The Dale (1/2) (MoonSun&WheeSa)



เรื่องนี้เป็นเรื่องต่อจาก The Dale ของคุณ Jompiya นะคะ ถ้าใครงงจากตอนนี้เราแนะนำให้ไปอ่านของเค้าก่อนค่ะ ปล.เราขออนุญาติเจ้าของแล้วนะคะ เริ่ม................................



          ท้องฟ้ามืดในเวลาหัวค่ำ เสียงดนตรีไทยโหยหวนดังคลอไปกับเสียงเห่าหอนของสุนัขมากมาย ในสถานที่ที่เลื่องลือว่ามีวิญญาณสิงสถิตอยู่



บนศาลาหลังใหญ่ มีโลงไม้ลวดลายสวยงามตั้งอยู่ตรงกลาง ดอกไม้หลากหลายสีสันที่ถูกกระดาษสีขาวติดอยู่วางตั้งไว้ข้างหน้า มีรูปบานกว้างวางอยู่บนแท่นไม้ถูกประดับไปด้วยไฟหลากสี



ชาตะ……
มรณะ……



หญิงสาวร่างเล็กในชุดสีดำนั่งพับเพียบเรียบร้อยอยู่ข้างหน้าเพื่อคอยจุดธูปให้แก่คนที่มาบอกลาแก่เจ้าของงาน มือทั้งสองข้างกุมกันไว้หลวมๆ ใบหน้าแต่งแต้มเครื่องสำอางบางๆ ถูกล้างออกด้วยหยดน้ำที่ไหลออกมาจากดวงตาสีน้ำตาลเข้ม จ้องมองไปยังรูปน้องสาวของตนที่ตั้งอยู่



“คิม ยงซอน”



เสียงจากบุคคลหนึ่งเรียกเธอด้วยเสียงแผ่วเบา หล่อนเดินเข้ามาจับไหล่ทั้งสองข้างของ คิมยงซอน พร้อมลูบไปมาเบาๆ



“ไปกินข้าวก่อนเถอะ เดี๋ยวเราอยู่แทนเอง”



คิมยงซอน มองบยอลอีด้วยสายตาที่เศร้าโศก เธอลุกขึ้นยืนภายในอ้อมแขนเล็กของอีกฝ่ายและถูกพยุงร่างบางเข้าไปในครัว





เสียงบทสวด ถูกจบไปด้วยการแผ่ส่วนบุญและอวยพร เจ้าของงาน ณ เวลานี้นอนแน่นิ่งอยู่ในโลงสี่เหลี่ยมผืนผ้า





คิมยงซอน ยืนส่งแขกที่มาร่วมงานศพของน้องสาวเธอด้วยการยืนอยู่ตรงทางออกของศาลาทำการ บุคคลที่รู้จักเธอมากหน้าหลายตาต่างเข้ามากุมมือเธอเบาๆและแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งโดยที่มีคนรักของเธอยืนอยู่ข้างๆ

การเสียน้องสาวสุดที่รักไปเป็นสาเหตุทำให้เธอรู้สึกเหมือนถูกมีดเล่มใหญ่ปักเข้าที่อกผ้าเช็ดหน้าผืนเล็กเปียกชุ่มไปด้วยน้ำตา เธอนั่งอยู่หน้าโลงศพของน้อง พร้อมพึมพัมว่าเหตุใดน้องสาวของเธอจึงเลือกที่จะจากเธอไป



หลังจากที่คิมยงซอนและบยอลอีกลับไปจากงานศพแล้ว ไฟที่ถูกปิดจนมืดมิด ประตูเหล็กถูกปิดแน่นหนา สุนัขมากมายหลายตัวเห่าหอนกันระงม ทั้งภายในวัดใหญ่นี้และสุนัขบ้านบริเวณรอบๆ







เงาสีดำในยามวิกาลเคลื่อนที่ย่างรวดเร็ว ผ่านฝูงสุนัขและเสียงเห่าหอนที่ชวนขนหัวลุก

หญิงสาวร่างเล็กในชุดเสื้อแขนยาวสีดำ เธอใส่หูฟังไว้ทั้งสองข้าง เปิดเพลงเสียงดัง สองขาก้าวจ้ำอย่างรวดเร็ว ฮวีอิน

ในยามนี้เธอพึ่งเลิกงานและกลับมาจากการคุยกับลูกค้าคนสำคัญ ทางที่ไม่เปลี่ยวมากนัก ถนนเส้นนี้ไม่มีผู้ใดผ่านไปมาเลยในเวลานี้ แตกต่างจากวันก่อนๆที่ผู้คนพลุกพล่านเสมอ ขณะกำลังก้าวอย่างรวดเร็วเธอเหลือบไปเห็นหญิงสาวหน้าตาสะสวยแต่งกายมิดชิดสะพายกระเป๋าใบเล็ก ผมยาวสลวยสีน้ำตาลประกายแดง และดูวัยจะใกล้เคียงกัน เธอเห็นดังนั้นจึงอุ่นใจ และเดินนำมือล้วงกระเป๋าเสื้อทั้งสองข้าง เดินตรงไปยังคอนโดของตน

ไม่นานเธอก็มาถึงจุดหมายได้ในเวลารวดเร็ว แต่ต้องเอะใจเมื่อหญิงสาวคนที่เธอเห็นนั้นเดินตามเธอมาด้วย แต่เธอไม่คิดอะไรต่อเนื่องจากในเวลานี้ยามวิการณ์แล้วเธอจึงรีบมุ่งตรงไปยังห้องของเธอ



03:00



หญิงสาวหอบหายใจรุนแรง เนื่องจากตอนนี้เธอกำลังวิ่งหนีบางสิ่งอยู่ เธอหันกลับไปมองมันด้วยอาการหวาดกลัว และตะโกนเรียกให้ใครสักคนเข้ามาช่วย แต่กลับไม่มีบุคคลใดเข้ามาช่วยเธอเลยแม้แต่คนเดียว จากการวิ่งหนีสิ่งนั้นความเร็วของเธอเริ่มช้าลงจากอาการเหนื่อยล้า และสิ่งที่ตามเธอมานั้นกำลังคืบคลานเข้ามาอย่างรวดเร็ว เสียงร้องไห้ดังขึ้นตามมา เธอหลับตาปี๋ มือทั้งสองข้างปิดที่ใบหูเล็กทันทีและเสียงนั้นได้หายไป หญิงสาวค่อยๆลืมตาขึ้นช้าๆรอบข้างกายเธอกลายเป็นสีขาวโพลน ตรงปลายทางที่แสนไกลมีบุคคลหนึ่งยืนอยู่ เธอมองเห็นดังนั้นจึงจ้องเพ่งไปที่จุดนั้น ก่อนที่มันจะขยับอย่างช้าๆและพุ่งเข้ามาหาเธอด้วยความรวดเร็ว



พรึ่บ….



หญิงสาวตื่นขึ้นจากฝันร้าย ดวงตาเบิกกว้าง หัวใจเต้นแรงและเร็วด้วยอาการตกใจ

เธอใช้มือข้างหนึ่งทาบอกไว้เพื่อบรรเทาอาการหวาดกลัว สายตามองกวาดไปที่ห้องมืดและเอื้อมไปกดเปิดโคมไฟเล็กตรงหัวเตียงนอน พร้อมหลับตาและจับหัวตัวเองเบาๆ เธอหลับตานึกถึงบุคคลในฝันร้ายนั้นอยู่นานก็นึกขึ้นมาได้ว่า บุคคลนั้นคือคนที่เธอเจอเมื่อตอนเธอกลับมาที่ห้อง เธอสบถเบาๆและลูบผมสั้นของตนเองไปมา เธอลืมตาขึ้น เพื่อจะพาตนเองเข้าสู่ห้วงนิทราใหม่ที่อาจจะไม่ต้องตื่นเต้นอีก

หลังจากเธอลืมตาขึ้นมา ดวงตาเบิกโพลงทันที เธอกำลังจะร้องกรี๊ดอย่างเสียงดังก็ถูกมือบุคคลหนึ่งมาหยุดเธอไว้ หัวใจเต้นรัวความหนาวเย็นบางอย่างทำให้เธอขนลุกกราวทั้งร่างกาย หญิงสาวที่เธอเจอทั้งในฝันและเมื่อไม่นานมานี้ ขณะนี้หล่อนกำลังนั่งอยู่ข้างหน้าเธอ บุคคลตรงหน้าเธอมาในชุดเสื้อแขนยาวสีฟ้ากางเกงขายาวสีดำรัดรูป หล่อนกำลังนั่งคร่อมขาเธออยู่ในขณะนี้ ความหนักอึ้งไม่ได้ส่งผลอะไรต่อฮวีอินเลยแม้แต่น้อย เนื่องจากตอนนี้เธอกำลังรู้สึกเหมือนหัวใจกำลังจะหยุดเต้น หญิงสาวกำลังเอามือเย็นของเธอออกจากใบหน้าเล็ก ฮวีอินอ้าปากค้างก่อนจะพาตัวเองเข้าไปอยู่ใต้ผ้าห่มผืนหนาก่อนพึมพัมบทสวดมนต์ที่ฟังไม่ออก



“อย่ามาหลอกหลอนเราเลย เราไปทำอะไรให้เธออย่ามาหลอกเราเลยเขาขอโทษไปเถอะนะเดี๋ยวพรุ่งนี้จะทำบุญไปให้”



หลังจบประโยคความหนักอึ้งที่เคยอยู่ตรงขาเธอได้หายไป เธอค่อยๆพาดวงตาเล็กออกจากผ้าห่มผืนหนาชะเง้อเล็กน้อยก่อนลุกขึ้นนั่งพิงกับหัวเตียงขนาดใหญ่ถอนหายใจเบาๆ



“เธออย่าหลอกเราเลยนะ เดี๋ยวพรุ่งนี้เราจะทำบุญไปให้”



“เธอเห็นเราด้วยหรอ”



  เสียงแผ่วเบาข้างใบหูทำให้ฮวีอินตกใจอย่างมากเธอหันซ้ายและมองไปข้างหน้าพร้อมถอนหายใจอีกรอบ แต่ต้องตกใจอีกครั้งเมื่อหญิงสาวคนนั้นกำลังนอนเท้าคางมองเธออยู่ทางขวามือของเธอ



“กรี๊ดด!!!! อย่ามาหลอกหลอนเราเลยเราขอร้องเรากลัวแล้ว”



“เธอชื่ออะไรหรอไม่เคยเห็นเลย แต่เธอเห็นเราด้วยดีใจจัง”



ผีสาวยิ้มดีใจเนื่องจากมีคนเห็นเธอแล้วในวันนี้หลังจากเธอเลือกที่จะลาจากโลกใบใหญ่มาแล้ว 7วัน



หญิงสาวเจ้าของห้องตกใจสุดขีดอย่างต่อเนื่องทำให้เธอสลบไปทันทีในครั้งสุดท้าย

 

 
          แสงพระอาทิตย์สดใสในยามเช้าสาดส่องเข้ามาในห้องกว้าง เจ้าของเตียงขนาด6ฟุตกำลังงัวเงียกับเสียงนาฬิกาปลุก เธอลุกขึ้นนั่งและมองออกไปยังนอกหน้าต่าง ที่มีแสงสว่างสาดเข้ามา



เฮ้อ เมื่อคืนฝันอะไรก็ไม่รู้ โคตรฝันร้าย


เธอลูบเสยผมสั้นก่อนก้าวลงจากเตียง ตรงไปยังห้องน้ำ



แต่เธอหารู้ไม่ว่ากำลังมีบุคคลหนึ่งกำลังนอนคว่ำมือสองข้างท้าวคางมองเธอจากเตียงนุ่ม


ประตูบานเล็กถูกเปิดออกเธอก้มหน้ามองพื้นที่มีพรมเช็ดเท้าสีขาววางอยู่ เธอกำลังจะก้าวออกไปแต่ต้องหยุดชะงักเมื่อมีเท้าของบุคคลหนึ่งยืนอยู่ เธอหลับตาปี๋อีกครั้งมือข้างหนึ่งกำผ้าเช็ดตัวที่กำลังพันร่างเล็กอยู่


“เมื่อคืนไม่ได้ฝันหรอวะเนีย”


“เธอเราชื่อฮเยจินนะ เราไม่ได้จะมาหลอก เราแค่อยากให้ช่วย”


น้ำเสียงสดใสจากคนตรงหน้าทำให้ฮวีอินก้าวถอยหลังเข้ามายังห้องน้ำแต่ยังคงหลับตาปี๋อยู่แบบนั้น


“เธอไปให้คนอื่นช่วยสิเราช่วยอะไรเธอไม่ได้หรอกเรากลัว”


“โถ่เธอช่วยเราหน่อยเถอะนะ ไม่มีใครมองเห็นเราเลย มีแต่เธอนะขอร้องละ เราสัญญาจะไม่ไปแกล้งในฝันแล้ว”


“อะไรนะ! เธอมาแกล้งเราแบบนี้ได้ไงเรากลัวมากนะเธอรู้รึเปล่าหัวใจแทบวาย”


  เธอพูดพลางนำมืออีกข้างขึ้นมาทาบอกดวงตาที่เคยปิดมิดชิดถูกเปิดขึ้นเผยประกายดวงตาสีน้ำตาลเข้มและพูดด่าผีสาวตรงหน้าด้วยอาการลืมความรู้สึกกลัวไปเสียสนิท ผีสาวได้ยินดังนั้นเธอจึงยิ้มกว้างเอียงคอมองบุคคลตรงหน้า   



“เธอจะไปทำงานหรอ ว่าแต่เธอชื่ออะไรหรอ”



ผู้ถูกถามไม่พูดตอบเพียงแต่กำผ้าเช็ดตัวแน่นก้มหน้าและเดินหลบร่างวิญญาณนั้นออกมาจากห้องน้ำ ผีสาวยิ้มและหัวเราะเบาๆก่อนเดินตามตื๊ออีกคนไปทุกที่ทุกเวลา



ที่ทำงานของฮวีอิน เป็นสถานที่เล็กๆที่ทำงานเกี่ยวกับเอกสารมากมาย



    กองกระดาษมากมายกองอยู่ตรงหน้า เธอทำงานเช่นนี้ทุกวันและรับงานเสริมภายนอกบ้างบางครั้ง เพียงแต่วันนี้แตกต่างไปจากทุกวันเนื่องจากมีเสียงหญิงสาวคนหนึ่งตามติดเธอตั้งแต่เมื่อไหร่เธอไม่รู้แต่เวลานี้คำพูดขอร้องจากบุคคลนั้นกำลังทำให้เธอรำคาญเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเข้าห้องน้ำกินข้าวหรือไปที่ไหนๆหล่อนจะตามติดเธอไปทุกๆที่ ณ เวลานี้ ความกลัวของฮวีอินที่มีต่อผีสาว แปรเปลี่ยนกลายเป็นความรำคาญ



    เวลาล่วงเลยผ่านไปไวเสียจนเวลานี้ถึงเวลาอาหารเย็น ทุกๆคนในที่ทำงานของฮวีอินกำลังเก็บกระเป๋ากลับบ้าน ทุกคนต่างกระโกนบอกลาหญิงสาวที่นั่งขัดสมาธิอยู่ท่ามกลางกองกระดาษและยังคงมุ่งมั่นทำงานอย่างใจจดใจจ่อ เธอตอบกลับไปด้วยรอยยิ้มและเสียงสดใส



 “ทำไมเธอยังทำงานอยู่ละ ทุกคนกลับหมดแล้วนะ”



 “เธอยุ่งอะไร นี่มันงานของฉันนะ”



 “มันทำยังไงหรอฉันช่วยได้ไหม”



 “ผีจับสิ่งของได้ด้วยหรอ อย่ามาอยากช่วยหน่อยเลย”



เมื่อจบประโยค ฮวีอินนั่งขมวดคิ้วและกัดที่ฟันตนเองเบาๆ เนื่องจากผีสาวข้างกายเธอตอนนี้ กำลังจับกระดาษสีขาวขึ้นมาโชว์ให้เธอดู



“เราว่าผีจับได้นะเธอ ดูสิ”

ผีสาวพูดพลางยิ้มกว้างให้กับบุคคลข้างหน้า



ฮวีอินส่ายหัวเบาๆก่อนดึงกระดาษแผ่นนั้นมาจากมือของหล่อน และลุกขึ้นยืนก่อนจะเดินกลับไปยังโต๊ะทำงานของตน



“เธอคือคนเจ้าของงานที่วัดใช่หรือเปล่า อยากให้ฉันช่วยอะไรหรอ”



“เดี๋ยวนะเธอจะช่วยเราหรอ เย้ เราดีใจจัง และใช่เราคือคนนั้นเอง”

ผีสาวพูดพลางนำมือสองข้างมาผสานกันก่อนวิ่งตรงเข้าไปหาฮวีอิน



“จะช่วยเรื่องที่ช่วยได้นะ”



“เธอไปบอกพี่เราให้หน่อยได้ไหม ว่าเราขอโทษ หยุดร้องไห้เถิด ขอให้พี่เรามีความสุขกับแฟนของเค้ามากๆด้วย บอกให้หน่อยได้ไหม”



“เธอเข้าฝันได้ไม่ใช่หรือทำไมไม่ไปบอกพี่เธอในฝัน”



“เราเข้าได้แค่เธอคนเดียวนะสิ”

ผีสาวยิ้มก่อนก้มหน้าและบิดตัวไปมา 


“ให้ตายเถอะ แค่นี้ใช่ไหม ได้เดี๋ยวฉันไปบอกให้”



จบประโยคฮวีอินก็ยกกระเป๋าเป้สีดำขึ้นใส่หูฟังทั้งสองข้างเปิดเพลงคลอเบาๆก่อนเดินออกไปจากที่ทำงานโดยไม่ได้สนใจอีกคนเลย ผีสาวเดินตามผู้หญิงร่างเล็กออกไป


เวลาหัวค่ำเธอมาหยุดที่หน้าศาลาใหญ่ที่วัดแถวคอนโดของเธอ ฮวีอินใช้มือข้างหนึ่งดึงหูฟังทั้งสองข้างออก มองหาบุคคลที่ผีสาวบอก



“คนนั้นไง”


นิ้วเรียวชี้ไปยังบุคคลที่นั่งอยู่ข้างหน้ารูปถ่าย ฮวีอินเดินตรงไปยังบุคคลนั้น นั่งลงตรงหน้าก่อนวางกระเป๋าเป้ลงข้างตัว



หญิงสาวเจ้าของร่างเล็กเห็นบุคคลแปลกหน้าจึงจุดธูปและส่งให้คนตรงหน้าหนึ่งดอก



ฮวีอินไหว้เสร็จก็ปักธูปหนึ่งดอกนั้นลงในกระถาง ก่อนจะหันไปพูดกับบุคคลที่กำลังเช็ดน้ำตา



ใบหน้าที่บวมเป่งเนื่องจากการร้องไห้ติดต่อกันมาเป็นเวลานาน



“คืนนี้สวดวันสุดท้ายแล้วใช่ไหมตะ”



“ใช่ค่ะ น้องเป็นเพื่อนของฮเยจินหรอ”



“ก็ไม่เชิงค่ะ น้องของพี่เค้าบอกว่าเค้าขอโทษค่ะ เค้าบอกว่าให้พี่เลิกร้องไห้ได้แล้วนะคะ บอกว่าขอให้พี่กับแฟนของพี่มีความสุขมากๆค่ะ”



“”ไปก่อนนะคะพี่””



เธอโค้งตัวเล็กน้อย ก่อนลุกขึ้นยืนและก้าวออกไปอย่างรวดเร็ว



โดยไม่ได้รอคำตอบใดใดจากผู้ฟังเลยแม้แต่คำเดียว
 


เธอมองไปที่ผีสาวที่กำลังยิ้มด้วยใบหน้าและสายตาที่แสดงถึงความขอบคุณ ก่อนเสียบหูฟังเข้าไปที่ใบหูเล็กและก้าวเดินกลับไปยังห้องอย่างรวดเร็ว



เธอกลับถึงห้องพร้อมโยนกระเป๋าเป้ลงบนเตียงนุ่ม



“เธอคง พอใจ แล้วสินะ”



หลังจากที่เธอได้ช่วยทำสิ่งที่ผีสาวขอไว้ เธอก็ไม่ได้เจอกับหล่อนอีกเลย










ตอนแรกอย่างที่บอกเราขอไรท์เค้าแล้วนะคะ ส่วนเรื่องคำผิด เราตั้งใจนะคะ จะได้ให้ฟิลความเป็นวัยรุ่นได้มากกว่า ฝากเรื่องนี้ด้วยนะคะ สัญญาว่าจะมีตอนจบแน่นอน 




SHARE

Comments