Part 3: Sorry to feel sorry ภาวะซึมเศร้า
ปัญหาเล็กๆ ก็สามารถเป็นสิ่งที่ทำให้เรามีอาการซึมเศร้าโดยที่ไม่รู้ตัว   
"....คงต้องบอกก่อนเลยว่านี่ไม่ใช่การเขียนแนววิชาการใดๆ 
เเต่เป็นเพียงเเค่เรื่องราวเรื่องหนึ่งเพียงเท่านั้น...."

บางครั้ง ในชีวิตเราก็มีเพียงสามสิ่งที่เราต้องการ เเละกลัวมันมากที่สุด
1. ความเปลี่ยนเเปลงเเละความผิดหวัง 
คนเรามักกลัวกับการเปลี่ยนเเปลงเสมอ ไม่ว่าจะเปลี่ยนไปในทางที่ดีหรือไม่ดีก็ตาม เพราะในช่วงเวลาเเห่งการเปลี่ยนเเปลงมันก็เหมือนย้ายเเจกันใบเเพง ที่ไม่ว่าจะย้ายไปที่ที่ดีกว่าหรือเเย่กว่า สิ่งที่เรากลัวคือ การทำมันเเตกระหว่างย้าย เเละสภาวะใหม่ๆ บ่อยครั้งที่เมื่อเรารู่ว่ากำลังจะมีการเปลี่ยนแปลงเเล้วต้องคิดก่อนล่วงหน้า กับสิ่งที่ยังมาไม่ถึง คิดทั้งเเง่บวกและลบ แต่เรามักจะใส่ใจกับความเป็นไปได้ด้านลบมากกว่าด้านบวก มันทำให้เรากังวลใจ เเละไม่สามารถสงบลงได้ เเล้วถ้ายิ่งเปลี่ยนไปในทางที่เเย่เเล้วนั้น การทำใจยอมรับก็เป็นเรื่องที่ยากมากๆในบางครั้ง 

ส่วนในเรื่องของความคาดหวังแทบไม่ต้องพูดถึง เพราะคนเราส่วนมากรู้จักเเละคุ้นเคยเพียงเเค่การตั้งความหวัง แต่กลับไม่ค่อยได้มีการฝึกเตรียมใจรับมือกับความผิดหวังเท่าที่มันควรจะเป็น
มันเหมือนคำที่เขาบอกกันไว้ว่า "หากคิดจะรัก ต้องเตรียมใจให้พร้อมกับการอกหัก" ความหวังก็เช่นเดียวกัน ทุกครั้งที่ตั้งความหวัง เราก็ควรเตรียมพร้อมว่ามันก็อาจไม่เป็นดั่งที่หวัง บางคนเตรียมใจมากไปจนกลายเป็นหวังเเล้วก็เลิกหวังเพราะคิดแต่ว่ามันจะผิดหวัง บางคนเหนื่อยที่จะหวังเเล้วผืดหวัง ก็เลยไม่เคยอยากจะตั้งความหวัง บางคนหวังเเล้วมองในเเง่ดีมากไป จนไม่คิดว่าจะผิดหวัง ไม่ว่าจะแบบไหนก็ตาม ทุกอย่างย่อมมีบวกเเละลบ ความหวังอาจเป็นสิ่งที่ทำให้เราเดินหน้า เเต่บางครั้งมันก็ดึงเราไว้ให้จมอยู่กับข้างหลัง
2. พื้นที่ส่วนตัวของเราที่ทำให้เรารู้สึกสบาย 
พื้นที่นี้อาจถูกเรียกมันว่า Comfort zone ซึ่งหมายถึงที่ที่เราอยู่เเล้วสบายใจ ได้เป็นตัวของตัวเอง พื้นที่ที่หลุดพ้นจากเรื่องต่างๆนาๆ ไว้เป็นที่ให้เราได้หลบพัก เเละหมายถึงบุคคล ที่เรารู้สึกว่าเข้าใจ เเละเข้ากับเราได้ อยู่ข้างๆแล้วยิ้มได้ มีความสุขเสมอ
3. ความเป็นตัวเอง 
คนเราส่วนมากย่อมมีสิ่งที่เรียกว่า ตรรกะการใช้ชีวิตของตัวเอง ความเชื่อ หรือความเป็นตัวเอง ที่เป็น Style ของเราเองในการที่จะทำ คิด หรือมุมมองสิ่งใด หรือเเนวทางการใช้ชีวิตของตัวเราเอง ไม่ว่าเราจะหามันเจอหรือไม่ เชื่อมันมากหรือน้อย ชอบหรือไม่ชอบ แต่มันก็เป็นสิ่งที่เราทำ หรือยึดมามันตลอด มันอาจสามารถเปลี่ยนไปได้เสมอตามเวลาเเละสิ่งที่ผ่านเข้ามาในชีวิตเรา บ่อยครั้งที่เราเปลี่ยนหรือทิ้งมันไปเองเมื่อเราได้เรียนรู้หรือค้นพบบางอย่างจากบางเรื่อง เเละบางครั้งที่เรื่องบางเรื่อง ก็ทำให้เราสูญเสียมันไป หรือทำลายความเชื่อหรือตัวตนที่เราเคยมี หรือเคยเป็น....

เมื่อเราเสียสิ่งเหล่านี้ไป เเน่นอนมันคือความรู้สึกที่เเย่ ปัญหาคือ เราจะรับมือ หรือมีมุมมองกับเรื่อเหล่านี้อย่างไร เราจะตอบสนองอย่างไร เเละเราให้ความสำคัญ หรือมันมีผลกระทบกับจิตใจเเละความคิดเรามากแค่ไหน... 
จริงๆแล้ว สิ่งที่น่ากลัวกว่าปัญหาที่เข้ามา ก็คือความคิดของตัวเราเอง
เพราะยิ่งสิ่งที่ใกล้ตัวมากเท่าไหร่ทำร้ายเรา 
เราก็ยิ่งเจ็บมากขึ้นเท่านั้น
สิ่งนั้นเป็นปัญหาหรือไม่ ไม่ใช่เรื่องที่เข้ามากำหนด 
หากเเต่เป็นตัวเราที่เลือกจะมอง ว่าเป็นหรือไม่ ใหญ่หรือเล็ก 
จริงๆเเล้วคนเราก็ไม่ได้มีข้อกำหนดไว้อย่างชัดเจนว่าปัญหาเเบ่งเป็นกี่ระดับ  เเค่ไหนเรียกปัญหาเล็ก เเค่ไหนเรียกเรื่องใหญ่ เราๆเองก็รู้ดีเสมอว่า ปัญหาเล็กของบางคน อาจเป็นเรื่องใหญ่ของอีกคนก็ได้ ซึ่งก็เป็นคำที่พูดกันทั่วๆไป
...ถ้าจะให้ทำให้เห็นภาพเลย ก็ลองคิดภาพตามว่าคนเราต่างก็มีร่างกายเเตกต่างกัน ตัวโต ตัวเล็กเเล้วเเต่คน เเต่ว่าเรากลับมีสิ่งที่เรียกว่าภูมิคุ้มกันที่ต่างชนิดกัน บางคนตัวเล็ก มีภูมิคุ้มกันหลายชนิด ก็ไม่ค่อยป่วย บางคนตัวโต เเต่ขาดภูมิคุ้มกัน บางคนก็มีภูมิคุ้มกันโรคที่คนอื่นกลัว แต่กลับขาดภูมิคุ้มกันโรคที่เล็กนิดเดียว บ้างก็มีภูมิคุ้มกันพื้นฐานเเบบคนทั่วๆไป หรือไม่เคยมีภูมิคุ้มกันอะไรเลย และบางคนที่ภูมิคุ้มกันกลับทำร้ายร่างกายตัวเอง....

เพราะความจริงเเล้ว...มันไม่ได้เกี่ยวกับว่า เราเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่  เข้มเเข็งหรืออ่อนเเอ ปัญหาใหญ่หรือเล็ก สภาพชีวิตดีหรือไม่ หากเเต่ขึ้นอยู่กับว่าเราอ่อนไหว หรือให้ความสำคัญ เคยเจอเรื่องนี้มาก่อนหรือไม่ หรือรู้สึกกับปัญหานี้มากน้อยเเค่ไหนมากกว่า 

ดังนั้น ในมุมมองของผมเอง คนที่มีอาการซึมเศร้าจึงไม่ใช่เด็กที่ไม่โต คิดไม่เป็น หรืออ่อนเเอ เพียงเเต่เขาไม่มีภูมิคุ้มกันกับเรื่องที่เจอมากพอ หรือจัดการเเละรับมือกับมันยังไม่ได้เพียงเท่านั้น เพราะต่อให้เราโตเเค่ไหน เก่งเเค่ไหน ชีวิตดีเเค่ไหน เราก็สามารถเศร้าได้ ซึมได้ ร้องไห้ได้เช่นเดียวกัน  
ส่วนตัวเเล้ว ผมกลับมองว่า สิ่งที่คนอื่นมองว่ามันเป็นโรค เป็นความผิดปกติ ผมกลับมองว่า มันคือความรู้สึกนึง หรือช่วงเวลานึงที่คนเราจมอยู่กับความเศร้าหรือปัญหาเเค่นั้น หรือเเค่เจอกับเรื่องที่ยังไม่พร้อมจะเผชิญกับมัน ไม่พร้อมจะรับมือ หรือยังไม่สามารถสร้างภูมิคุ้มกับความเศร้าในเรื่องนั้นๆได้เเค่นั้นเอง  ซึ่งทุกคนก็เศร้าได้ ความเศร้ามันก็คือความรู้สึก ถ้าคนเรามีความสุข มันก็มีความเศร้า เพียงเเต่มันจะสั้นหรือยาวเเค่ไหน ผ่านมันได้หรือไม่ ฟื้นตัวเร็วหรือช้าต่างกันแค่นั้นเอง


......ผมเองก็เป็นคนนึง ที่ต้องอยู่ในสภาวะเหล่านี้จากปัญหามากมายที่ผ่านเข้ามา หลายๆสิ่งที่ต้องเเบกเอาไว้ การเรียน การเงิน ครอบครัว สุขภาพ การใช้ชีวิต เพื่อน Homesick หนทางที่ไม่สามารถเดินกลับถอยหลัง บ้านไกลเกินกว่าจะเป็นที่ที่ให้เราได้กลับไปพัก ความไม่ลงตัวของชีวิต และท้ายที่สุด คือความคิดของตัวเราเอง มันทำให้อาการซึมที่อยู่ในตัวเราอยู่เเล้วค่อยๆเริ่มเเสดงออกมา ปัญหามันก็ไม่ได้ใหญ่อะไรมากมาย และมันก็ช่วงเวลานาน เเต่เรากลับไม่เเก้ไข หรือจัดการอะไรกลับมัน แถมยังเก็บมันเอาไว้ตลอด เเล้วเอามันมาผูกรวมๆกันให้ชีวิตมันดูเเย่ลงไปอีก
ทุกวันนี้จึงทำให้ได้เรียนรู้ว่า "การที่มีปัญหา ไม่ว่าใหญ่หรือเล็ก เราควรจัดการกับมัน หมายถึง จัดการอะไรบางอย่างกับมัน หรือถ้าจะไม่ทำอะไรก็ไม่สนใจแล้วทิ้งมันไป เเละไม่ควรทำเลยก็คือ ไม่จัดการแถมเก็บมันเอาไว้ เหมือนกับคนที่บ้าสะสมของไม่ยอมทิ้งเเต่ไม่เคยใช้เเล้ววันหนึ่งก็พบว่าห้องของเรามันรกและเต็มไปด้วยสิ่งเหล่านี้" ขยันเก็บกวาดห้องเเห่งความคิดตัวเองบ่อยๆ เพื่อเเยกว่าอไรจบเเล้ว อะไรที่กำลังทำ อะไรต้องทำต่อไป จัดระเบียบให้เรื่องต่างๆบ้าง คือถ้าจะเก็บ ก็ควรเก็บให้ถูกที่เเละเป็นระเบียบ อันไหนจบก็คือจบ กล่องประสบการ กล่องเรียนรู้ กล่องเรื่องเลวร้าย ซึ่งอยู่ในกล่องอดีตใบใหญ่ เเล้วเลือกดูให้ถูกกล่อง 

พอเราเริ่มเก็บมันไว้ตลอดมาเป็นเวลา7-8 เดือน ซึ่งของเก่าก็ยังอยู่ ของใหม่ก็มาเพิ่ม บวกกับนิสัยพื้นฐานที่เเคร์เยอะ คิดเยอะ เเละชอบค้นหาปรัชญา คำตอบต่างๆในการใช้ชีวิตให้กับตัวเอง มันกลับทำให้มันมาทำร้ายตัวเราเองซ่ะงั้น เหมือนดีหมองูตายเพราะงู ชอบคิดเชิงปรัชญาชีวิต ก็ย่อมโดนความคิดตัวเองเล่นงานเช่นกัน....
...เมื่อถึงจุดๆนึง จะมีคำถามต่างๆมากมายที่เข้ามาในหัว ให้เราคิด เเละติดกับคำถามเหล่านี้ ราวกับว่าถ้าเราไม่เจอคำตอบให้มัน เราก็ไม่สามารถก้าวเดินต่อไปได้ ชีวิตถูกดึงไว้ด้วยคำถามมากมายในช่วงเวลาที่เราไม่สามารถมองอะไรในเเง่บวกได้เลย...

เรากำลังทำอะไรอยู่? ทำไปทำไม? ทำไปเพื่ออะไร? เราต้องทำยังงัยต่อไป? เราดีพอกับสิ่งนี้เเล้วหรือยัง? เราเหมาะสมที่จะมาอยู่ตรงนี้เเหล้วหรอ? เรามาที่นี่ทำไม? ชีวิตคืออะไร? ชีวิต้องการอะไร? ชีวิตเราจะเป็นยังงัยต่อไป? อะไรคือสิ่งที่เราต้องการมากที่สุด? อะไรคือความหมายของชีวิต?  ...คำถามเหล่านี้ดังขึ้นในหัวตลอดเวลา คอยย้ำเเละคอยถาม ทำให้เราใช้พลังความคิดไปกับการหาคำตอบของทุกๆข้อ เรารู้สึกว่า ถ้าเราคำตอบของคำถาม จะเป็นเเรงบรรดาลใจในการใช้ชีวิตของเรา ถ้าเราเจอกับคำตอบ เราก็จะกลับไปใช้ชีวิตเเบบที่ไล่ตามสิ่งที่ต้องการดังเดิม คำตอบ คือสิ่งที่ชีวิตเราต้องการเพื่อที่จะก้าวเดินไปข้างหน้า ถ้าตอบไม่ได้ เราก็ไม่รู้หนทางที่จะไป จะใช้ชีวิตต่อไป แล้วไหนล่ะคำตอบ??.....
 ชีวิตผมมันเหมือนนั่งรถไฟเหาะ ซึ่งในตอนนี้มันคือตอนที่ขึ้นจากจุดต่ำสุด มายังจุดสูงสุด จากเด็กมอปลายที่ไม่เอาไหน ไม่สนใจเรียน หน้าตาไม่ดี ไม่มีอะไรเด่น ไม่เป็นที่จดจำ หรือให้ใครสนใจ เรียกว่าครูไม่อยากคุยด้วย คนที่เป็นตัวเหลือเวลาที่ครูให้ทำงานกลุ่ม เเละจบมาด้วยการที่เพื่อนทำการบ้านให้ สิ่งเดียวที่มีคือทักษะกีฬาที่มีเพียงไม่กี่คนจะรู้เเละได้เห็น เคยเจอโมเม้นที่อยู่ในกลุ่มการสนทนาระหว่างเพื่อนกับครู เเละเราก็ถูกเตะออกมาเพราะเรายังไม่ได้สอบติดมหาลัยดีๆ  จนตอนนี้มาเป็นเด็กหนุ่มนักเรียนนอก ใช้ชีวิตในเมืองนอก เรียนมหาลัยชั้นนำ สิ่งของที่ใช้เปลี่ยนไป และเมื่อชีวิตผมเปลี่ยนไป คนรอบๆข้างก็เปลี่ยนไปเช่นกัน... เพื่อนๆจากที่เคยพูด เเละมองเราด้วยสายตาที่ดูถูก กลับกลายเป็นฝ่ายเข้าหาเราก่อน คนที่ไม่เคยสนเราเเม้เเต่หางตา ตอนนี้กลับมาตีสนิทเพียงเพราะอยากมีเเฟนเป็นเด็กนักเรียนนอก เเม้กระทั่งครูที่ต่างก็มาทำเหมือนรู้จักเรา ชื่นชม ทั้งที่เเต่ก่อนไม่เคยเห็นเรามีตัวตนด้วยซ้ำ (เเต่เพื่อนเเละครู หรือคนที่ดีๆก็พอมีอยู่บ้าง) เเละที่เเย่คือ หลายครั้งมากที่คนที่เราเเทบลืมไปแล้วทักเรามาเพียงเพราะให้ช่วยเเปลงาน เสร็จเเล้วจบด้วยคำว่า

"สบายดีมั้ย ได้ไปอยู่เมืองนอกน่าอิจฉาจัง เที่ยวเยอะน่าดูเลยสิ อยากไปบ้าง"
"สบายดี เปนงัยบ้าง ไว้มาเที่ยวสิ เราไม่ได้ไปไหนเลย ไม่น่าอิจฉาหรอก"
"ขอบใจที่ช่วยงานน่ะ สู้ๆน่ะ"
"ไม่เป็นไร แล้วที่ไทยเป็นไงบ้าง"
"................"

ไงล่ะทีนี้ ได้เห็นเข้าจริงๆแล้วกับความเน่าเฟะของคน ของสังคม ทุกคนล้วนเเล้วเเต่เข้ามาด้วยโปรไฟล์เเละเปลือกนอก ทุกคนล้วนเเล้วเเต่เห็นภาพชีวิตเมืองนอก ในแบบที่วาดฝันสวยงาม เหมือนที่เราเคยเห็น ทุกคนก็เข้าหาเพราะผลประโยชน์ ทุกคนไม่ได้มีความตั้งใจหรือจริงใจที่จะเข้าใจกับคำถามว่าเป็นไงบ้าง เพราะเเค่ถามไปงั้นๆ ความรู้สึกเราโดนทำร้ายทุกๆครั้งด้วยคำถามว่าอยู่เมืองนอกดีมั้ย เที่ยวเยอะมั้ย อิจฉาจัง เเต่กลับไม่มีใครสนใจจะฟังความรู้สึกของเราจริงๆ คำว่าสู้ๆน่ะ คำให้กำลังใจที่ฟังเเล้วไม่เคยรู้สึกดี เพราะเเค่ๆพูดไปงั้นๆ ทุกๆการสนทนากับหลายๆคนที่เข้าหา เเล้วเราคาดหวังว่าเขาจริงใจ  เเต่มันกลับเเค่จอมปลอม เเค่เปลือก ไม่เคยมีคำถามที่เราต้องการหรือความจริงจริงใจในการสนทนาเลยจริงๆ
สังคมมันเน่าเฟะ....
ผู้คนช่างน่ารังเกียจ....
ไม่มีความจริงใจเลย...
ไม่มีใครเข้าใจเราจริงๆเลย...
ชีวิตมันเเย่เนอะ.....
คำว่าสู้ๆน่ะ คำให้กำลังใจที่ฟังเเล้วไม่เคยรู้สึกดี เพราะเเค่ๆพูดไปงั้นๆ
เข้าใจกระจ่างดีเเล้วว่าไม่มีความจริงใจเเละไม่มีความเข้าใจ ในตอนนั้นเราเลยเลือกจะตัดทื้งทั้งหมด คนที่คิดว่าดีกลับเผยความเเย่ๆใส่ คนที่เคยคิดว่าเขาเข้าใจเราดี วันนี้กลับถามคำถามเหมือนคนอื่นๆ จนไม่สามารถเเยกออกแล้วว่าใครจริงใจ ง่ายสุดคือรักษาความรู้สึกของตัวเอง
"พอที เราจะไม่ให้ใครมาทำร้ายเราอีกเเล้ว"
เราเลือกที่จะไม่เชื่อมั่นในคำว่าเพื่อนอีกต่อไป เพราะในความคิดของเรา มีหรือไม่มี มันก็ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น เเถมทำให้คอยคิดเเละรู้สึกแย่ พร้อมกับความคิดที่ไม่อยากคิด อยากเเคร์หรืออยากสนใครอีกแล้ว เพราะทุกครั้งเราตั้งความหวังว่าจะมีคนที่เข้าใจ เเต่ก็ผิดหวังซ้ำเเล้วซ้ำเล่า แถมยังทำให้มองเรื่องแบบนี้ในเเง่ลบไปอีกด้วย และการใช้ชีวิตคนเดียวมาจนตอนนี้ มันก็ทำให้เราไม่รู้สึกว่าต้องการ หรือต้องพึ่งพาใคร จนเริ่มค่อยๆหายออกไปจากสังคมการคบเพื่อน เลิกโพสต์ เลิกเม้นต์ เลิกตอบเเชท เข้าเฟสไว้ทั้งวันเพียงเพื่อนั่งมองโพสต์ของคนอื่นๆ ซึ่งก็ยังเเปลว่าลึกๆเราก็ยังติดตาม เเละมันก็ส่งผลให้เราไม่คบหรือเเคร์เพื่อนที่อยู่รอบตัวเราจริงๆด้วย ทำให้วันๆใช้ชีวิตคนเดียวท่ามกลางคนอื่นๆ เหมือนเอาตัวเองใส่ลูกบอลเเก้วกลมๆไว้เป็นเกราะเเล้วเดินไปไหนมาไหน มองคนอื่นเดินกันกับเพื่อน เเต่เราก็เเค่ใช้ชีวิตวนๆไป เรียน กลับบ้าน ห้องสมุด ซื้อของ เป็นเเค่คนนึงปกติบนโลกเเค่นั้น 
...เมื่อคุยกับคนที่รู้จักในชีวิตจริงไม่รู้เรื่อง พร้อมทั้งรู้สึกตัวเองว่าที่ผ่านมา ชีวิตเรา ก็มีเเค่ตัวเราเอง กับเจ้าโน๊ตบุ๊คที่อยู่ด้วยตั้งเเต่ตื่นจนหลับ เราเริ่มเข้าสู่โลกออนไลน์ หันเข้าหาเกมเเละสังคมออนไลน์มาเเทนที่ ทำให้ใช้เวลาไปในโลกออนไลน์มากกว่าโลกความเป็นจริง นอกจากเวลาเรียนและทำการบ้านเเล้ว เวลาว่างที่เหลือก็ไปอยู่กับเกม เเละแชทออนไลน์ พื้นที่ที่เหล่าคนเหงา เเละคนโสดเข้าไปใช้หาคู่ เเต่เรากลับใช้มันไปกับการหาเพียงเเค่คนที่ไม่รู้จักไว้คุย 
เพราะเรารู้สึกว่าการคุยกับคนที่เราไม่รู้จักเลย มันคุยได้สะดวกกว่า เเละก็ไม่คาดหวังว่าเขาจะเข้าใจหรือเเคร์เรา เพราะรู้อยู่แต่เเรกแล้วว่ามันปลอม 
เราเเค่อยากพูดออกไปแล้วไม่มีผลอะไรตามมา  สักพักก็เริ่มติดหนักเข้ากับการหาคนคุยใหม่ๆ เจอคนเข้ามาผ่านไปมากมาย หลายคนที่เข้ามาเเละสักพักก็หายออกไปตามเวลา เราเริ่มเห็นการเข้ามาและการจากไปของคนเเละความสัมพันธ์ ที่ไม่ว่าตอนนั้นมันจะดีเเค่ไหน ถึงเวลาต้องไป มันก็ต้องหายไปอยู่ดี เราเริ่มชินชากับการที่ใครหลายๆคนเดินออกไปจากชีวิตเราทั้งคนที่ไม่รู้จักในโลกออนไลน์ เเละเพื่อนที่ไทยในโลกความเป็นจริง เเละก็เริ่มเบื่อกับการต้องทำความรู้จักใครใหม่ๆ และไม่ชอบการเข้าสังคมอีกต่อไปซึ่งส่งผลกับตัวเราเองในโลกความเป็นจริงด้วย กลายเป็นว่าเราเก็บตัว ไม่สนใคร ไม่เเคร์ใครเลย เย็นชากับความสัมพันเเบบเพื่อนหรือคนรู้จัก ซึ่งเพิ่มความโดดเดี่ยวในจิตใจ เเละเรื่องราวต่างๆที่เก็บเอาไว้ ก็ไม่มีทางให้ระบายออกได้อีกต่อไป....

สิ่งที่เหลืออยู่ในชีวิตก็คือเรียน เเละเกมเพื่อให้ลืมคำถามในหัวไปได้ช่วงเวลาหนึ่งเวลาในชีวิตหมดไปกับการไปเรียนเเละเล่นเกม แม้กระทั่งวันปีใหม่ซึ่งใครหลายคนตั้งตารอฉลอง ออกไปเที่ยวกับเพื่อนๆ กลับบ้านนอกเมือง หรือกลับประเทศบ้านเกิดเพราะเป็นช่วงหยุดยาว ส่วนคนที่ไม่มีที่ให้ไปอย่างเราก็ใช้โอกาสในการพักสมองจากการเรียนเเละเตรียมพร้อมเล่นเกมให้หนัก วันๆใช้ชีวิตกับหน้าจอคอมตั้งเเต่ตื่นจนหลับ แม้กระทั่งปีใหม่ที่คนต้องปาร์ตี้ ดูพลุวันสิ้นปี เเต่เราทำเพียงเเค่นั่งจ้องโพสต์คนที่เขามีความสุขกัน พร้อมเสียงพลุ เเละเสียงหัวเราะเเห่งความสุขที่ดังจากระเเวกบ้าน ทันใดนั้น ถึงเเม้รอบข้างจะครึกครื้นเสียงดัง เรากลับรู้สึกว่ามันเงียบสงัดมากในตัวเรา มีเพียงเสียงเม้าส์เลื่อนหน้าจอ เงียบจนทำให้เราได้ยินเสียงของความโดดเดี่ยวข้างในจิตใจของเรา รับรู้ได้ว่าเราไม่มีใคร มันทำให้บรรยากาศรอบตัวหน่วงๆขึ้นมาทันที เพราะนอกจากวันพิเศษจะไม่ทำให้เราสุขมากขึ้น คนรอบข้างที่หัวเราะเเละดูมีความสุข ยังทำให้เรารู้สึกเเย่ขึ้นไปอีก...

น้ำตาที่เคยไหลทุกวันจากความเครียดเเละความอ่อนเเอเริ่มไหลมาอีกรอบเเถมวันนี้มันไหลมากกว่าปกติอีก มากจนเหมือนดั่งว่ามันบีบออกมาจากส่วนลึกในจิตใจของเรา จากก้นบึ้งของความรู้สึกทั้งหมดที่มี ความทุกข์ ความเครียด ความเศร้า เเละความโดดเดี่ยว และเกมก็กลับกลายเป็นไม่สนุกกับมันเเล้ว ทำเเค่เพียงเปิดเพลงเบาๆพร้อมหน้าจอเฟสบุ๊คในห้องเเคบๆในความมืด...

ลุกมานอนที่เตียงมานอนพักเพื่อให้ใจสงบเเละร่างกายได้พัก เเละคิดทบทวนกับเรื่องราวต่างๆ ที่ผ่านมาจนถึงตอนนี้ 
.....คิดถึงตัวเราคนก่อนจัง คนที่เคยสนุกกับชีวิตอันไร้สาระ แทบจำไม่ได้เเล้วว่าเป็นเราเคยเป็นเเบบไหน...
ความคิดก็เริ่มต้นเป็นเหมือนภาพฉายหนังชีวิตของตัวเองผ่านเข้ามาเรื่อยๆในช่วงเวลาต่างๆ พร้อมกับเรื่องราวปัญหา เรื่องร้ายๆต่างๆที่ผ่านเข้ามาในช่วงเวลาตั้งเเต่มาอยู่เมืองนอกก็เกือบปีกว่าๆเเล้วสิน่ะ พอเริ่มคิด ความเครียดก็เข้ามา ความโดดเดี่ยว เหงา เศร้า ท้อเเท้ ทุกอารมณ์ที่เป็นลบไหลออกมาจากจิตใจเข้าสู่สมอง เเละระบายออกมาทางตาเป็นหยดน้ำใสๆที่เปื้อนหมอน
เริ่มที่จะรู้สึกได้ถึงพายุความคิดที่เริ่มก่อตัวในหัวของเรา มันเป็นเหมือนพายุทอร์นาโดที่ข้างในเต็มไปด้วยภาพปัญหานับร้อยๆหมุนวนอยู่ในนั้น ผ่านเข้ามาและออกไปวนๆไปเรื่อยๆ ภาพปัญหามากมายที่เราไม่สามารถเอื้อมมือหยิบมาดูให้ชัดสักอันว่ามันคืออะไร เพราะพายุที่พัดให้มันวนไปเรื่อยๆที่ทำให้มันอยู่เต็มหัวแต่เรากลับไม่รู้และไม่สามารถบอกได้ว่าเราคิดเรื่องอะไร คำถามมากมายที่เคยถามตัวเอง ทุกๆสิ่งดูมั่วไปหมด ดังลมหมุนที่พัดกระดาษนับร้อยๆให้ปลิวกระจัดกระจาย ปัญหาเเละความรู้สึกเเย่ต่างๆบัดนี้ได้ถูกพายุเเห่งความคิดพัดให้เลวร้ายกว่าเดิม และสิ่งที่เเย่ไปกว่านั้น คือเราไม่สามารถหยุดพายุลูกนี้ลงได้ ไม่สามารถความคุมหรือทำอะไรกับมันได้เลย ทำได้เเค่นอนเฉยๆอยู่บนเตียงและรอจนกว่ามันจะสงบลง...

นับจากวันนั้น...พายุก็ได้พัดในหัวตลอดทุกวันก่อนนอน เเละทุกครั้งที่ความเงียบเข้ามาในหัว บ่อยขึ้นเเละบ่อยขึ้นเรื่อยๆ เราทุกคนจะรู้ดีว่าช่วงเวลาที่เลวร้ายสุดของวันมันคือช่วงเวลาก่อนที่เราจะนอนหลับ ซึ่งเราเจอมันทุกๆวันโดยที่ไม่มีวิธีที่จะรับมือกับมันได้ทุกๆครั้งพายุมันพัดทำลายความรู้สึกของเราไปเรื่อยๆทุกวัน เหลือไว้เพียงเศษซากของความคิดด้านลบเเละรอยน้ำตาที่ทิ้งไว้
 มันเริ่มทำให้อาการนอนไม่หลับหนักขึ้น ซึ่งปกติเรานอนวันล่ะ 3-5 ชั่วโมง ซึ่งนับว่าน้อยอยู่เเล้ว ให้มันยิ่งเเย่ลงไปอีก เพราะยิ่งนอนไม่หลับเท่าไร พายุมันก็ยื่งพัดเเรง เเละพอพัดเเรง เราก็นอนไม่หลับ เป็นวัฎจักรวนไปเรื่อยๆ บ่อยๆครั้งที่หลับไปเพราะความง่วงอันสุดขีด เพราะพักหลังอาการเริ่มหนักขึ้น เป็นการนอนเเบบวันเว้นวัน หรือไม่นอนสองถึงสามวัน ง่ายสุดคือหรือนอนในตอนกลางวัน เพราะช่วงเวลากลางคืนที่มาพร้อมกับความเงียบมันคือสิ่งที่ช่างน่ากลัวสำหรับเรา...

"เกลียดตัวเองจังงง..."
ผมว่าสิ่งนี้คือความคิดที่ผมเเละใครอีกหลายคนคิด ใช่คนที่มีอาการซึมเศร้าอาจตกอยู่ในสภาวะบางอย่าง ที่ไม่ใช่ปัญหาเสมอไป บ่อยครั้งที่เราเห็นใครหลายคนที่ชีวิตเเสนดีเเต่กลับมีอาการซึมเศร้า ปัญหาต่างๆเป็นเพียงตัวกระตุ้นที่ดีที่สุดเเละพบได้เยอะที่สุด เเต่สิ่งที่คนอย่างเราเกลียดมากสุดนั้น คือตัวของเราเอง เเละความคิดบางมุมของเรา เช่นความอ่อนเเอของตัวเอง ความคิดของตัวเอง มุมมองหรือตรรกะ หรือบางอย่างในชีวิตที่มันตามหลอกหลอนในหัวเราจนไม่สามารถใช้ชีวิตให้มีความสุขแบบปกติได้
เช่นตัวผมเองนั้น ที่เกลียดทุกๆอย่างบนโลก สังคม เพื่อน ชีวิตที่มันหน่วงๆ เเละปัญหาต่างๆที่ทำให้เครียด เกลียดความอ่อนเเอของตัวเองแลพความพยายามที่มันไม่เคยจะมีมากพอที่จะสู้กับเรื่องต่างๆได้ เกลียดมุมมองที่ได้เห็นความเน่าเฟะและจอมปลอมของคำพูดเเละความสัมพันธ์ เกลียดที่ต้วเองไม่เก่งพอ ไม่สามารถใช้ชีวิตได้อย่างสบายๆ เกลียดชีวิตที่ไม่มีความสุข ทีเเต่ความอ่อนเเอ ที่ต้องนอนร้องไห้ทุกวัน คิดมากทุกวัน 
ผมเลือกที่จะลองสู้กับมันด้วยการพยายามทำให้ตัวเองเข้มแข็ง พยายามกดทุกๆอย่าง ทุกอารมณ์ ทุกๆความรู้สึกเอาไว้ กดกับคำที่พยายามหลอกตัวเองว่า เราโอเค ไม่เป็นไร เเต่ไม่ว่าจะพยายามมากเเค่ไหน ก็ยังไม่เคยมากพอต่อปัญหากับความรู้สึกเเย่ที่มีมากมาย จบท้ายด้วยการเเพ้ให้กับมันทุกวันในตอนกลางคืน และวนกลับไปร้องไห้ในพายุความคิดดังเดิม...

พายุก็ยังคงพัดอยู่ในหัวทุกๆวันต่อไป คำตอบของคำถามก็ยังหาไม่เจอ หรือมีคำตอบเเต่มันรู้สึกว่ามันยังไม่ใช่คำตอบที่เรานั้นต้องการ และคำตอบที่หามาก็เเย่ๆทั้งนั้น ทุกๆครั้งที่พายุพัด ในหัวมันตื้อไปหมด ความรู้สึกเดียวที่มีคือเเย่ เเละหนักเพราะเราพยายามกดทุกความรู้สึกแย่เอาไว้ มันไม่สามารถที่จะตอบได้ว่าเรื่องอะไร เเละทำไมถึงเเย่ จากนั้นสิ่งที่เราพยายามจะทำก็คือ ทำยังงัยก็ได้ ให้ไม่มีความรู้สึกเเบบพายุนี้ เเม้ต้องเเลกด้วยความเจ็บ จึงเริ่มต้นมหากาพย์เเห่งการทำร้ายร่างกายตัวเองให้รู้สึกเจ็บ เพียงเเค่คิดว่าความรู้สึกเจ็บมันยังดีกว่าความรู้สึกเเบบที่พายุพัดในหัว
เจ็บตัวมันย่อมรู้สึกเเย่น้อยกว่าเจ็ฐที่ความรู้สึกจนสูญเสียตัวตนของตัวเองไป  เริ่มค้นหา ทำทุกอย่างที่จะทำได้ เริ่มจากใช้มือทุบหัวตัวเองไปเรื่อยๆ เอานิ้วจี้ขมับ ดึงผม หยิกเเขนตัวเอง ต่อยผนัง และจบด้วยการกรีดข้อมือ.....

ต้องขอยอมรับเลยว่าวิธีการนี้มันได้ผลจริง ถึงมีคนที่อยู่ในภาวะเสพติดการทำร้ายตัวเอง เเต่เราก็รู้ดีแก่ใจ ว่าวิธีการนี้ไม่ได้ช่วยให้พายุหยุด มันเเค่ทำให้เราทนพายุได้ ซึ่งพายุมันก็ยังเกิดทุกวัน เราก็ทำมันทุกวัน ซึ่งไม่ใช่ทางออกที่ดีเท่าไหร่นัก เเต่มันก็เป็นเพียงทางเดียวที่คิดออก และยิ่งนานวันผ่านไป ยิ่งทำร้ายตัวเองมากเเละบ่อยเเค่ไหน เราก็เริ่มจะชินกับความเจ็บปวด ทั้งทางร่างกาย เเละจิตใจก็เช่นกันโดยที่เราไม่รู้ตัว...

ในทุกๆวันเรายังคงใช้ชีวิตตามปกติ เหมือนๆกันคนทั่วไป ยิ้ม หัวเราะ เหมือนๆคนทั่วไปหรืออาจดูมีความสุขดีด้วยซ้ำ คนที่ไม่ได้ใส่ใจมากๆก็อาจจะไม้ได้สังเกตเห็นถึงอาการ มันทำให้เรารู้ว่า รอยยิ้มมี 2 ประเภทคือ ยิ้มเเบบมีความสุข และยิ้มปิดบังความทุกข์
รอยยิ้มมี 2 ประเภทคือ ยิ้มเเบบมีความสุข และยิ้มปิดบังความทุกข์
เราเริ่มที่จะใช้ชีวิตไปกับคำว่าอดทน พยายามเข็มเเข็ง เเละไม่อ่อนเเอ เเต่เราเองก็รู้สึกตัวได้อย่างดีว่านับวันผ่านไป ทุกๆอย่างมันค่อยๆเลวร้าย เเละเเย่ลงเรื่อยๆทุกวัน จิตใจเราโดนความคิด ความรู้สึกตัวเองบั่นทอนลงไปเรื่อยๆ มันเหมือนเชื้อมะเร็งที่เป็นก้อนเนื้อร้ายเเล้วค่อยๆเปลี่ยนมุมดีๆของเราให้เเย่ลงไปอย่างช้าๆ จนท้ายที่สุดก็จะดำดิ่งไปจนถึงจุดที่ต่ำเเละดำมืดที่สุดของจิตใจเรา
มันทำให้ได้เรียนรู้ว่าการคิดทบทวนเรื่องราวต่างๆในขณะที่สภาพจิตใจเป็นลบ 
มันส่งผลให้สิ่งที่เราค้นพบ คำตอบ มุมมองที่ออกมาเป็นลบตาม

ในขณะที่ตัวเราเอง ได้พาชีวิตมาสู่จุดที่ยากลำบากนั้นในหลุมที่ยังไม่มีวี่เเววของทางขึ้น เราจึงพยายามที่จะหาคำตอบของคำถามที่เคยถามไว้อย่างจริงจัง เราะหวังว่าจะสามารถใช้มันเป็นบันไดเพื่อพาตัวเองขึ้นมาเจอเเสงบนปากหลุม เราออกไปเดินท่ามกลางผู้คนในย่านที่มีคนพลุกพล่าน  นั่งดูคนรอบข้างในสวนสาธารณะ หรือตามมุมเมืองใหญ่ หรือพาตัวเองหลบไปอยู่กับธรรมชาตคนเดียวเพื่อให้ได้คิดหาคำตอบ แต่เเล้วกลับเจอเพียงคำตอบทั่วๆไปที่ไม่ตรงใจกับเราเลย ซึ่งก็คือ เราพยายามตั้งคำถามเพื่อหาคำตอบเพราะคิดว่ามันมีคำตอบที่ดี เเต่ลึกๆตัวเราเองรู้ดีว่าคำตอบมันมีอยู่เเล้ว เพียงเเค่คำตอบนั้นมันไม่สามารถทำให้เรารู้สึกดีพอ เมื่อได้เห็น ได้คิด ได้เข้าใจอะไรหลายๆอย่าง มันเหมือนดั่งว่าชีวิตเราได้ผ่านอะไรมามากมายเเม้จะอายุน้อย ความฝันที่อยากจะมาใช้ชีวิตในเมืองนอกก็ได้ทำแล้ว ไม่มีอะไรที่อยากทำ หรือที่ที่อยากไปแล้ว เเละชีวิตก็ไม่ได้มีความสุข ไม่มีสิ่งงใด หรือใครที่ดึงเราไว้เเล้ว มองไม่เห็นว่าทางข้างหน้ามีอะไรรออยู่ เห็นเพียงการต้องใช้ชีวิตกับความทุกข์ทน ดิ้นรนไปวันๆ มันเหนื่อย และมันคงจะเหนื่อยต่อไปตราบที่เรายังคงหายใจ เบื่อกับการใช้ชีวิต เหนื่อยกับการดิ้นรนเเละผลักดันตัวเอง และ....ฉันหลงทาง......

เมื่อมีความคิดเหล่านี้เข้ามา มันก็มักจะตามมาด้วยความคิดที่จะจบชีวิตลง ถ้าเราคือผู้เล่นเกมชีวิต เป็นตัวละครในเกมชีวิตที่เราพยายามก้าวผ่านไปทีละด่าน เเต่เราไม่ใช่ผู้กำหนดเกม มันก็คงถึงจุดที่ตัวละครนั้นจะได้พักแล้ว ถึงเวลาปิดเกมที่เล่นมานานลงแล้วพักผ่อนได้เเล้ว ทั้งตัวละครในเกม ทั้งผู้เล่นมันก็คงเหนื่อยเต็มทน ไม่รู้ว่าด่านสุดท้ายอยู่ไหน ไกลหรือป่าว เเต่เราได้รู้เเล้วว่าเกมเป็นอย่างไร ด่านสำคัญที่อยากเล่นก็ผ่านได้เเล้ว เพราะงั้น...เลิกเล่นก็ไม่เสียใจอะไรเเล้วหล่ะ

อาการของคนที่มีความคิดที่จะฆ่าตัวตายเริ่มเเสดงออกมาเรื่อยๆ ไม่ว่าเราจะทำอะไร อยู่ไหน รอบตัวมีอะไร มันก็จะมีความคิด มีเสียงในหัวที่คอยกระซิบเราว่าทำเลย จบมันลง เเละเห็นภาพว่าเราควรจะทำมันอย่างไรเสมอ เสียงในหัวมันดังขึ้นเรื่อยๆ เเละบ่อยขึ้น ไม่ว่าจะข้ามถนน ยืนที่ระเบียง มีดในครัว ยาล้างห้องน้ำในมุมของห้องน้ำ ผ้าห่มกับคานในห้อง หน้าต่างห้องชั้นสอง ทุกๆอย่าง ทุกๆที่เต็มไปด้วยภาพและเสียงที่บอกให้เราจบมันลง...







 






SHARE
Written in this book
ใครสักคนในต่างเเดน
ชีวิตเเละความสัมพันธ์
Writer
TheShadow
Positive Energy
คำเตือน: สามารถใช้ได้เฉพาะสร้างพลังบวกให้ชีวิต

Comments