกันยาวๆ

    " แล้วขอเจายังไง งานจัดในรูปแบบไหน? " คำถามถัดมาของเจ้นุ่น " ใช่ๆหนูอยากรู้ "เสียงน้องมิ้นสมทบอีกที "พี่ว่าจะขอแต่งงานในวันรับปริญญาบัตร" พูดแบบซื่อๆมึนๆตอบเจ้ามิ้นไป เผอิญว่าเราทั้งคู่มีกำหนดเข้ารับปริญญาบัตรพร้อมกันก็เลยกะจะขอเธอในวันนั้น พูดจบก็หันไปฝั่งเจ้นุ่น เพื่อนนั่งเอาศอกเท้าคางแล้วฟังเราพูดแบบว่าชาตินี้ฉันไม่คิดว่าเพื่อนจะมีสาระได้ และตัดภาพถัดไปหาเจ้ามิ้น ยังประสานมืออย่างประทับใจ ลึกๆน้องคงคิดในใจประมาณว่า "พี่คนเลวคนเดิมของน้องหายไปไหน"

   ส่วนพิธีคงจัดง่ายๆในที่เล็กๆสักแห่ง มีดนตรีสดเล่นให้แขกไม่กี่คนที่สนิทๆฟัง ว่าแล้วก็หันไปถามครูริต เพื่อนผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับวงดนตรี เพราะท่านผู้นี้มีวงออกเล่นนักเต้น เอ๊ย!เล่นดนตรีอยู่บ่อยๆ เพื่อนก็อธิบายรายละเอียดเหมือนวันนี้ทุกอย่างจะเป็นวิชาการเอามากๆ ขนาดเพื่อนที่เฮฮาบ่อยที่สุดมันยังจริงจัง แอบคิดในใจ "การแต่งงานของเราทำให้เราดูเป็นคนดีขึ้นขนาดนี้เชียว "
   
   สักพักน้องหยกสะกิดด้วยประโยคโปรโมชั่น ที่ว่า " พี่ๆ เดี๋ยวหนูจัดดอกไม้ช่อใหญ่ให้ " หนูมีพี่เขาพับดอกไม้ขาย เดี๋ยวหนูจัดให้พี่เป็นของขวัญเลย ดูหน้าหยกตอนนั้นเหมือนน้องสาวที่กำลังยินดีกับพี่ชายตัวเอง ด้วยความที่สอนอยู่หมวดเดียวกัน เราจึงสนทนากันเรื่องสาระมากกว่าคนอื่นๆ ความรู้สึกคงประทับใจมากกว่าประหลาดใจอย่างเช่นเพื่อนๆคนอื่นเขารู้สึกแน่นอน

     เมื่อประเด็นโปรโมชั่นถูกเปิดขึ้น โปรชั่นถัดไปก็ถูกเสนอ "พี่ๆให้หนูช่วยอะไรไหม เอาลูกโป่งไหมวันขอแต่งงาน ให้หนูเขียนฉากให้ไหมงานพี่" เสียงเจี้ยวจ้าว!สดใสของน้องมิ้นดังขึ้นหลังจากโปรโมชั่นน้องหยกจบลง ระหว่างที่ทุกคนกำลังเฮฮาและตื่นเต้นกับการสอบสวนเราอยู่นั้น น้องปุ้ย ครูสังคมก็นั่งเสพโซเชียล แบบว่า โลกทั้งใบมีหนูคนเดียว อ๋อ! มีแว๊บ!หนึ่งที่ปุ้ยหันมา ทำท่าทำทางเหมือนจะสนใจ เพราะน้องลดมือถือลงพร้อมหันหน้ามาสู่วงสนทนา แต่แล้วคิ้วของปุ้ยก็ชนกัน คงจะงงว่าพี่ๆพูดอะไรกัน แล้วก็กลับมาสู่โลกโซเชียลของเขาต่อ

  "พระรองนามว่าสองอีกหนึ่งนาม" คือน้องคนนี้เขามีสองชื่อ ไลน์เขาชื่อพระรองแต่น้องเขาบอกให้เราเรียกว่าสองแทน เป็นผู้ชายข้างกายน้องปุ้ยเพราะสอนสังคมเหมือนกัน เรียกว่าปล่อยหมัดเด็ดใส่ผมเลย "นี่! พี่เขาจะจัดงานอีกทีที่สงขลา" เสียงเจ้นุ่นพูดกับสองเรื่องเรา เราก็บอกว่าไกลไอ้สองไม่มาหรอก "พี่อยู่จังหวัดอะไรบอกผมมา" เสียงไอ้สองพูดแบบเอาจริงเอาจัง แต่พี่ต้องมางานบวชผมน่ะ! ข้อแลกเปลี่ยนเจ้าสองยื่นมาชั่งหนักใจ เพราะบ้านน้องมันอยู่อีสานเมืองไกล เอาส่ะพี่ไม่กล้าชวน

    เรื่องราวดูเหมือนจะค่อยๆ เบาลงเรื่อยๆ เพราะเวลาล่วงเลยจนจะหมดคาบ5 ที่เป็นคาบพักของม.ต้นแล้ว เราต่างคนต่างเก็บจานเตรียมตัวไปสอนต่อ เรื่องที่คุยกันวันนั้นดูเหมือนจะได้ข้อสรุปไปแบบเงียบๆ และจบลงในวงสนทนานั้น

   จนกระทั้งเช้าวันถัดมาขณะคุมนักเรียนเข้าแถวหน้าเสาธงอยู่ "ซุลๆนี่!ไปถามวงให้แล้วน่ะ "เสียงริตเพื่อนรักดังขึ้นมาตอนสายๆ "เรื่องอะไรครูริต!"
นี่!ก็ถามกลับอย่างงงๆ "เรื่องวงดนตรีที่จะเอามางานแต่งซุลไง นี่!เราไปถามเพื่อนมาให้แล้ว" ได้ทีครูริตก็เล่าเหตุการณ์ที่ไปเจรจากับวงเพื่องานแต่งเพื่อน "เฮ้ย!พวกเมิง พอดีเพื่อนพี่จะแต่งงานแล้วเขาอยากได้วงดนตรีพร้อมนักร้อง คิดเท่าไหร่?" ซึ่งเมื่อวานเราคุยกันว่าอยู่ประมาณ2หมื่นต้นๆ ไม่รวมเครื่องเสียง เป็นราคาปกติที่เขาจ้างกันทั่วไป แต่เพื่อนเราบอกว่าเดี๋ยวตัวเองไม่เอาตังค่าร้อง เดี๋ยวคงลดได้สัก หมื่นห้ากว่าๆ นี่!เป็นสาระที่เราคุยกันเมื่อวาน ตัดมาขณะนี้กลางสนามท่ามกลางนักเรียนยืนเป็นระเบียบ "หมื่นหนึ่งซุล เผลอๆยังลดได้อีก เพื่อนบอกว่างานเพื่อนเราทั้งทีถึงไหนถึงกัน" นี่! เป็นโปรชั่นชิ้นสุดท้ายจากบรรดาเพื่อนๆในวงสนทนา ที่เรื่องราวมันน่าจะจบแต่เมื่อวาน    จนกระทั้งได้ฟังเรื่องราวจากเพื่อนริตวันนี้ จึงรู้ว่ามันยังไม่จบ

   ระหว่างเพื่อนพูดถึงชื่อเพลงที่จะร้องในงานแต่งของเราอยู่นั้นเอง ผมจับไหล่เพื่อนๆแล้วพูดเบาๆกับมันว่า "เดี๋ยวน่ะ!คือกูต้องแต่งใช่ไหม?"
ปัดโธ่! เอาจริงๆ น่ะ! เมื่อวานเราพูดก็เป็นความจริงนั้นแหละ แต่มันไม่ใช่เร็วๆนี้ป่ะ แต่เพื่อนผมนี่ โคตรเอาจริง ราวกับเพื่อนจะแต่งวันนี้พรุ่งนี้เชียว

    โห้ว! เรื่องมาขนาดนี้ ถ้าผมเลิกกับแฟนตอนนี้
สุนัขเลยน่าาาาา! เรื่องราวบ้าๆบอๆ ของพวกเราก็จบลงด้วยความประทับใจในมิตรภาพซื่อๆ ระหว่างเพื่อน ที่พร้อมจะช่วยเหลือเราในทุกความทุกข์และความสุขจริง

      เจตนาทั้งหมดนี้ ผมอยากบันทึกเรื่องราว กาลครั้งหนึ่งที่ผมและเพื่อนอีก6คน ได้มีช่วงเวลาหนึ่งที่แสนน่าประทับใจ เพื่อบันทึกเอาไว้ว่ามิตรสหายทั้งหมดเป็นใคร และมีความสุขมากแค่ไหนที่เราทั้งหมดได้ใช้เวลาร่วมกันเพียงสั้นๆเท่านั้น 
Good Bye My Friend

SHARE
Writer
PleeNajuak
Cr:บอยอน้อย🐊
อักษรศิลป์ จินตอุดมการณ์

Comments